ฟ้า พูลวรลักษณ์ | สมมุติฉันต้องถูกประหารชีวิตในหนึ่งเดือนข้างหน้า ฉันจะหวาดกลัวไหมนะ ?

ฟ้า พูลวรลักษณ์

บทความพิเศษ
ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๘๒)


ชีวิตทุกวันนี้ของฉัน
๑ ดูหนัง
๒ อ่านหนังสือ
๓ ออกกำลังกาย

ทำไปทำมาก็มีเพียงเท่านี้ ฉันมารู้สึกตัวอีกที เมื่อวันหนึ่ง ฉันไปงานของพ่อตาฉัน และเจอแขกเหรื่อมากมาย คุยกันเรื่องราวนานาทั่วไป แต่ฉันมีอาการปวดหัว มึนงง ฉันแปลกใจ นี่เป็นอาการผิดปกติบางอย่างของฉัน แม้ฉันจะคุยได้ คิดได้ แต่มันฝืดฝืน และออกอาการปวดหัว เหมือนสมองของฉันมีปัญหา

พอกลับถึงบ้าน ก็นอนไม่หลับอีก ต้องลงไปว่ายน้ำ สมองของฉันจึงโปร่งโล่งขึ้น กลับมาปกติ
ดูเหมือนชีวิตของฉันจะถูกจำกัดไว้เพียงสามอย่างเท่านั้นเอง


คิดถึงยุคสมัยโบราณ
มีม้า
มีดาบ
มีธนู
มีหอก
จึงเกิดตำนานของสิ่งเหล่านี้
มีม้าวิเศษ
มีขุนธนู
มียอดนักดาบ
มีขุนหอก

มันเป็นตำนาน ที่ทำให้ทุกอย่างรอบตัวในยุคนั้นดูมีความหวัง ความฝัน

ในยุคโบราณ มีบทกวีเกี่ยวกับฤดูกาล มีดอกไม้ มีสัตว์ มีสิ่งแปลกๆ ในยุคนั้น การเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศช่างสำคัญยิ่งนัก


ในปี 1969 ปีนั้นมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ มันเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ฉันจำได้ว่า ฉันนั่งดูทีวีเช่นเดียวกับชาวโลกคนอื่น ที่แตกตื่น แต่ตอนนั้นฉันยังเด็กอยู่เลย อายุ ๑๖ ปี ฉันจำได้อย่างเลือนราง ไม่ได้ประทับใจอะไรมาก จำได้แต่ว่า ทั้งภาพและเสียง ฟังไม่ชัด ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง

ในปี 1986 ยานอวกาศ Challenger ระเบิดกลางอากาศ หลังจากถูกยิงขึ้นไปบนฟ้าได้เพียง ๗๓ วินาที ทำให้ลูกเรือ ๗ คนเสียชีวิตทั้งหมด ตอนนั้นฉันอายุ ๓๓ ปี ยังเรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวอริก ฉันจำได้ว่าเพื่อนๆ มุงกันหน้าจอทีวี อย่างตกใจ ฉันรู้สึกมันเป็นเหตุการณ์ แต่มันก็ผ่านไป ชีวิตดูจะไม่มีเวลาว่างกับสิ่งใดเลย ฉันก็มีชีวิตของฉัน มีปัญหาของฉัน มันอาจเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ที่เปลี่ยนโครงการอวกาศ NASA แต่ฉันก็จำได้อย่างเลือนราง

ในปี 2001 วันที่ผู้ก่อการร้ายถล่มตึกเวิลด์เทรด ฉันอายุ ๔๘ ปี วันนั้นฉันอยู่บ้าน น้องชายตะโกนเรียกฉันจากระเบียง บอกเกิดเรื่องใหญ่ ให้ดูทีวี และฉันรู้ว่าประวัติศาสตร์ของโลกกำลังเคลื่อนผ่านเหตุการณ์สำคัญวันหนึ่ง เกือบจะเหมือนวันที่ประกาศสงครามโลก

แต่ในที่สุด มันก็เลือนรางหายไปเช่นกัน


วันหนึ่ง ฉันหยิบเอาหนังเรื่อง Lord of the Ring สามตอนมาดูใหม่หมด ที่น่าตื่นตะลึงคือ มีตอนจบเท่านั้น ที่ความรู้สึกของฉันเหมือนเดิมทุกประการ

คือตอนจบ หนังเรื่องนี้บรรยายให้เห็นชีวิตตัวละครแต่ละตัว ว่าแล้วเป็นไงต่อไป ไปจนถึงวันตาย ที่ฉันพิศวง เพราะฉันเคยรู้สึกว่ามันอืดอาด กลวงว่าง

แม้ในวันนี้ มาดูใหม่ ก็รู้สึกเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่เขาทำไม่ดี เพียงแต่เพราะว่า หนังใหญ่ เวลาจะจบ ทำลำบากมาก และเพราะพวกเขาต้องการนำเสนออย่างสมบูรณ์ พวกเขาจึงมาเจอปัญหา

ชีวิตยากที่สุด ก็คือ ตอนจบ
ชีวิตยากที่สุด ก็คือ ความตาย
แปลกที่ว่า ความรู้สึกเกี่ยวกับความตายของฉัน เหมือนเดิม คือมันเป็นด่านที่ยากที่สุด น่าหวาดกลัว และน่าสนใจอย่างที่สุด

มันเหมือนห้องมืดข้างๆ ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องเดินเข้าไป เราอยากรู้เหลือเกินว่ามันมีอะไร มันคืออะไร หากมันว่างเปล่า ก็น่าสนใจ หากมันมีอะไร ก็น่าสนใจเช่นกัน นี้ช่างเป็นห้องที่น่าสนใจอะไรปานนั้น

