ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | อนาคตประเทศไทย หลังโควิดระบาดระลอกสอง

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

วงจรของไวรัสโควิดระบาดกำลังกลับเข้ามาสู่ประเทศไทย และถึงแม้ไวรัสจะเป็นเรื่องทางชีววิทยา การระบาดของไวรัสก็เป็นผลจากการบริหารที่ทำให้ประเทศเผชิญภัยเชื้อร้ายอย่างน่าอดสู เพราะเป็นการระบาดที่เกิดจากนโยบาย, เกิดจากรัฐบาล และเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง

ประเทศไทยเกิดโควิดระบาดระลอกใหม่หลังจากประเทศอื่นเผชิญเหตุนี้ไปแล้วหลายเดือน

แต่ขณะที่ประเทศอื่นเกิดการระบาดระลอกสองเพราะปัจจัยธรรมชาติหรือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

การระบาดในไทยกลับเกิดจากปัจจัยมนุษย์ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลเท่านั้นเอง

คนไทยทั้งประเทศรู้ว่าโควิดระบาดระลอกนี้จากบ่อนและการลักลอบขนคนข้ามแดน

และแม้แต่เด็กอนุบาลก็รู้ว่าตำรวจ, ทหาร และข้าราชการคือผู้ที่มีหน้าที่แก้ปัญหาพนันและขนคนข้ามแดนมากที่สุด

การระบาดของโควิดจึงเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐรับส่วยเพื่อให้กลุ่มนอกกฎหมายทำมาหากิน

กองหนุนบ่อนถูกกฎหมายพยายามสร้างกระแสว่าบ่อนแพร่โควิดเพราะรัฐไทยไม่ยอมให้มีบ่อนเสรี แต่ที่จริงบ่อนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวกับความสามารถในการแพร่โควิดของบ่อน เพราะบ่อนที่ถูกกฎหมายก็มีโอกาสจะแพร่โควิดได้เหมือนกิจการถูกกฎหมายอื่นๆ อยู่ดี

ส่วย, บ่อนและการลักลอบขนคนข้ามแดนทำให้โควิดลุกลาม ส่วนสามเรื่องนี้จะเป็นปัญหาระดับบุคคลประเภท “คนเลว” หรือเป็นการส่งเงินให้เบื้องบนอย่างเป็น “ระบบ” ก็เป็นเรื่องต่างคนต่างคิด

แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งใช้ตำแหน่งสาธารณะเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

ทหาร, ตำรวจ และมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ในการปราบส่วย, บ่อน และลักลอบขนคนข้ามแดน ทันทีที่โควิดระบาด สามนายพล คสช.ที่คุมกองทัพ, ตำรวจ และมหาดไทยจึงควรเป็นคนที่ออกมารับผิดชอบเรื่องนี้มากที่สุด แต่จากกลางธันวาคมที่พบเรื่องนี้ ถึงตอนนี้กลับไม่มีอะไรคืบหน้าเลย

พล.อ.ประยุทธ์ตั้งตัวเองให้มีอำนาจสูงสุดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งประกาศเองตั้งแต่โควิดระบาดต้นปี 2563 จนโควิดหายแล้วกลับมาระบาดใหม่ต้นปี 2564 แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยใช้อำนาจเพื่อทลายบ่อน, ทลายเครือข่ายส่วย และกวาดล้างขบวนการข้าราชการที่ขนคนข้ามแดนจนโควิดลามแม้แต่รายเดียว

พูดก็พูดเถอะ คนกลุ่มเดียวที่รัฐบาลจับช่วงโควิดระบาดคือคนเลี้ยงกุ้งซึ่งมาขายกุ้งที่สนามหลวง, ผู้เดือดร้อนจากโควิดที่รวมตัวหน้าทำเนียบทวงเงินเยียวยาชราภาพซึ่งตัวเองจ่ายให้ประกันสังคมคืนก่อนกำหนด, เด็กทำปฏิทินเป็ด ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนเท่าเรื่องจับคนทำโควิดระบาดเลย

คุณประยุทธ์อ้างว่าขอตั้งตัวเองเป็นใหญ่เหนือทุกคนตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือเพื่อประสิทธิภาพในการขจัดไวรัสระบาด แต่การที่ไทยเผชิญการระบาดระลอกสองซึ่งผู้ติดเชื้อทะยานในอัตราเร่งที่สูงกว่ารอบแรกคือหลักฐานว่าอำนาจล้นฟ้าแก้ปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าอยู่ในมือคนที่ไม่มีวิสัยทัศน์มากพอ

องค์กรที่คุณประยุทธ์ตั้งเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจสูงสุดหลังโควิดระบาดระลอกแรกคือ ศบค. และด้วยเหตุที่คุณประยุทธ์เป็นใหญ่ทั้งในคณะรัฐมนตรีและ ศบค. ทั้งสององค์กรจึงมีปัญหาเรื่องความไม่มีวิสัยทัศน์และไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกันจนสถานการณ์โควิดระลอกสองในประเทศไทยน่ากังวล

