66 ปี ‘บิ๊กแจ๊ส’ นายก อบจ.ปทุมธานีคนใหม่ ‘ผมไม่ทะเยอทะยานเพราะชีวิตผมพอแล้ว’

รายงานพิเศษ |ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

66 ปี ‘บิ๊กแจ๊ส’

นายก อบจ.ปทุมธานีคนใหม่

‘ผมไม่ทะเยอทะยานเพราะชีวิตผมพอแล้ว’

พลันที่ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบชน.) ชนะเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ด้วยคะแนนเสียงกว่า 2 แสน ผู้คนต่างแสดงความยินดีและเรียกขานท่านนายก

ขณะที่เจ้าตัวยังไม่สบายใจ 100% เนื่องจากนายชาญ พวงเพ็ชร์ ผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมธานี คู่แข่งคนสำคัญที่นั่งนายก อบจ.มาหลายสมัย ยื่นร้องคัดค้านผลเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 ซึ่ง “บิ๊กแจ๊ส” ได้คะแนนมากกว่าผู้ร้อง 3 หมื่นกว่าคะแนน

เจ้าตัวสรุปผลแห่งชัยชนะครั้งนี้ว่า

“คนปทุมฯ เขาต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะว่ามันถึงจุดเปลี่ยนเพราะคนเก่าอยู่มา 16 ปีแล้ว การเมืองจะผูกขาดโดยพรรคใดพรรคหนึ่ง ตระกูลใดตระกูลหนึ่งไม่ได้ แล้วปทุมฯ มันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา มีแต่ระบบเงินทอง มีแต่เอาคนปทุมไปเที่ยว ปีหนึ่งไปเที่ยว 250 ล้าน แล้วก็ไปฮั้วกันในระบบเงินทอน มีจังหวัดไหนเอาคนไปเที่ยวปีละ 200 ล้าน ปีหนึ่งไปเที่ยวกัน 5-6 ครั้งไปดูงาน ผมว่าคนปทุมฯ เขารู้ เขาต้องการเปลี่ยน ก่อนเลือกตั้งผมทำเป็นนโยบายออกมา ใช้ชื่อสโลแกนว่า ชีวิตที่เหลือเพื่อปทุมธานี”

ในฐานะว่าที่นายก อบจ.ปทุมธานีคนใหม่ อดีตนายตำรวจใหญ่วัย 66 ปี บอกว่า หากรับตำแหน่งแล้วจะเร่งทำโครงการต่างๆ ซึ่งเขาเองเป็นคนปทุมฯ เกิดและโตที่นี่ ได้เห็นปัญหาชัดเจน

“ผมยืนยันเลยว่าอันแรกแม่น้ำลำคลองจะต้องไม่มีสวะให้เห็น แล้วคนจะได้เข้ามาท่องเที่ยว จะทำเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเพณี ที่นี่ชาวมอญเยอะ ริมแม่น้ำมีวัดเยอะ มีประเพณีลอยเรือ มีประเพณีตักบาตรข้าวสาร และประเพณีจุดลูกหนู ฯลฯ แต่ประเพณีเหล่านี้หายไปหมด ต้องฟื้นประเพณีและฟื้นวิถีชาวมอญ นอกจากนี้ จะเน้นท่องเที่ยวทางน้ำ และจะสนับสนุนให้สร้างสนามกีฬาของจังหวัด”

