“ความรู้แจ้ง” ของวังเปา / 2503 สงครามลับ สงครามลาว (11)- บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์(ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2564 ฉบับที่ 2109)

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

บทความพิเศษ
พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

2503 สงครามลับ
สงครามลาว (11)

“ความรู้แจ้ง” ของวังเปา

ขณะที่ทหารเวียดนามเหนือกำลังเข้าประชิดหลวงพระบางในปี 1953/2496 นั้น วังเปาประจำการอยู่ในฐานที่มั่นเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเส้นทางที่ทหารเวียดนามเหนือจะเคลื่อนพลผ่าน ขณะที่ทหารลาวลุ่มและชาวเขาในบังคับบัญชาของเขาไม่ค่อยลงรอยกันนัก และยังไม่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้านรอบๆ ฐานที่มั่นของเขาด้วย
เมื่อทหารเวียดนามเหนือเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทหารลาวลุ่มก็เริ่มละทิ้งฐานที่มั่นแล้วหลบหนีฝ่าการซุ่มโจมตีของข้าศึกเอาตัวรอด
ดังนั้น ผู้บัญชาการฐานที่มั่นชาวฝรั่งเศสจึงออกคำสั่งยุบหน่วย แล้วให้กำลังพลในฐานแยกตัวหลบหนีข้าศึกกันตามลำพัง
ส่วนนายทหารฝรั่งเศสผู้นั้นหลบหนีออกจากฐานที่มั่นพร้อมกับชาวเขาภายใต้บังคับบัญชาของวังเปา
ทหารลาวลุ่มละเลยการปกปิดร่องรอยการถอยหนีของพวกตนจึงถูกทหารเวียดนามเหนือไล่ตามมาติดๆ
ผิดกับพวกวังเปาที่กลบเกลื่อนร่องรอยการถอยหนีอย่างระมัดระวังและยังเข้าหลบซ่อนในถ้ำ ประทังชีวิตด้วยหน่อไม้และปลีกล้วย
แม้ว่าจะอดอยากหิวโหยแต่ก็ปลอดภัย

หลายอาทิตย์ต่อมาวังเปานำชาวเขามาถึงบริเวณเนินหญ้ากว้างสุดตาบนทุ่งไหหิน หน่วยลาดตระเวนแจ้งเตือนว่าพวกเวียดนามเหนือวางกำลังดักอยู่ข้างหน้าห่างออกไปไม่มากนัก ไม่นานเมื่อกำลังทหารเวียดนามเหนือส่วนหนึ่งปรากฏตัวบนที่โล่งในท้องทุ่ง ก็ถูกกราดยิงและถล่มด้วยลูกระเบิดจนไม่เหลือชิ้นดีจากเครื่องบินรบฝรั่งเศส
เมื่อวังเปาเห็นกำลังทางอากาศฝรั่งเศสถล่มทหารเวียดนามเหนือที่ไล่ล่าพวกเขามาหลายอาทิตย์ย่อยยับไปต่อหน้าก็เกิด “ความรู้แจ้ง” บางอย่างขึ้น
วังเปาต้องการมีเครื่องบินรบ รวมทั้งรถถังและปืนใหญ่ของเขาเอง ยิ่งอาวุธมีอานุภาพร้ายแรงเพียงใดก็ยิ่งดีเพียงนั้น
แม้การศึกษาและประสบการณ์ของเขาจะเพียงแค่การทำสงครามกองโจรขนาดเล็ก แต่วังเปาก็เห็นแล้วว่า ลำพังการรบแบบกองโจรของเขาไม่สามารถเอาชนะกองกำลังประจำการขนาดใหญ่ของศัตรูได้ มีแต่กำลังทางอากาศและกองทัพขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะสามารถหยุดยั้งกองทัพเวียดนามเหนือได้
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา วังเปาก็เฝ้ารอวันที่จะได้ลงจากภูเขามาเป็น “นักรบตามแบบ” ที่พร้อมพรั่งด้วยเครื่องบินและอาวุธทรงประสิทธิภาพ
แต่เขาก็ไม่มีโอกาสจะได้ดั่งใจมุ่งหวังจากพวกฝรั่งเศส เพราะในตอนนั้นเวลาของฝรั่งเศสในลาวกำลังจะหมดลงแล้ว