แต่เราก็ไม่ต้องใจร้อน เพราะเราได้เข้าไปแน่ เมื่อคิวของเรามาถึง อาจช้าหรือเร็วกว่าที่คิด แค่นิดหน่อย

แต่มนุษย์ก็ชอบคิดถึงมัน ชอบคาดเดา บางคนกล่าวอ้างว่า เขารู้ว่ามันคืออะไร และอธิบายเป็นตุเป็นตะ ว่าสิ่งนี้คืออะไร มีอะไร และเพราะมนุษย์สนใจ จึงเกิดการแบ่งแยก เกิดศรัทธา เกิดความเชื่อ และเกิดศาสนา ศาสนาเกิดจากการคาดเดา การทำนาย ว่าชีวิตหลังความตายคืออะไร อะไรรอเราอยู่ตรงนั้น

ที่น่าประหลาด มนุษย์ในอดีต ขาดไร้ศาสนาไม่ได้เลย

หากไม่มีศาสนา มนุษย์เหล่านั้นก็ไม่จริง เหมือนดอกไม้พลาสติก ไม่ใช่ของจริง ในขณะเดียวกันนั้น ศาสนาก็ไม่ใช่สิ่งดี มันเป็นเหมือนโซ่ตรวนกักกันมนุษย์ จริงๆ แล้วมันคือ Lord of the Ring

มันคือวงแหวนแห่งความชั่วร้าย ที่เกาะกุมดวงจิตมนุษย์


มนุษย์ในหนังเรื่อง Lord of the Ring ผิดตรงที่พวกเขาไม่มีศาสนา ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะคนเขียนคงไม่มีเวลามาคิด ด้วยไม่เช่นนั้น เรื่องก็ยาวเกินไป น่าเบื่อหน่าย มนุษย์เหล่านั้นจึงคล้ายจะไม่จริง แต่หากเรามองว่า แหวนวงนั้นแหละ คือศาสนาของพวกเขา มันก็สมจริงขึ้นมาทันที

สำหรับ elf คนแคระ Hobbit หรือสิ่งมีชีวิตอื่นใด ฉันไม่ว่าอะไร เพราะไม่รู้จักพวกเขา แต่มนุษย์จะขาดไร้ศาสนาไม่ได้

ยกเว้นแต่วันที่พวกเขามีวิทยาศาสตร์เจริญมากถึงขีดสุด ด้วยเพราะวิทยาศาสตร์จะตอบคำถามมากมายทึ่ลึกซึ้งได้ มันตอบได้หมด วันนี้มันตอบได้หลายมิติแล้ว แต่ยังไม่หมด ศาสนาจึงยังคงอยู่ แต่ก็เปราะบางลงเรื่อยๆ

วงแหวนนี้ยังไม่ถูกทำลาย มันยังมีฤทธิ์เดชอยู่พอควร


สิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก คือ ความกลัวตาย

และสิ่งนี้เองที่สร้างความโกลาหลไปทั่ว ยิ่งในยามวิกฤต ความกลัวตายจะครอบงำจิตมนุษย์ ความกลัวตายนี้ เหมือนไวรัสชนิดหนึ่งในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เข้ามาทำให้โปรแกรมทั้งหมดเสียไปเลย ทำงานผิดพลาด เบี่ยงเบนเป้าหมาย

ทำไมมนุษย์ต้องกลัวตายด้วยนะ ในเมื่อความตายเป็นความสุขสงบอย่างที่สุด ชีวิตนี้มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์มากขนาดนั้นเชียวหรือ ห้องมืดข้างๆ ไม่น่าสนใจยิ่งนักหรือ

ฉันถามตัวเองว่า ฉันกลัวตายไหม สมมุติว่าอีก 1-2 วินาทีข้างหน้าฉันต้องตาย จะเกิดอะไรขึ้นนะ คำตอบคือ

๑ ฉันไม่มีเวลาคิด
๒ ฉันไม่มีเวลาจะรู้สึก

มันเกิดจากประสบการณ์ของฉันเอง เช่น วันหนึ่ง ฉันตกรถเมล์ ในขณะที่ร่างของฉันกำลังจะตกลงไป ในวูบนั้น สมองของฉันว่างเปล่า เหมือนร่างของฉันกำลังเข้าไปในสุญญากาศ สรรพสำเนียงหายไป ความคิดหายไป แม้แต่ความรู้สึกก็หายไปด้วย บังเอิญในวูบนั้น มีคนดึงฉันขึ้นมาทันท่วงที แต่ความรู้สึกว่างเปล่านั้นยังคงอยู่

ในทำนองเดียวกัน ในชีวิตนี้ มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ทุกครั้งก็มีผลเช่นเดิม คือฉันไม่มีความกลัว มีแต่ความสงบ มันเป็นความสงบเนื่องมาจากฉันไม่มีเวลา

สมมุติฉันต้องถูกประหารชีวิตในหนึ่งเดือนข้างหน้า ฉันจะหวาดกลัวไหมนะ เพราะฉันแค่ใช้ชีวิตไปตามปกติ เหมือนทุกวัน และในไม่กี่วินาทีที่ฉันจะต้องถูกประหาร ฉันก็หมดเวลา

บทความก่อนหน้านี้จักรกฤษณ์ สิริริน : 2099 คนไทยจะเหลือแค่ครึ่งประเทศ?
บทความถัดไปวีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ : วัคซีนมาโควิดจะถอยแค่ไหน (ตอนที่ 1)