สิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” เทียบกับ “พล.อ.เปรม” ไม่ได้

จัตวา กลิ่นสุนทร

เทียบเคียง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (อดีต) นายกรัฐมนตรี “ประธานองคมนตรี” และรัฐบุรุษ
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ผ่านพ้นข้อหาจากการยื่นของพรรคฝ่ายค้าน (เพื่อไทย) ให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ

บอกตรงๆ ว่าสำหรับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการเมืองจนพอเข้าใจโครงสร้างของประเทศนี้มาจนหัวหงอกไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาตั้งแต่แรก แต่ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วลึกๆ ยังอดแอบหวังแค่เศษเสี้ยวเนื่องจากอยากให้พ้นๆ ไปเสียที อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ตรงกันข้ามบ้านเมืองยิ่งตกต่ำลง

ถ้าหากติดตามผลงานมาอย่างต่อเนื่องได้สังเกตไหมว่าปรับคณะรัฐมนตรีมากี่ครั้งกี่หน แก้ปัญหาอะไรขยับเขยื้อนขึ้นบ้าง

หน้าตารัฐมนตรีต้องขอบอกตามตรงว่าไม่เคยศรัทธาเพราะมีแต่เตี้ยต่ำลง

ยิ่ง ส.ส.พรรครัฐบาลโผล่หน้ามาออกโทรทัศน์ ได้เห็นตามคลิป ยูทูบ ฯลฯ ต้องร้องยี้ทุกครั้งกับความคิด สติปัญญา

มีแต่รายการประจบสอพลอ พยายามสร้างผลงานให้เข้าตาเจ้านาย กับหัวหน้ารัฐบาล

 

ทุกวันนี้ผลผลิตทางการเกษตรไม่มีแรงงานข้างบ้านเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยว ราคาตกต่ำเหมือนกับราคาข้าวต่ำลงมาก เงินบาทแข็งค่าภาคส่งออกย่อมมีปัญหา รายได้จากการท่องเที่ยวยังหดหาย

แต่ราคาน้ำมันกลับปรับเพิ่มสูงขึ้น เศรษฐกิจในภาพรวมจึงยังไม่มีสัญญาณอะไรกระเตื้อง

ธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งฟุบมานานจนธุรกิจโรงแรมที่พักต้องเปลี่ยนเจ้าของไปไม่น้อย รายที่อดทนต่อสู้เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรต้องกัดฟันกันไปซึ่งทำท่าว่าปลายปีต่อต้นปีจะได้บริการนักท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ ดันกลับมีการขนเอาเชื้อโควิด-19 ข้ามเขตแดนเข้ามาจนน่าตกใจ

ทั้งหมดมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่คนไทยแอบเดินทางข้ามไปทำงานด้วยวิธีการแบบผิดๆ ถูกๆ และแอบหนีกลับเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติอย่างไม่รู้เท่าทัน ไม่รับผิดชอบ

แน่นอนตัวเลขการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทุกวันสร้างความสั่นสะเทือนแก่ธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดภาคเหนือแน่ๆ

เป็นความไม่รับผิดชอบของประชาชนคนของเราเอง เป็นความบกพร่องไม่รอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนด้วยอีกสถานหนึ่ง

ซึ่งแน่นอนที่สุดว่ารัฐบาลต้องดำเนินการติดตามสอบสวนอย่างเคร่งเครียดจริงจังว่าทำไมปล่อยปละละเลยให้เดินทางออกไปและแอบกลับเข้ามาได้ง่ายๆ

ต้องดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งผู้ลักลอบเดินทางเข้ามาอย่างผิดกฎหมายตามช่องทางธรรมชาติ

อย่าปล่อยให้ผลงานการต่อสู้ป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ภูมิใจกันนักหนาว่าทำได้อยู่ในระดับต้นๆ ของโลก เพราะเป็นเพียงอย่างเดียวที่สามารถไปคุยอวดกับเขาได้จนกระทั่งประเทศอื่นๆ ทั่วโลกชื่นชม

ทั้งๆ ที่มันก็สวนทางกับเศรษฐกิจที่ทรุดต่ำลง

แต่ถ้าหากเกิดมีการระบาดรอบ 2 ขณะที่ประเทศต่างๆ เริ่มได้วัคซีนมาลงมือฉีดให้กับประชาชนของเขาแล้ว ยังมองไม่ออกว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร?