ฝรั่งเศสถอนตัว

ปี2454/2497 หน่วยทหารฝรั่งเศสได้สร้างป้อมปราการขนาดใหญ่ขึ้นในหุบเขาที่เดียนเบียนฟูพื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างเวียดนามตอนเหนือกับลาว โดยหวังจะสกัดกั้นการรุกคืบเข้ามาในลาวของพวกเวียดนามเหนือ
ตอนที่เวียดนามเหนือเริ่มจู่โจมจากเนินเขาโดยรอบนั้น ทหารฝรั่งเศสยังไม่ทันได้ตั้งตัว จากนั้นการโจมตีก็รุนแรงยิ่งขึ้นโดยใช้อาวุธหนักยิงถล่มทหารฝรั่งเศสที่ตั้งรับอยู่ในสนามเพลาะ นอกจากนั้น ยังใช้ ปตอ.ยิงสกัดเครื่องบินที่ลำเลียงเสบียงและอาวุธเข้ามาบริเวณที่มั่นอีกด้วย
วังเปาได้รับคำสั่งจากทหารฝรั่งเศสให้นำกำลังทหารชาวม้งจำนวนประมาณ 400 คนใช้ยุทธวิธีการรบแบบกองโจรที่ถนัดเข้าก่อกวนกองทหารเวียดนามเหนือ
แต่ยังไม่ทันที่วังเปาจะไปถึงเดียนเบียนฟู ที่มั่นทหารฝรั่งเศสก็ถูกกองทัพเวียดนามเหนือตีแตกเสียก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น การประชุมที่นครเจนีวาเรื่องการถอนตัวของฝรั่งเศสออกจากอาณานิคมอินโดจีนก็เริ่มต้นขึ้น

อเมริกาแทนที่

ในปีต่อๆ มาเมื่อฝรั่งเศสค่อยๆ ถอนกำลังออกไปโดยมีอเมริกาเข้ามาแทนที่ วังเปายังคงรับราชการในกองทัพแห่งราชอาณาจักรลาว โดยได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยเอกและพันตรีตามลำดับ
ในปี 1959/2502 วังเปาได้พบกับหน่วยฝึกทหารของกองทัพอเมริกันและพวกเจ้าหน้าที่ซีไอเอเป็นครั้งแรก ขณะที่ทหารชาวม้งที่ติดตามเขามาตั้งแต่สมัยรบให้กับฝรั่งเศสต่างแยกย้ายกลับไปยังหมู่บ้านของตนไปแล้ว
พวกอเมริกันผู้มาใหม่มีความคิดแตกต่างจากพวกฝรั่งเศสโดยไม่ได้ให้ความสนใจแนวคิดเรื่องสงครามกองโจรเท่าใดนัก
แต่วังเปาและชาวม้งยังไม่เปลี่ยนความคิดที่จะต่อสู้กับพวกเวียดนามแต่อย่างใด
จนกระทั่งปีถัดมาเหตุการณ์รัฐประหารของ ร.อ.กองแล ในเดือนสิงหาคม 1960/2503 ก็ได้นำลาวเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง
พ.ต.วังเปาก็เช่นเดียวกับ ร.อ.กองแล ทั้งสองรู้สึกรังเกียจเหล่านายพลลาวลุ่มที่เสวยสุขจากการทุจริตคอร์รัปชั่นและการยักยอกเงินช่วยเหลือของอเมริกาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
อย่างไรก็ตาม วังเปาก็มองออกว่าในไม่ช้าพวกลาวฝ่ายซ้ายและเวียดนามเหนือจะสามารถแทรกซึมเข้ามาบงการรัฐบาลฝ่ายเป็นกลางของกองแลผู้ไร้เดียงสาทางการเมืองที่เพิ่งจะตั้งขึ้นใหม่ได้ในที่สุด
เวียดนามเหนือคือศัตรูของเขา – ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ วังเปาจึงตัดสินใจให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ คือ ลาวฝ่ายขวา หรือพวกนิยมกษัตริย์
ขณะที่พวกชาวเขาส่วนใหญ่ต่างก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเขา รวมถึง “เจ้าสักขาม” ผู้ครองเมืองเชียงขวางที่วังเปานับถือ
ผู้ที่วังเปาให้ความนับถืออีกคนหนึ่งคือผู้อาวุโสชาวม้งนาม “โทบี้ ลายฟอง” ที่เป็นปากเสียงทางการเมืองของชาวม้งในนครเวียงจันทน์มาโดยตลอดกลับเอนเอียงไปสนับสนุนฝ่ายเป็นกลางของกองแล
อย่างไรก็ตาม วังเปาก็สามารถโน้มน้าวให้โทบี้ ลายฟอง เปลี่ยนใจมาร่วมสนับสนุนการต่อต้านฝ่ายซ้ายของชาวม้งได้ในที่สุด

