การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ยังต้องจดจำตัวเองไว้

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

หรือผิดตั้งแต่กำเนิดเกิดบ้านนอก

แออัดคอกคว้าไขว่จะไต่สวรรค์

มองยืนมองแนวเส้นเห็นทางตัน

จึงเป็นวันแปลงเปลี่ยนได้เรียนรู้…

 

“อ้าว! อีพี่!”

ที่ยืนอยู่หน้าห้องเช่าสีขาวหม่นๆ นั้นคือพี่โฟ

ยังคงสวมเสื้อสีแดงและกางเกงยีนส์ฟิตก้น จนมองเห็นความยับย่นของผิวเนื้อใกล้ขากางเกง

แต่เป็นกางเกงขาสั้นที่ดูก็รู้ว่าคงตัดเอง เส้นด้ายจึงรุ่ยร่ายระขาขาวๆ อยู่

“มึง…” ด้วยตาที่เบิกกว้าง ดังไม่คิดไม่ฝันว่าจะเห็นตัวฉันยืนอยู่ต่อหน้า และคล้ายจะมีคำพูดหล่นออกปาก หากก็เงียบไปเสีย

“เดินมา มีอะไรกินบ้าง” ฉันเอ่ยปากไป

พี่โฟเบิกตากว้างกว่าเก่า

“นี่มึงไม่สบายหรือเปล่า อีพี่”

ไม่ได้ผิดจากที่คิดไว้

“ผีเข้ารึเปล่านี่! คนจองหองพองขนหยั่งมึงมาหากู…เอ่ยปากขอข้าวกูกิน!”

“เออ ก็คนมันหิว” ยกมือป้ายเหงื่อที่ไหลเกือบจะเข้าตา ฉันรู้ว่าตัวเองใกล้จะหมดแรงเต็มที

“แล้วมึงมาถึงนี่ได้ยังไง รู้ได้ไงว่ากูอยู่นี่”

“ก็บอกแล้วไงว่าเดินมา…ก็ถามเขามาเรื่อยๆ แหละ นึกอยู่ว่าจะเจอหรือเปล่า”

“เออ ก็ยังอุตส่าห์หากูเจอ เชียงใหม่ก็ไม่ใช่แคบๆ…งั้นก็เข้ามา แล้วนั่นถุงอะไรของมึง ดูกระมอมกระแมม”

“ถุงใส่สมุด ไม่มีอะไร”

พี่โฟแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ

“เออ ก็ยังบ้าขีดบ้าเขียนเหมือนเก่าสิ แล้วข้าวของอื่นๆ ล่ะ”

“ไม่มี”

“อ้าว! ทำไมไม่มี ก็มึงหอบของออกจากบ้านมา ทิ้งจดหมายไว้ให้แม่มึงอ่านต่างหน้า…ทำตัวเป็นนางเอกหนัง! แล้วไง ไปไม่รอดรึ!”

“ไม่ต้องพูดแล้วพี่โฟ”

พี่โฟหัวเราะอีกอย่างสาสมใจ

“เออ ไม่พูดก็ไม่พูด มึงซมซานมาหากูหยั่งนี้ ก็ต้องมีน้ำใจกับมึงหน่อยละ!”

 

ถ้าหากเราไม่ใช่พี่น้องกัน ผู้หญิงข้างหน้านั้นไม่ใช่พี่สาวร่วมพ่อ ในบางเวลา คำพูดที่ชวนอกไหม้ไส้ขมเหลือแสน ก็ชวนให้อยากจะฟาดเข้าที่ใบหน้าขาวๆ สักตั้ง แต่การตระหนักชัดเจนแล้วว่าตัวเองเป็นเพียงสิ่งอันไร้ค่าสามัญบนโลกใบนี้ ได้ตกผลึกแล้วว่า ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไปได้ทีละคืบละศอก

แล้วต้องกลับมาว่ายวนอยู่ก้นบ่อน้ำเน่าอย่างนี้

ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะลงมือทำอะไรอย่างนั้น

ฉันแค่ตั้งใจพยายามเสาะหาพี่โฟ ถามไถ่มาตามทางที่คาดว่าจะมีผู้รู้จัก กลับไปตามละแวกเก่าๆ ที่เคยอยู่ จนมีคนบอกเบาะแส และหาเจอเข้าจริงๆ

จะพูดตรงๆ ว่าเหนื่อย และขอกินข้าวบ้างสักมื้อจะเป็นไร

“พี่อยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ” ฉันบอกกับพี่สาวง่ายๆ “ยังไงก็จะเจอกันหนสุดท้ายแล้ว”

พี่โฟหันขวับ

“มึงจะทำอะไรอีพี่!….อย่าบอกนะว่าจะมาหาฆ่าตัวตายที่ห้องกู!”

