การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ฉันยังสูงแค่ไหล่ของแม่

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

บ้านไม้สีน้ำตาลดูราวกับภาพซีดจางในกระดาษเก่าๆ สักใบหนึ่ง เมื่อยืนอยู่ข้างเสาไฟฟ้าโย้เย้ แล้วมองเข้าไป

บันไดที่เคยดูชันเหลือเกินในยามเด็กยังอยู่อย่างเก่า เหลือบตาขึ้นไป ผ่านบานประตูไม้ที่ไสร่องอยู่ขรุขระ เห็นภาพวาดใบหน้าของสรพงศ์ ชาตรี กับปิยมาศ โมนยะกุล ยังมีรอยยิ้มพริ้มเพราทั้งคู่ ทว่ากระดาษก็ฉีกขาดไปตามเวลา นั่นคือภาพที่พี่ชายวาดไว้

ดอกรักเร่ข้างบันไดเฉาโรย แต่กระนั้น ต้นเทียนหยดก็ยังแตกใบไสว มองเข้าไปอีก ใต้ถุนบ้านดูครึ้มทึมเทาในเงาและแสงบ่าย รอยตีนไก่เป็นแฉกๆ กดทาบอยู่กับขี้ฝุ่นใต้ถุนบ้าน นั่นย่ามเย็บจากกระสอบของพ่อ โน่นคือขาจ๋ำที่พับรวบซุกไว้ ข้องกับแซะที่แม่เคยใช้หาปลาแขวนห้อยหัวตะปูขึ้นสนิม เสื้อแขนยาวเก่าๆ อีกตัวพาดแฮนด์จักรยานอยู่

แล้วฉันก็ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ…ไหลอยู่ระริน พร้อมกับยินเสียงกอไผ่ไหวอยู่เอียดออด

 

ดั่งเรื่องราวทุกสิ่งไหลผ่านไปเป็นสายน้ำหนึ่งสาย มีฝูงปลาแหวกว่ายผ่านหน้า ดวงตาใสแจ๋วของพวกมันบรรทุกเอาความทรงจำของฉัน ตัวแล้วตัวเล่า เรื่องแล้วเรื่องเล่า บางตัวดังว่าจะประคองอุ้มท้องเต่งๆ ออกไป แต่บางตัวก็เหมือนมันรำคาญฟองไข่ในตัวเหลือทน น้ำเริ่มโถมพัดเชี่ยวเป็นเกลียววน ดึงฉันเข้าไปร่วมอยู่ในสายน้ำสีขาวเปราะบาง

…มันแปลกดีนะ เวลาที่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำบอบบาง รอบด้านคือผนังน้ำใส เย็น เกือบจะชื่นใจ แต่ไม่อาจจะออกไปได้ ไม่สามารถจะไปไกล

เพราะเมื่อไหร่ที่ตัวกระโดดพ้นน้ำขึ้นฝั่ง คงจะแค่ขาดใจตาย

ฉันเองก็เป็นปลาตัวหนึ่งสินะ ปลาเกล็ดขาวๆ เหมือนพวกที่กำลังโบกครีบสะบัดหางนั่น ฝูงสัตว์ที่ไร้พิษสงเหล่านั้น ซึ่งกำลังแบกคอนก้างกลางตัวของมันไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็จะสิ้นอายุขัยไป

 

“อ้าว กลับมาแต่เมื่อไหร่”

มีเสียงทักดังมาจากข้างหลัง เหลียวไป มีรอยยิ้มคุ้นตา แต่ใบหน้านั้นมีรอยตีนกาเพิ่มขึ้นจนเห็นชัด ผมกึ่งดัดกึ่งไว้ยาว สวมเสื้อลายดอกสีเทาตุ่นๆ ประคองรถถีบเตรียมจะเลี้ยวเข้าบ้าน

บ้านไม้สีน้ำตาลอีกหลัง ตั้งประจันอยู่อีกฟากถนน ต้นมะขามเฒ่าแผ่กิ่งก้านสยาย ใบแก่ร่วงลงบนลานเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลฝอยๆ

“เพิ่งมาถึงตะกี้…พี่ล่ะ ไปไหนมา”

มันเป็นคำถามตามธรรมเนียม แต่อีกฝ่ายก็ยิ้มให้อีกเมื่อพูด

“ไปบ้านใต้มา ไปเอามะพร้าวจะมาขูดใส่ไส้ขนม…แล้วพ่อกับแม่ยังไม่กลับมารึ”

“ยัง ไม่รู้ไปไหนกัน”

“ไปบ้านศพแหละ”

“ศพใคร”

