ประคับประคองกันไป / หลังลับแลมีอรุณรุ่ง- ธงทอง จันทรางศุ(ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2564 ฉบับที่ 2109)

ธงทอง จันทรางศุ

หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
ธงทอง จันทรางศุ

ประคับประคองกันไป

นี่เพิ่งจะขึ้นต้นปีใหม่พุทธศักราช 2564 มาได้เพียงไม่กี่วัน
ความเป็นไปที่อยู่รายรอบชีวิตของผมดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก
สาเหตุสำคัญก็เป็นเรื่องที่เราท่านทุกคนทราบกันอยู่ดีแล้ว นั่นคือการระบาดอีกรอบหนึ่งของโรคโควิด-19 การฉลองปีใหม่ที่ผ่านมาจึงเป็นไปแบบหายใจไม่ทั่วท้อง
หลังจากนั้น อาการก็ดูเหมือนจะเป็นเส้นกราฟขาลงเข้าไปทุกที ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าความลำบากยากเข็ญคราวนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิตของผู้คนทั้งหลาย
และจะต้องอดทนกันไปอีกยาวนานแค่ไหน
คนในวัยอย่างผมและอยู่ในฐานะข้าราชการบำนาญ บ้านไม่ต้องเช่า แต่ข้าวยังต้องซื้อกินอยู่ ถ้าไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมอะไรมากนักก็เห็นจะเอาตัวรอดได้
แต่ใช่ว่าคนทั้งประเทศจะเป็นเหมือนผมเสียเมื่อไหร่
เพียงที่ติดต่อกันในระบบ LINE หรือ Facebook กับใครต่อใครอีกหลายคนที่ยังอยู่ในวัยทำมาหากิน ต่างก็พากันบ่นอู้ไปเลยทีเดียว
น้องที่คุ้นเคยกันคนหนึ่งทำร้านอาหาร ช่วงปิดเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมปีที่แล้วก็อาการหนัก พอจะหายใจหายคอคล่องขึ้นบ้างในช่วงครึ่งหลังของปี มาโดนซ้ำเข้าอีกรอบคราวนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่รู้
แต่ก็ต้องสู้กันไป

ท่านผู้อ่านต้องไม่โกรธผมนะครับ ถ้าผมจะพูดความจริงว่า ชีวิตของพวกเราในปีใหม่นี้ยังมีอะไรต้องฝ่าฟันกันอีกมาก
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นข้อสำคัญคราวนี้ย่อมส่งผลกระทบไปถึงเรื่องเศรษฐกิจในทุกซอกมุม ไม่ว่ารายใหญ่รายเล็กจะเดือดร้อนกันไปทั่ว
เรื่องการบ้านการเมืองก็ยังไม่เห็นทิศทางว่าจะออกเดินไปข้างไหน
เวทีที่หลายคนนึกว่าควรจะเกิดมีขึ้นเพื่อให้คนที่มีความเห็นแตกต่างกันได้มาพูดคุย และเปิดใจกว้างรับฟังกันบ้างก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะมีขึ้นจริง
สภาร่างรัฐธรรมนูญยังเละเป็นวุ้นอยู่
และหลายคนพยากรณ์ว่าถึงแม้เกิดขึ้นได้แต่ก็ยังจะเละเป็นวุ้นอยู่ต่อไปไม่รู้จบ
ใจหายครับ ใจหาย

เรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณหนึ่งปีหรือหนึ่งปีเศษที่ผ่านมา รวมตลอดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนับจากวันนี้ไปในอนาคต ผมเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ต้องนำมาเตือนใจตัวเองครั้งสำคัญว่า อะไรต่อมิอะไรที่ผมเคยคุ้นเคยหรือพยากรณ์ได้กลับกลายเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจหรือความคาดเดาของผมเสียแล้ว
ผมไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่านักบินทั้งไทยและเทศที่เงินเดือนแสนจะแพงและเป็นอาชีพที่แสนมั่นคง จะพร้อมใจกันตกงานหมดทั้งโลก
เครื่องบินจำนวนมากมายไม่รู้เท่าไหร่ต้องจอดนิ่งอยู่กับสนามบินในทุกประเทศ
ครูกับนักเรียนไม่สามารถพบหน้ากันได้แบบตัวต่อตัว แต่ต้องใช้ระบบออนไลน์ ให้ผมพูดพล่ามอยู่ข้างเดียว ส่วนนักเรียนแต่งชุดนอนหัวฟูนั่งเรียนอยู่กับบ้าน
ที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นคือ นักเรียนอีกจำนวนมากมายมหาศาล ไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้าน จะไปโรงเรียนเขาก็ไม่ให้ไป แล้วนี่เราจะต้องใช้วิธีให้เลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติไปทั้งประเทศ แบบที่พ่อ-แม่ผมได้เลื่อนชั้นตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่เรียกว่า รุ่นโตโจ กระนั้นหรือ
ในขณะที่อาชีพหลายอย่างพบกับปัญหาอุปสรรคจนถึงขนาดต้องเลิกรากันไป
วิกฤตคราวนี้ก็สร้างโอกาสให้กับบางอาชีพ ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ แค่พนักงานส่งอาหารจากร้านค้าไปให้คนกินตามบ้าน เช่น Grab หรือ Lineman แต่ละวันต้องวิ่งรอกกันหลายตลบ