“อือ” ฉันพยักหน้า

“อีชาติหมา!” พี่โฟด่าลั่นออกมา

“มึงเอาอะไรมาคิด! อีวอก! อีหมา! อีตับปุดไส้ล่อน!”

พี่โฟด่ารัวออกมาเป็นชุด แล้วรีบกระชากแขนฉันเข้าห้อง ปิดประตูดังปัง

 

“อีพี่ มึงบอกกูมา มึงหายไปอยู่ไหนมา! แล้วมึงคิดห่าคิดเหวอะไรของมึง! หน็อย! หายหัวออกจากบ้านไป เขียนจดหมายเป็นอย่างเป็นอย่าง! แล้วพอปะหน้ากู จะมาฆ่าตัวตายให้กูเดือดร้อน!”

“ฉันแค่จะมาขอให้พี่ช่วยส่งข่าวพ่อ-แม่”

“เออ! พ่อมึงกับแม่มึง!”

“ก็พ่อ-แม่พี่เหมือนกัน”

“ไม่เหมือน!” พี่โฟสวน “แม่มึงก็คือแม่มึง ถึงกูจะรักมันยังไง มันก็ไม่ใช่รักกูอย่างรักมึง!”

ฉันนิ่ง

“แล้วมึงเอาหัวแม่ตีนที่ไหนมาคิด! จะสิ้นคิดถึงขั้นฆ่าตัวตาย!”

“พี่ก็ยังเคยคิดจะทำเลย”

พี่โฟเบิกตาอีกครั้ง พลางปากสั่นขึ้นมา

“…มึงอย่ามาย้อนกู”

“พี่โฟ” ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องตาพี่สาวตรงๆ “ฉันมาคิดถ้วนถี่ดีแล้วนะ โลกนี้มันไม่น่าอยู่หรอก มีแต่เรื่องเส็งเคร็งห่าเหว เรามาฆ่าตัวตายด้วยกันเสียเถอะ”

“อีพี่!”

“จริงนะพี่ มาตายๆ ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป ถ้าเราตายเสียแต่วันนี้ พี่ตาย ฉันตาย พ่อ-แม่ก็จะได้เงินค่าสมาชิกทำศพหลายอยู่ อยากทำบ้านหลังใหม่ก็จะทำได้”

“อีพี่!”

ใบหน้าของพี่โฟแดงจัด ยากจะบอกได้ว่าเพราะความโกรธหรืออับอาย ทำไมฉันจะไม่รู้ว่า ตัวพี่โฟเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่อยากจะดับชีวิตตัวเองมาก่อน

จริงๆ นะ เราจะอยู่ไปทำไม ดิ้นรนกันเป็นปลาในปลักควาย อยู่กับขี้ดินขี้โคลนที่ไร้ทางออก แถกเหงือกหายใจกันไปวันๆ รอการถูกมือใหญ่ๆ มาคว้าจับเอาไปฆ่าแกงอยู่ดี

“มาตายด้วยกันเถอะพี่”

“ไม่ อีพี่ มึงเป็นบ้า! มึงมันเป็นบ้าไปแล้ว! ไปให้พ้นบ้านกูนะอีพี่!”

 

“พี่…พี่!”