“ทางบ้านตีนธาตุโน่น ก็เห็นว่าเป็นพี่น้องทางเรา…เดี๋ยวคงมาล่ะ แล้วหิวข้าวหิวปลามั้ย กินอะไรมาหรือยัง มีข้าวต้มมัดนะ เอารองท้องสักหน่อยมั้ย”

“ไม่เป็นไร” ฉันรีบปฏิเสธเมื่อเห็นอีกฝ่ายกุลีกุจอจะรื้อของจากตะกร้าหน้ารถ “เดี๋ยวจะได้กินมื้อแลงทีเดียว”

“พ่อ-แม่คงดีใจน่าดู กลับมาเจอลูก” หญิงเพื่อนบ้านว่า

 

บันไดไม้ดูจะไม่ค่อยมั่นคงนัก มีเสียงดังกว่าที่เคยได้ยิน และรู้สึกได้ในการโยกไหว แต่ประตูไม้ก็ยังฝืดอย่างเก่า

ผลักเข้าไป มีกลิ่นอับสาบๆ ที่คุ้นติดจมูกจนน่าใจหาย ในห้องโถงดูมืดกว่าปกติ อาจเพราะหน้าต่างปิดไว้เสียทุกบาน ฉันผลักประตูกว้างออกอีก แล้วตรงเข้าไปเปิดหน้าต่าง

มีโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง…นั่นคือโต๊ะตัวเก่าของฉัน ที่ฉันเคยทิ้งมันไป แต่…ที่กระดำกระด่างอยู่บนแผ่นไม้คือกล่องใส่ปากกามอมแมม สมุดปกลายไทย หนังสืออีกสองสามเล่มวางทับซ้อนกันอยู่ และ…ซองจดหมายอีกปึกวางกองไว้

ฉันทิ้งกระเป๋าลง ก้าวพรวดพราดเข้าไปหยิบซอง

ชื่อของฉันยังคงลอยเด่นทุกฉบับ

 

เคยไหม

คิดถึงใครบางคนจนเหลือฝัน

โดดเดี่ยวอย่างซ่อนซุกอยู่ทุกวัน

เจ็บกับช่วงสั้นสั้นอันจดจำ

 

กระดาษแผ่นบางๆ ยังขาวสะอาดเหมือนใหม่ หรือเพราะมันอยู่ในซองมาตลอดเวลา เพียงแค่ว่าเมื่อจรดจมูกดม ก็ได้กลิ่นสาบของความเก่า…ของกาลเวลา

ด้วยมือที่รวบจดหมายทั้งหมดเอาไว้ เดินเข้าไปอีกสองสามก้าว ประตูไม้อีกบานหับไม่สนิททางฝั่งทิศตะวันตก

กลั้นหายใจ ฉันผลักให้มันเปิด

 

มีตัวฉันอยู่ตรงนั้น ในมุมหนึ่งของห้อง นั่งอยู่กับโต๊ะประดิษฐ์จากลังกระดาษ ใบหน้านั้นเพียงเหลียวมาแว่บหนึ่งแล้วกลับก้มงุดลงไป

ตัวฉันกำลังขีดเขียนอะไรอยู่สักอย่าง…กำลังเขียนจดหมาย ดูจากลายมือที่เรียงรายไปทีละบรรทัดจนเกือบจะเต็มแผ่น ทันใด ยุงตัวหนึ่งกระพือปีกลงเกาะบนต้นขา จิกปากของมันเข้ากับเนื้ออ่อนเพื่อจะดูดเอาเลือดหวานเข้าไป

ตัวฉันตบมือลงโดยเร็ว แต่ยุงบินขึ้นเสียก่อน เด็กหญิงทำหน้านิ่วเหมือนรำคาญ แต่ตายังจดจ้องแผ่นกระดาษไม่เลิกรา

…นั่นนะหรือตัวฉัน…เด็กผู้หญิงผอมเก้งก้างคนนั้น ผมตัดสั้น สวมต่างหูวงเล็กที่หูซ้าย สอดก้านหญ้าไว้ในรูเจาะหูข้างขวา

ตากลมใหญ่สีดำกะพริบถี่ๆ ก่อนจะขยี้มือถูดินสอบนสมุด

ฉับพลัน เหมือนภาพคลื่นซ้อนกันในโทรทัศน์ ซัดซ่า ไหวพร่า บนเสื่อสานภายในห้องว่างเปล่า ปราศจากลังกระดาษใบใด ไม่มีใคร เห็นเพียงสะลีลายดอกแดงพับซ้อนกันอยู่นิ่งงัน

ก่อนจะได้ยินเสียงร้องถามขึ้น

“พี่มารึ!”