“ผมอิจฉาคนอยุธยา คนนนทบุรี เพราะสนามกีฬาเขาทันสมัย มีลู่วิ่ง มีคนไปวิ่งออกกำลังกาย อย่างลพบุรีเป็นเมืองเล็กๆ ยังมีห้องฟิตเนสอย่างดี ไปวิ่งออกกำลังกายแล้วไปเล่นฟิตเนสเขาบริการฟรี แต่ของปทุมฯ ไม่มีทั้งที่เป็นเมืองมหาวิทยาลัย ส่วนจะสร้างได้เมื่อไหร่ต้องไปดู ไม่ใช่อยู่ๆ จะสร้างได้เลย เพราะปทุมฯ มีงบประมาณ 1,800 ล้านบาท เยอะอันดับ 6 ของประเทศ แต่จัดเป็นเมืองน่าอยู่อันดับที่ 62 สุ่มเสี่ยงพิษสุนัขบ้า 1 ใน 5 คะแนนความโปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ D แล้วปทุมฯ จะน่าอยู่ได้อย่างไร เรื่องที่ผมเสนอทำได้หมด ไม่ได้เพ้อฝัน และทำได้เร็วด้วย”

“ที่นี่หมาจรจัดมันเยอะจริงๆ เราจะหาที่หลวง อย่างน้อย 80-100 ไร่ จะทำรั้วรอบขอบชิด หมาแมวคุณไม่เลี้ยงผมเลี้ยงให้เขาอยู่อย่างดี แล้วจะจับทำหมันหมด มีโรงพยาบาลสัตว์เล็กๆ อยู่ข้างหน้า บริการทำหมันฟรี”

เป็นที่ทราบกันดีว่าอดีต ผบชน.ผู้นี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พอบิ๊กแจ๊สชนะเลือกตั้ง อดีตนายตำรวจรุ่นพี่ก็โทรศัพท์มาแสดงความยินดี

“วันที่ชนะเลือกตั้งท่านโทร.มาแสดงความยินดีด้วย และฝากให้ดูแลพี่น้องประชาชนให้ดี หัวใจของนักการเมืองคือประชาชน ท่านก็บอกว่าพี่ดีใจด้วยนะที่เอ็งชนะการเลือกตั้ง ฝากพี่น้องประชาชนให้ดี วันนี้ประชาชนเขาไว้วางใจน้อง ฉะนั้น น้องก็อย่าทำให้ประชาชนเขาผิดหวัง ท่านพูดแค่นั้น เราก็ได้แต่บอกว่าขอบคุณครับ”

: ในอนาคตคิดอยากไปเล่นการเมืองระดับชาติบ้างไหม

“ผมไม่เคยคิดว่าจะไปการเมืองระดับชาติ แม้แต่การเมืองระดับท้องถิ่นก็ไม่เคยคิด แต่ที่ต้องลงมาเล่นเพราะพรรคพวกขอร้องเพื่อช่วยฟื้นฟูเมืองปทุมที่ย่ำแย่อาการหนักจากปัญหารุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นรถติด มลภาวะเป็นพิษ ฯลฯ

ผมเองหลังเกษียณวางแผนใช้ชีวิตสบายๆ รักษาคนไข้ไปทำบุญไป และที่ผ่านมาก็มีผู้ใหญ่หลายคนบอกว่าอย่าไปลง ให้มาอยู่พรรคโน้นเดี๋ยวก็เป็นรัฐมนตรี ผมไม่ได้มุ่งหวังแบบนั้น ผมไม่ทะเยอทะยานเพราะชีวิตผมพอแล้ว ผมรู้จักพอ และผมไม่เห็นด้วยที่ต้องไปวิ่งเต้นเป็นรัฐมนตรีแล้วกอบโกยผลประโยชน์ คุณเป็นรัฐมนตรี คุณต้องนึกว่าจะทำอะไรให้ประชาชนบ้าง”

: ดูภาพรวมการเมืองบ้านเราห่วงไหม เพราะมีเด็กรุ่นใหม่มาประท้วงยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ

“ผมห่วงนะ มันอยู่ในระหว่างเผด็จการกับกึ่งเผด็จการ แต่เด็กพวกนี้ต้องการประชาธิปไตยจริงๆ ผมเองเห็นด้วยกับเด็กๆ แค่ 2 ข้อ อย่างกรณีจะเป็นประชาธิปไตยนั้นโอเค บ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตย ไอ้ 250 ส.ว.ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นมันไม่ควรมี ไม่มีบ้านไหนเมืองไหนที่มีหรอก แต่การไปล่วงเกินสถาบันกษัตริย์ผมไม่เห็นด้วย มันไม่ควรถึงจุดนั้น ผมเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว และเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย แต่สถาบันก็อยู่เป็นเสาหลักเหมือนเดิม”