วิกฤตโรคภัยไข้เจ็บคราวนี้ทำให้ผมตกอยู่ในฐานะจำยอมต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เดี๋ยวนี้ผมใช้โทรศัพท์มือถือได้ดีขึ้นและคุ้มค่ากว่าเดิมมาก สั่งอาหารกินก็ได้ ซื้อหนังสือก็ได้ ดูละครเพ้อฝันก็สนุก
สนุกที่สุดก็คือเข้าร่วมรายการ “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลท่าน
สนุกไปพลางก็สงสัยไปพลางเหมือนกับเวลาที่ผมสอนหนังสือออนไลน์แล้วนึกถึงนักเรียนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่กับบ้านแหละครับ ว่าแล้วคนไม่มีโทรศัพท์ที่ทำโน่นทำนี่ได้แบบที่เรามี เขาก็เข้าไม่ถึงสิทธิคนละครึ่งแบบนี้สินะ
สิทธิคนละครึ่งก็ไม่มี เหลือแต่เพียงแค่สิทธิคนละศูนย์เท่านั้น
นักเรียนที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ คุณป้าข้างบ้านที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือดีๆ เขามีความผิดตรงไหนหรือ
และเอาเข้าจริงแล้ว ชะดีชะร้ายนักเรียนที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์หรือคุณป้าที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือนี้เอง คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและอย่างรุนแรงจากวิกฤตครั้งนี้ ในดีกรีที่สาหัสยิ่งกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากมหาศาล แต่เสียงของเขาไม่ดังพอ เมื่อมีโครงการความช่วยเหลืออะไร คนเหล่านี้จึงตกสำรวจไปอย่างน่าเวทนา
ผมได้แต่มีความหวังว่าสำหรับวิกฤตรอบนี้ และในปีใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นไม่กี่วันนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะสามารถเงี่ยหูฟัง ได้ยิน และใส่ใจกับปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนทุกระดับได้อย่างทั่วถึง
พร้อมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เป็นข้อจำกัดต่างๆ ให้รอบด้านด้วย

ท่ามกลางความยากลำบากอย่างนี้ ผมซึ่งเป็นผู้ดูได้แต่นั่งถอนหายใจยาว ยาวววววมากกว่าปกติ
พลางจับเข่าคุยกันกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วเห็นพ้องกันว่า ขณะที่เราเองต้องดูแลรักษาสุขภาพไม่ให้เกิดเป็นภาระของใครมากขึ้น เราก็จะทำสิ่งที่ทำได้ตามกำลังของเรา
ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจกับคนที่อยู่รอบข้าง รุ่นลูกรุ่นหลานที่อยู่ในวัยทำมาหากิน ร้านเล็กร้านน้อยที่อยู่ใกล้บ้าน
สิ่งใดพอที่จะเอื้อเฟื้อเจือจานเผื่อแผ่กันได้ เราจะไม่เฉยเมย
ดูแลประคับประคองกันไปครับ
ระหว่างนี้ผมมีความหวังอีกสักเรื่องสองเรื่องที่ต้องนำมาหล่อเลี้ยงหัวใจมิให้ให้ฟุบหรือแฟบมากเกินไป เรื่องแรกคือความก้าวหน้าในการค้นคว้าและผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรค ที่ในบางประเทศเขาลงมือฉีดกันไปแล้ว แต่บ้านเรา “อยู่ในระหว่างดำเนินการ”
ถ้าทำกันได้ทั่วถึงทั้งโลกเมื่อไหร่ ก็เห็นจะพอหายใจหายคอกันได้
เรื่องที่สอง คือความก้าวหน้าทางการดูแลรักษาพยาบาล ตลอดจนความพร้อมที่จะดูแลคนที่ติดโรคโควิด หนึ่งปีที่ผ่านไปประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยมีความรู้ในเรื่องนี้มากขึ้น ต้องถือเป็นข่าวดีท่ามกลางข่าวร้ายทั้งปวง
พ้นจากสองเรื่องนี้ไปก็นึกไม่ออกแล้วครับว่า ผมจะมีความหวังอะไรได้อีก
อ้อ! ลืมไปอีกเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เมืองไทยไม่มีบ่อนแล้วครับ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายก็ไม่มี คนที่ทำผิดเกี่ยวกับสองเรื่องดังกล่าวก็ถูกจับและลงโทษหมดแล้ว ราชการของเราทำงานรวดเร็วและเข้มงวดกวดขันมาก
สบายใจจุงเบย

บทความก่อนหน้านี้#พิมรี่พาย : เจ้าตัวแจงดราม่าช่วยเด็กดอย ถามผิดอะไรที่ทำดี กศน.อมก๋อย รีบประกาศ ห้ามโพสต์ขอรับบริจาค!
บทความถัดไปไม่เหมือนเดิม! ‘จาตุรนต์’ สะท้อนเสียงชีวิตเยาวราช จากเคยเนืองแน่นกลับน้อยลง ร้านค้าเปิดบางช่วง-หยุดขาย-เลิกกิจการ