 

พ่อเดินย่ำขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเปล่งประกายความดีใจ ฉันเพียงแต่หมุนตัวไปหา และคาดหวังว่าจะเห็นแม่เดินมาตามหลัง

…แม่ควรจะเดินมาอย่างที่ควรเป็น เงียบๆ ด้วยปลายเท้าจิกลงพื้นไม้กระดานอย่างรู้จังหวะ อาจจะมีเสียงตีนซิ่นพัดไหวบ้าง หากฉันรู้ว่า ถ้ารอยยิ้มของแม่เผยออก โลกจะเปลี่ยนแปลงไป

แต่ไม่มีอะไรเหล่านั้นเลย อย่างซื่อตรงและเรียบง่าย ผู้หญิงที่ตามหลังพ่อขึ้นมาคือคนอื่น

“กินอะไรมาหรือยัง”

 

ผู้หญิงคนนั้นถาม หล่อนสวมเสื้อคอบัวกุ๊นลูกไม้ ซิ่นสีดำกรอมเท้า ผมมวยเหน็บดอกสีขาวๆ และสวมตุ้มหูสีทองปลั่ง

หากใบหน้ากึ่งแป้นกึ่งเบี้ยว ปากบิดเล็กน้อยเมื่อพูด และเดินขากะเผลกข้างหนึ่ง

พ่อเหลียวไปจับข้อแขนผู้หญิงคนนั้นอย่างตั้งใจ

“นี่แม่เก็ดถะหวา…เรียกแม่หวาก็ได้ เขามาอยู่เป็นเพื่อนพ่อ”

ฉันจ้องหน้าผู้หญิงคนนั้น พลางก็สบกับหน่วยตาชืดชากลับมา ผู้หญิงคนนี้…ช่างมีแววตาเหมือนปลาตายอีกตัวหนึ่ง

ฉันยกมือไหว้ แต่ก็ด้วยมือที่หอบซองจดหมายไว้ หญิงนั้นเหลียวหน้าดูพ่อ

“…จดหมาย” หล่อนดูจะพูดเท่านั้น

“ก็ของเขานั่นล่ะ” พ่อพูด ก่อนจะหันมายิ้มอย่างคุ้นตา “ลูกมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนสิ วันนี้อยากกินอะไรก็บอกพ่อมา จะทำให้”

ถ้ายังเป็นเด็ก…ฉันคงจะตอบออกไปว่าไม่หิว แล้วกระโจนออกไปเสียจากตรงนั้น แต่เพราะแม้แต่ความฝันก็มิใช่ ฉันจึงเพียงตอบไปว่า

“ไม่เป็นไรหรอกพ่อ ไม่ต้องทำอะไรพิเศษหรอก มีอะไรก็กินได้หมด”

ผู้หญิงคนใหม่ของพ่อคล้ายจะยิ้ม แต่ก็เป็นยิ้มที่ไม่ชวนปลอดโปร่งแจ่มใส หล่อนบอกกับพ่อเบาๆ ว่า

“ฆ่าไก่สักตัวก็ได้นะ แกงเลี้ยงเขาหน่อย”

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ฉันกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านตัวเอง หรือว่า…มันเป็นเช่นนั้นตลอดมา ตั้งแต่หนสุดท้ายที่ฉันออกจากประตูรั้วไปกับใบแดงสองใบ

ช่างมีเรื่องราวมากมายไหลผ่านเหนือหัว ดั่งภาพล่องหนที่เห็นมันอยู่เพียงลำพัง ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แดดเหลืองมัวลงจนเหมือนจะไม่มีวันกลับมาส่องใส และจู่ๆ แม่ก็หายวับไปเสียจากโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่ควรเป็นตัวฉันต่างหากเป็นฝ่ายจากไป

พ.ศ. สองพันห้าร้อยสามสิบห้า ฉันกลับมาที่หมู่บ้านอีกครั้ง และนั่นคือครั้งที่นั่งลงเขียนบันทึกฉบับนี้ ที่อยากจะเริ่มต้นว่า

…เวลามองย้อนไปในอดีต ในจำนวนภาพมากมายที่ไหลเข้ามาในความทรงจำ ภาพหนึ่งที่ชัดที่สุดคือฉันกำลังเดินบนถนนสีแดงกับแม่ เวลาบ่ายจัด แดดร้อนเหลือเกิน ฉันยังสูงแค่ไหล่ของแม่ แม่สวมผ้าถุงชายลอยเหนือข้อเท้า ใบหน้าขมวดมุ่นเหมือนคิดอะไรอยู่อย่างลึกลับ…