 

ภายหลังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ พล.อ.ประยุทธ์พ้นข้อกล่าวหา การขัดกันแห่งผลประโยชน์ รับประโยชน์จากหน่วยงานรัฐราชการ ความรู้สึกของประชาชนทั่วๆ ไปที่พอมีสติปัญญา มีจิตใจเป็นธรรมทั้งหลายต่างมองสบตากันอย่างแปลกๆ เฉยๆ แต่เป็นที่เข้าใจพอตีความได้ว่า ในความเฉยนั้นเขา “กำลังคิดอะไร (เหมือน) กันอยู่”

ถ้าหากเปิดโอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรีน่าจะได้เห็นมุมมองต่างๆ ที่ตรงข้าม และเห็นต่างออกไปได้อีกเยอะแยะดังกระหึ่มไปทั่วประเทศ เหมือนดังที่ได้กระจายไปในต่างประเทศ พร้อมคำถามว่าประเทศนี้จะไม่มีการปฏิรูปอะไรกันบ้างเลยหรือ?

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายกฎหมาย) ซึ่งอยู่ยั้งยืนยงมาได้หลายทศวรรษในเกือบทุกรัฐบาล ได้ร่วมงานกับนายกรัฐมนตรีมากหน้าหลายตาที่ต่างมาแล้วก็จากไป ได้ยื่นหน้าออกมาแสดงความคิดเห็นกับผู้สื่อข่าวว่า “ระเบียบกองทัพบกให้สิทธิอดีตผู้บัญชาการทหารบกที่ทำคุณประโยชน์อยู่ ก็เหมือนกับการที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบกอยู่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ได้”

นายวิษณุโยงเอา พล.อ.ประยุทธ์ไปถึง พล.อ.เปรม เพื่อพยายามจะกลบข่าวเรื่องการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เงียบลง เรียกว่าต้องการให้จบเร็วๆ จึงถูกมองพร้อมตั้งคำถามว่าท่านจะเอา พล.อ.ประยุทธ์ไปเทียบเคียงกับ พล.อ.เปรม อดีต “รัฐบุรุษ” คงเป็นไปไม่ได้ในทุกๆ ด้าน

โดยเฉพาะความเป็น “ประชาธิปไตย”

 

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี (คนที่ 16) ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ท่านได้รับฉันทานุมัติจากสถาบันหลักและกองทัพ พร้อมการสนับสนุนจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ให้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยท่านเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านความสามารถ สุขุมนุ่มลึก และความซื่อสัตย์สุจริต

ท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่การบริหารงานในระบอบรัฐสภา ที่ขณะนั้นเรียกกันว่าประชาธิปไตยครึ่งใบก็เป็นไปได้ค่อนข้างราบรื่น และรัฐบาลมีอายุยาวกระทั่งสามารถสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตขึ้นจนการพัฒนาด้านต่างๆ ค่อยๆ ขยายตัวนำความเจริญสู่ชนบท

การพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกต่อยอดท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง พร้อมขุดเจาะนำพลังงานขึ้นจากทะเลมาเพื่อพัฒนาวงการอุตสาหกรรมล้วนเกิดในรัฐบาล พล.อ.เปรม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแนวทางแบบอย่างให้กับทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลทุกวันนี้ ที่ทิ้งช่วงเวลามาร่วม 30 ปี นำมาเป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างโครงการอีอีซี