: คิดอย่างไรที่ม็อบคนรุ่นใหม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จนทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก

“ผมมองว่าท่านคงไม่อยากอยู่เท่าไหร่ เพราะหากคนเราโดนเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานด่าขนาดนี้ คุณสบายใจเหรอ แต่ท่านคงจำเป็นต้องอยู่ให้มันครบไป แต่ผมเห็นว่าควรจะแก้รัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด พอแก้เสร็จมีผลปุ๊บก็เลือกตั้งใหม่เลย ไอ้ 250 ส.ว.นี่ไม่ต้องหรอก ผมยังคิดว่าถ้าผมเป็นหนึ่งใน 250 ส.ว. ผมลาออกไปตั้งนานแล้ว เพื่อสำนึกว่ากูไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย”

ย้อนกลับไปช่วงก่อนเกษียณ เดือนกันยายน 2557 อดีต ผบ.ชน.ผู้นี้ตั้งคลินิกการแพทย์แผนไทย ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีทางการแพทย์แผนจีนและกรีกโบราณ ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนรักษาเอง โดยมีผู้ช่วยกว่า 10 คน แต่ละวันมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจำนวนมาก ถึงขนาดต้องจองกันข้ามปี แต่ช่วงโควิดระบาดต้องปิดชั่วคราว และเมื่อได้รับเลือกเป็นนายก อบจ. อาจเปิดรักษาแค่วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

“ตั้งแต่เรียนศาสตร์นี้เมื่อปี 2530 กับอาจารย์ที่เป็นตำรวจอยู่ที่พิษณุโลก เรียกว่าหมอเทวดา และเป็นลูกมือตลอด 20 กว่าปี ตอนนี้อาจารย์ผมอายุ 80 กว่าแล้ว ผมอธิษฐานว่าจะนำศาสตร์นี้รักษาคนไข้ฟรี มีค่าครูแค่ 19 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็มีคนช่วย อย่างที่นี่ ค่าใช้จ่ายตกเดือนละ 3-4 แสนบาท แต่ก่อนตอนท่านบรรหาร ศิลปอาชา ยังอยู่ จะช่วยเดือนละแสนสองแสน”

“ตอนนี้อาจารย์ต้อยเมืองนนท์ ช่วยเดือนหนึ่งห้าหมื่นบ้าง แสนหนึ่งบ้าง คนไข้บางคนที่หายแล้วโอนเงินมาให้เดือนละหมื่นเป็นค่าไฟ คนไข้ช่วยกันบริจาค เราก็จะช่วยกัน อย่างแม่ผมอายุ 94 แล้ว จะมานั่งทำบัญชีว่าวันนี้คนบริจาคเท่าไหร่ พอมียอดเงิน 1 หมื่นบาทจะนำไปซื้อปลาที่ตลาดสดเอาไปปล่อย”

ผู้ป่วยมารักษาสารพัดโรค ทั้งโรคอัมพฤกษ์ โรคเกาต์ หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง ปวดขา โรคปวดข้อข้อ เหน็บชา ภูมิแพ้ เบาหวาน และความดัน อย่างที่บิ๊กแจ๊ส หรือที่คนป่วยเรียก “หมอแจ๊ส” ซึ่งเจ้าตัวก็มีความสุขและภาคภูมิใจเพราะทำให้คนป่วยหายจากโรค แต่กว่าที่จะมาเป็นหมอรักษาคนไข้ได้ เขาต้องร่ำเรียนจากอาจารย์เป็นเวลานานหลายสิบปี มีใบประกาศรับรองเป็นหมอพื้นบ้าน และพอมั่นใจว่ารักษาได้ ปี 2550 ก็เปิดเตียง 3 เตียงที่ บช.น. รับรักษาคนไข้ช่วงที่มีเวลาว่างจากงานราชการ