แม้ประเทศไทยปลายปี 2563 จะเผชิญโควิดระบาดเหมือนช่วงต้นปี แต่เหตุของการระบาดระลอกสองแสดงความเลวร้ายของรัฐจนเห็นได้ชัด เพราะโควิดระลอกแรกเกิดจากความเขลาที่ปล่อยทัวร์จีนเข้าไทยจนโควิดลามจากภูเก็ตไปทั้งประเทศ ขณะที่โควิดระลอกสองเกิดจากส่วยและการกินสินบน

โควิดระลอกนี้ระบาดเพราะรัฐไทยวิกฤตจนสร้างปัญหาให้กับสังคม กลไกรัฐและหน่วยงานรัฐที่อ้างว่ามีขึ้นเพื่อปกป้องสังคมกลับเป็นต้นตอที่ทำให้โควิดระบาดมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ต่อให้เกิดการระบาดของโควิดไปทั่วประเทศ กลไกเหล่านี้กลับไม่มีการตรวจสอบหรือรับผิดชอบเลย

ถึงที่สุดแล้ว ประเทศไทยในเวลานี้เผชิญวิกฤตของรัฐซึ่งทำให้เกิดวิกฤตด้านสุขภาพในสังคม

กระทรวงสาธารณสุข, หมอ, อสม. และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนควรได้รับคำชื่นชมที่ปกป้องคนไทยจากโควิดระบาดอย่างดี แต่ด้วยความเขลาของผู้มีอำนาจและระบบส่วยที่อาจโยงจากทหาร, ตำรวจ, มหาดไทย ถึงรัฐมนตรี สาธารณสุขต้องรับภาระในการดูแลผู้ป่วยที่เพิ่มอย่างไม่ควรเป็น

คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่ชอบอ้างว่า “ความมั่นคงของรัฐ” เท่ากับ “ความมั่นคงของรัฐบาล” เจ็ดปีที่คุณประยุทธ์ยึดอำนาจจึงเป็นเจ็ดปีที่คนประท้วงหรือวิพากษ์รัฐบาลถูกยัดคดีความมั่นคงต่อรัฐไม่มียั้ง แต่วิกฤตโควิดระลอกนี้ชี้ว่าคุณประยุทธ์ทำไม่ได้แม้แต่ปกป้อง “ความมั่นคงของรัฐ” ด้วยซ้ำไป

โควิดระลอกนี้ระบาดเพราะรัฐวิกฤตจนเกิดวิกฤตด้านสุขภาพในสังคมไทย ยิ่งกว่านั้นคือวิกฤตสุขภาพที่ยืดเยื้อจากต้นปี 2563 ถึงปัจจุบันทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รัฐแก้ไม่ตก

หรือพูดตรงๆ ก็คือ คุณประยุทธ์ไม่สามารถสร้างนโยบายรัฐที่ได้สมดุลระหว่างสาธารณสุขกับเศรษฐกิจขึ้นมา

คุณประยุทธ์ช่วงโควิดระบาดระลอกแรกหมกมุ่นอยู่กับการกดผู้ติดเชื้อให้เป็น 0 จนนำไปสู่การล็อกดาวน์, การเคอร์ฟิว และคำสั่งปิดบ้านปิดเมือง จำนวนธุรกิจปิดกิจการและคนตกงานที่เพิ่มมหาศาลเป็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตกจนบัดนี้ ไม่ต้องพูดถึงการเยียวยาล่าช้าที่ประชาชนด่าทอจนปัจจุบัน

โควิดระบาดระลอกสองมีผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานจนคุณประยุทธ์และร่างทรงอย่างคุณทวีศิลป์ไม่กล้ากดตัวเลขให้เป็น 0 แต่ความไม่ต้องการจ่ายเงินเยียวยาทำให้คุณประยุทธ์ไม่กล้าล็อกดาวน์ในพื้นที่ซึ่งควรล็อกดาวน์ในเวลาที่ต้องล็อกดาวน์ และผลที่เกิดขึ้นโควิดระบาดทั่วประเทศทะลุหนึ่งหมื่นคน

สมุทรสาครและระยองเป็นพื้นที่ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐปล่อยให้มีแรงงานเถื่อนและบ่อนจนโควิดระบาดตั้งแต่สัปดาห์ที่สามของเดือนธันวาคม แต่การประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดเพิ่งจะเกิดในวันที่ 5 มกราคม ซึ่งเท่ากับคุณประยุทธ์ปล่อยให้โควิดลามจากสองจังหวัดนี้ไปพื้นที่อื่น 1-2 สัปดาห์