ทางการเมืองถึงแม้จะมีความขัดแย้งไม่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกๆ ในกองทัพที่สนับสนุนท่านแต่แรก กระทั่งลากรถถังยกกำลังพลออกมาทำปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจท่านระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ.2524 ที่เรียกกันว่าเหตุการณ์ “เมษาฮาวาย” ก่อนที่การ “ปฏิวัติ” จะกลายเป็น “กบฏ”

ท่านเป็นนายทหารที่มีจิตใจรักประชาธิปไตยเกลียดการ “ปฏิวัติ”

ระหว่างเหตุการณ์ตึงเครียดเมื่อปี พ.ศ.2524 ท่านพูดกับนายทหารระดับแกนนำที่จะเข้าไปควบคุมตัวท่านที่บ้านพักสี่เสา ว่า “ถ้าจะปฏิวัติ ก็ยิงผมให้ตายเสียก่อน”

ภายหลังการยุบสภาพร้อมจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 พรรคการเมืองที่เคยร่วมรัฐบาลเปรม 5 ได้รับเลือกตั้งเข้ามารวมกันเป็นเสียงข้างมากในสภา โดยพรรคชาติไทยได้ 87 เสียง กิจสังคม 54 เสียง ประชาธิปัตย์ 48 เสียง ราษฎร 21 เสียง รวมกันเป็น 210 เสียง ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนทั้งสิ้น 357 เสียง

เมื่อหัวหน้าพรรคการเมืองทั้ง 5 เดินทางไปพบเพื่อขอเชิญให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก พล.อ.เปรมกล่าวขอบคุณก่อนกล่าวต่อว่า “ได้ตัดสินใจแล้วว่า–ผมขอพอ” จึงเป็นการเริ่มต้นรัฐบาล (น้าชาติ) พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เจ้าของนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นองคมนตรีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2531 และต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2531 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็น “รัฐบุรุษ”

 

เชื่อว่าถึงจะเป็นปี พ.ศ.นี้ คงไม่มีพรรคการเมืองฝ่ายไหนไปยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อตรวจสอบ พล.อ.เปรม อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าพำนักอยู่ “บ้านหลวง” ขณะเดียวกันปี พ.ศ.นั้นยังไม่มี “ศาลรัฐธรรมนูญ” และไม่มีรัฐธรรมนูญอย่างเช่นฉบับปัจจุบัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยการทำรัฐประหาร “ยึดอำนาจ” เขามาต่อยอดด้วยอำนาจพิเศษ และบริหารราชการแบบ “เผด็จการ” สร้างฐานอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่งตั้ง ส.ว. (250 คน) เพื่อมาเลือกตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ครองอำนาจยาวต่อไป

เป็นผู้นำที่ทำให้เกิดความรู้สึก 2 มาตรฐาน เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและซีกของพวกท่านทั้งหลายทำอะไรแบบน่าเกลียดแต่ไม่เคยผิด ตรงกันข้ามกับฝ่ายค้านและประชาชนที่เรียกร้อง “ประชาธิปไตย” และ “รัฐธรรมนูญ” ฉบับประชาชน โดนตอบโต้ด้วยกฎหมายทุกเม็ดทุกดอกทุกชนิดที่มีอยู่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างปัญหาแปลกแปร่งหลายๆ เรื่อง เว้นข้ามกฎกติกาบางอย่างเพื่อพวกพ้อง ไม่มีความสง่างามจนทุกวันนี้กลายเป็นสินค้ามีตำหนิ เรื่องที่คนทั่วไปเห็นว่าผิด กลับเป็นเรื่องถูกต้อง ไม่เคยผิด เป็นคนพิเศษยิ่งใหญ่มีอภิสิทธิ์ ทำดังกับว่ามีคุณูปการมากมายจริงๆ กับประเทศนี้

ประชาชนผู้ยากไร้จึงต้องช่วยกันจ่าย “ค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า” และให้ “พล.อ.ประยุทธ์” พักอยู่บ้านหลวงได้ฟรี!