“ศาสตร์ที่ใช้รักษาคนไข้ได้จริงๆ โดยที่ไม่ต้องกินยา หลายโรคที่รักษา อาทิ ปวดเข่า ปวดข้อ ปวดหลัง ไมเกรน ความดัน แม้แต่แม่ผมเองตอนนี้อายุ 94 ปีแล้ว แต่ก่อนเดี๋ยวก็เป็นความดัน เดี๋ยวก็เดินไม่ไหว เข้าโรงพยาบาล แต่พอผมรักษาเองสัก 10 ปีได้ ท่านไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเลย ยังเดินปร๋อ รักษาเอง เลือดหมุนเวียนดี พอเลือดหมุนเวียนดี หยินหยางมันสมดุลกัน ร่างกายก็ปกติ”

“แพทย์แผนกรีกโบราณใช้ระบบสะกิดเปิดผิวหนัง แต่ถ้าเป็นแพทย์แผนจีนโบราณใช้วิธีการนำหลอดแก้วไปต้มแล้วนำไปดูดที่ผิวหนัง จะเกิดระบบสุญญากาศ ซึ่งความร้อนมันจะผ่านไปในผิวหนัง แต่ของกรีกพอเปิดผิวหนังแล้วนำมาดูด จะทำให้ตัวยาสมุนไพร 16 ชนิดซึมไปในจุดที่สะกิดก็ไปละลาย มันเป็นการผสมผสานกัน ซึ่งผมมองเป็นวิทยาศาสตร์”

คุยเรื่องหนักๆ กันมาแล้วมาพูดเรื่องเบาๆ กันบ้าง

ถามเรื่องสุขภาพ บิ๊กแจ๊สเล่าว่า “สุขภาพดี น้ำหนักผมจะคุมอยุ่ที่ 74 กิโลกรัม ความสูงผม 180 ซ.ม. ตั้งแต่จบนักเรียนนายร้อยตำรวจ น้ำหนักผมอยู่ที่ 70-72 แล้วขึ้นมาที่ 74 มันก็นิ่งมาตลอด แต่ช่วงหาเสียง 15 วันหลังผมโหมหนัก เลยทรุดเลย ป่วย ที่ผ่านมาก็ออกกำลังกาย มีเล่นกอล์ฟ เน้นพยายามเดินให้มาก

วันนี้ในวัย 66 ปี เขามีหลานที่เกิดกับลูกสาวและลูกชาย 2 คน รวมทั้งหมด 5 คน

“ผมมีหลาน 5 คน ก็สบายๆ เราก็อยู่กับหลาน มาถึงเขาก็ห้อมล้อม มาให้กำลังใจตาบ้างปู่บ้าง ก็มีความสุข ผมถึงบอกว่าไม่ทะเยอทะยาน ตอนนี้ก็รอให้ กกต.รับรอง ซึ่งก็มีการร้องเรียนกันไป”

จากนี้คงต้องติดตามกันว่านายก อบจ.ปทุมธานีคนใหม่ จะเดินหน้าแก้ปัญหาสารพัน และนำพาความเจริญมาสู่ถิ่นบัวหลวงได้มากน้อยแค่ไหน

บทความก่อนหน้านี้“อนุดิษฐ์” ควง “หญิงหน่อย” ลงพื้นที่สายไหม มั่นใจคุมโควิดได้ หลังฉีดฆ่าเชื้อแล้วกว่า 80%
บทความถัดไปบิ๊กป้อม. หนุน ประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่า อุทัยธานี ตรัง ฉะเชิงเทรา อนุรักษ์วัฒนธรรมดึงภาคประชาชนมีส่วนร่วม