ปัญหาของคุณประยุทธ์ในการแก้โควิดระบาดระลอกแรกคือหมกมุ่นเรื่องผู้ติดเชื้อเป็น 0 จนทำลายเศรษฐกิจ ขณะที่ปัญหาของคุณประยุทธ์ในการแก้โควิดระบาดระลอกนี้คือไม่อยากจ่ายค่าเยียวยาจนผู้ติดเชื้อลามทะลุเพดาน ที่สุดแล้วทั้งสองกรณีจึงสะท้อนปัญหาการไม่ได้ดุลในการกำหนดนโยบาย

นับจากวันแรกที่พบโควิดที่สมุทรสาครและระยองจนวันที่คุณประยุทธ์คุมพื้นที่สูงสุด ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 4,519 คน หรือเกินครึ่งของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในประเทศซึ่งอยู่ที่ 8,966 คน การตัดสินใจล็อกดาวน์ที่ล่าช้าจึงทำให้เกิดปัญหาที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงไปได้เลย

วิกฤตโควิดนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่คนไทยทุกคนรู้กัน แต่ยิ่งทบทวนวิธีแก้ปัญหาโควิดของคุณประยุทธ์และบริวารใน ศบค.ก็ยิ่งเห็นความโลเล ไม่มีหลัก ไม่เป็นโล้เป็นพาย ฯลฯ ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาโควิดลามไปสู่ปัญหาการเมือง ปัญหาจิตวิทยามวลชน และปัญหาความขัดแย้งทางสังคม

ศบค.ของคุณประยุทธ์วางแนวทางให้ร้านอาหารห้ามลูกค้ากินในร้านตลอดเวลา แต่ทันทีที่ กทม.ออกคำสั่งตาม ศบค.แต่ลดลงเป็น 19.00-06.00 น. จนโดนด่า ศบค.ของคุณประยุทธ์ก็เปลี่ยนเวลาห้ามเป็น 21.00-06.00 น. จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่การเสียโอกาสทำมาหากินหรือความมั่วของนโยบาย

การที่คุณประยุทธ์ประกาศกับรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขและ ส.ส.ระยองว่าจะล็อกดาวน์ห้าจังหวัด แล้วจู่ๆ ก็ให้กรมประชาสัมพันธ์ประกาศว่าไม่ล็อกดาวน์แล้ว จากนั้นคุณทวีศิลป์ก็แถลงเล่นลิ้นว่าเป็นการคุมเข้มขั้นสูงสุด แต่อย่าเรียกว่าล็อกดาวน์ ทั้งหมดนี้ก็สะท้อนความมั่วของนโยบายเช่นกัน

ลิ่วล้อคุณประยุทธ์ผลัดกันอวยช่วงสิ้นปีถึงความอัจฉริยะและยิ่งใหญ่เทียบนายกฯ เชอร์ชิลของอังกฤษ แต่การกำหนดนโยบายที่ไม่ได้ดุล, มั่ว, เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา, เน้นเรื่องหาเสียงสลับกับไม่อยากเสียเงิน ฯลฯ กลายเป็นปัญหาที่ยิ่งตอกย้ำความไม่อัจฉริยะของคุณประยุทธ์ในสายตาประชาชน

ภายใต้ความไร้ทิศทางของนโยบายซึ่งส่งผลให้โควิดพุ่งและเศรษฐกิจพังจนไม่ต้องเถียงกัน ความพยายามปกป้องคุณประยุทธ์โดยพรรคพลังประชารัฐและ ศบค.ทำให้สังคมจมปลักกับการตอบโต้และความขัดแย้งทางการเมืองเพียงเพื่อปกป้องนายกฯ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วทำให้ทุกอย่างพังทลาย

หนึ่งปีของโควิดระบาดทำให้วิกฤตสุขภาพลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตเศรษฐกิจกำลังลุกลามเป็นวิกฤตทางการเมืองและสังคมซึ่งรอปะทุหลังสถานการณ์โควิดระลอกนี้คลี่คลายลง

การเมืองปี 2564 กำลังเดินหน้าไปสู่วัฏจักรเดียวกับการเมืองปี 2563 เพียงแต่ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือสะเก็ดไฟที่จะจุดการเผชิญหน้าระลอกใหม่ให้ปะทุขึ้นเท่านั้นเอง

บทความก่อนหน้านี้ม.112 : “ณัฐชนน” เข้ารับทราบข้อหา ปมหนังสือปกแดง ‘เพนกวิน’ งง ตร.ยึดสายไฟต่อลำโพง อีกชุดพบตร.คดีชุมนุมวงเวียนใหญ่
บทความถัดไป‘เสรีพิศุทธ์’ สวมบทกาวใจ วอนฝ่ายค้านเลิกระแวง ปมถอน ‘สิระ’ ชี้ ‘ถ้าเกลียดเผด็จการ เราคือเพื่อนกัน’