การกลับมาของชาวม้ง

การได้รับการสนับสนุนทั้งจากเจ้าสักขาม และโทบี้ ลายฟอง ทำให้วังเปาได้รับฉันทามติจากชาวม้งและชนเผ่าอื่นๆ ในการต่อต้านลาวฝ่ายซ้ายและเวียดนามเหนือ
เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไปและรู้ว่าวังเปาต้องการกำลังสนับสนุน เหล่าชาวม้งที่เคยร่วมงานกับเขาสมัยฝรั่งเศสในการต่อสู้กับพวกเวียดนามเหนือแต่ได้แยกตัวกระจัดกระจายไปหลังฝรั่งเศสถอนตัวก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งภายใต้การนำของวังเปา
วังเปานำพวกชาวเขาไปรวมตัวในที่ซึ่งปลอดภัยจากฝ่ายตรงข้ามและอยู่ไม่ไกลนักบริเวณชายขอบทุ่งไหหิน ที่นั่นเขาแจกจ่ายอาวุธเท่าที่พอจะหาได้แม้ส่วนใหญ่จะล้าสมัยให้แก่เหล่าสหายร่วมอุดมการณ์
ต้นเดือนธันวาคม 2503/1960 4 เดือนเศษหลังการปฏิวัติของกองแล ลาวฝ่ายขวาภายใต้การนำของนายพลภูมี หน่อสวรรค์ ซึ่งตั้งหลักอยู่ที่สุวรรณเขต รอเวลารุกกลับเวียงจันทน์ ก็ส่งเงินจำนวน 200,000 กีบที่ได้รับมาจากแลร์มาให้วังเปาเพื่อจ่ายเป็นเงินเดือนแก่กองทหารของเขา
ในช่วงเวลานี้ วังเปายศพันตรีกองทัพบก ควบ 2 ตำแหน่งสำคัญ โดยเป็นทั้ง “ผู้นำชนเผ่า” และ “ผู้บัญชาการทหารฝ่ายนิยมกษัตริย์” ในเขตทุ่งไหหิน

พ.ต.ท.ประเนตร ฤทธิ์ฤๅชัย

กลางธันวาคม 2503/1960 เมื่อไม่สามารถต้านทานกองทัพลาวฝ่ายขวาได้ ร.อ.กองแลจึงนำกำลังบางส่วนหลบหนีออกจากเวียงจันทน์ไปสมทบกับกองกำลังลาวฝ่ายซ้ายที่ทุ่งไหหินโดยมีโซเวียตนำอาวุธหนักมาสนับสนุน
วังเปาซึ่งคุมกำลังอยู่ในทุ่งไหหินใช้กลยุทธ์หลีกเลี่ยงการรบแตกหักแบบเผชิญหน้า แต่ใช้ยุทธวิธีร่นถอยแล้วใช้กำลังขนาดเล็กเข้าทำการสู้รบแบบกองโจรในเขตภูเขาอันเป็นจุดแข็งของเหล่าชาวเขา
วังเปาออกเดินเท้าพร้อมด้วยเจ้าสักขาม ทหารและชาวเขาจำนวนหนึ่งจากพื้นที่อันตรายไปตามถนนเส้นเล็กๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทุ่งไหหินตามเส้นทางถนนหมายเลข 4 ซึ่งยังปรากฏร่องรอยรถบรรทุกของศัตรูอยู่ทั่วไปมุ่งสู่ลำน้ำโขงตรงหมู่บ้าน “ท่าเวียง”
วังเปาส่งชุดลาดตระเวนล่วงหน้าไปก่อน ตามด้วยกลุ่มคนที่เหลือเพื่อรอการมาถึงของเครื่องบินอเมริกันตามที่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า
และเมื่อพวกอเมริกันปรากฏตัว วังเปาก็ต้องแปลกใจและดีใจเมื่อพบกับชาวไทยผู้หนึ่งท่าทางสุภาพอ่อนน้อมแต่ “จริงจัง”
ชาวไทยผู้นั้นใช้ชื่อรหัส “นล” หรือนามจริง “พ.ต.ท.ประเนตร ฤทธิ์ฤๅชัย” ผู้บังคับค่ายตำรวจพลร่มนเรศวร หัวหิน แห่งราชอาณาจักรไทย

บทความก่อนหน้านี้‘คิม จอง อึน’ รุกกระชับอำนาจ! นั่งเลขาธิการพรรคกรรมกร จับตาน้องสาวไร้เงาในโปลิตบูโร
บทความถัดไปคนมองหนัง | Chungking Express : บางเราในนคร (กว่าสองทศวรรษต่อมา)