มีมือมาจับตัว และเขย่าไหวรัวแรงจนฉันต้องลืมตาขึ้น

ภาพพี่โฟหายวับ กลับเป็นใบหน้าที่คุ้นตา…หน้าที่มีผิวหยาบหนา เห็นร่องรูขุมขน เหงื่อชุ่มชโลมเปียก กับลิปสีแดงๆ เป็นคราบบนปากแตกระแหง

หวาน…

“เธอมานอนอะไรอยู่ตรงนี้”

เสียงที่นุ่มนวลแตกต่างจากเสียงพี่สาวลิบลับ และต่างจากความอัปลักษณ์ของรูปร่างหน้าตา

ว่าแต่…ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่หวานกลายเป็นคนขี้เหร่ได้ขนาดนี้

ยกมือลูบหน้า

“นี่ที่ไหน”

“ก็ในห้องเราไง…บ้านเรา”

คำว่า “บ้านเรา” ปลุกให้ฉันตื่นขึ้นจนเต็มตา และก็พบว่าเพื่อนเพียงคนเดียวในขณะนี้กำลังอยู่ในเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อ เพิ่งกลับมาจากงาน

ส่วนตัวฉันนอนฟุบอยู่ข้างประตูส้วม

หนักไปหมดทั้งหัว

หวานทำจมูกฟุดฟิด ขมวดคิ้ว

“เธอซื้อเหล้ามากินหรือ”

ฉันส่ายหน้า

“เปล่า…กินที่มีในห้อง”

ขวดเหล้าแดงล้มเค้เก้อยู่ข้างจานข้าว มีเหล้าเหลืออยู่ติดก้นขวด และฉันดื่มมันเข้าไปหลายอึก

“แล้วนั่นอะไรน่ะ” หวานย่นหัวคิ้ว และคราวนี้ยื่นมือมาคว้าชายกางเกง

รอยเลือดยังซึมเป็นวง บาดแผลยังคงสดใหม่อยู่

“หกล้มนิดหน่อย” ฉันบอก

หัวเข่าฉันยังถลอกอยู่แดงเรื่อ เนื้อเปิดขาวๆ แดงๆ อยู่

“ตายจริง! งั้นต้องรีบทำแผล!” หวานกุลีกุจอทันใด เหลียวซ้ายเหลียวขวา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

 

“ฉันนะ ไปทำงานก็ห่วงเธอทุกวัน…”

นั่นเป็นคำพูดที่ได้ฟังซ้ำไปซ้ำมา พลางมือถือสำลีแผ่นหนา ประจงทำความสะอาดบาดแผลให้ฉัน

มีใครดีต่อฉันได้เท่าหวานอีกในยามนี้…

หากแต่ทำไมหัวใจฉันไม่รักดี…ทำไม ทำไม

 

“น้อง! น้อง!”

มีเสียงคนร้องเรียกฉันอีกครั้ง หากคราวนี้มีความตกอกตกใจอยู่ในน้ำเสียง และมือที่เอื้อมมาจับไหล่ ไม่เหมือนมือใดที่คุ้นเคย

ฉันผุดลุกพรวดพราด…เข้าใจว่าตัวเองกำลังจะทำแบบนั้น คือการทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืน ทว่า กลับเหมือนโลกหมุนอย่างเร็วรี่ และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

“มีคนเป็นลม! มาช่วยกันหน่อย!”

เสียงคนตะโกนบอกกันอีก และหนนี้ฉันจึงได้สติกลับมา…อย่างช้าๆ และพร่าเลือน

ฉันยังยืนอยู่บนขอบถนน ซึ่งหากเหลียวหลังกลับไปจะเป็นตรอกที่เดินออกมา ในม่านตาเห็นแสงแดดระยิบอยู่พร่าพราย

มันเหมือนเป็นคราวเคราะห์โชคร้ายติดตัว…เมื่อตั้งใจจะเริ่มชีวิตใหม่ ก็ให้ล้มคว่ำคะมำไปเสียทุกครั้ง และหลายครั้งคือการล้มคว่ำจริงๆ ไม่ใช่อุปมาอุปไมย

เป็นครั้งที่เท่าไหร่ ที่ตัวฉันหมดสติ ป่วยไข้ หรือสิ้นไร้เรี่ยวแรงอยู่ซ้ำๆ

จะทำอะไร ไม่ทำอะไร จะอยู่หรือไป จะตายหรือเป็น ก็ต้องฟื้นกลับมาเห็นใบหน้าตัวเองในกระจกเงา เพื่อพบว่าอีกคืน อีกบ่าย อีกเช้า…

ฉันคือคนโง่เขลาที่ปราศจากทางไป ยังต้องจดจำตัวเองไว้ในความจริงว่า

ฉันคืออีกหนึ่งผู้คนที่เกิดมา เพื่อจะตกค้างในโลกน่าชังใบนี้