ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต/’เอคลาส-จีแอลเอ’ เขย่าเก๋งเล็ก ประกอบในประเทศ-ราคายั่วใจ

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต [email protected]

‘เอคลาส-จีแอลเอ’ เขย่าเก๋งเล็ก

ประกอบในประเทศ-ราคายั่วใจ

 

หลังส่งรุ่นนำเข้ามาทำตลาดได้พักใหญ่ ถึงเวลาที่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” จะขึ้นสายพานการผลิตน้องเล็ก “เอคลาส” ในประเทศ

เช่นเดียวกับรุ่นนำเข้า รุ่นผลิตในประเทศส่งออกมา 3 รุ่นหลักประกอบด้วย “A 200 Progressive” และ “A 200 AMG Dynamic” แตกต่างกันที่ชุดแต่งและอุปกรณ์เสริมต่างๆ และอีกรุ่นเป็นเอสยูวี “จีแอลเอ”

ทั้ง 3 รุ่นอยู่ในแพลตฟอร์มและเครื่องยนต์เดียวกัน เป็นเครื่องเล็กสุดของดาวสามแฉกแต่ได้ชื่อว่าแรงสุดๆ ในเซ็กเมนต์เดียวกัน

“A 200 Progressive” และ “A 200 AMG Dynamic” ดีไซน์ภายนอกเน้นความเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส ด้านหน้าของตัวรถดูมีความล้ำสมัยสอดรับกับช่วงกระโปรงหน้าที่ลาดตัวต่ำและทอดตัวยาว

กระจังหน้าแบบ diamond radiator grille ประกอบด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอน พร้อมตราสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

โคมไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่มีความเพรียวบาง และกรอบโครเมียมที่ทำงานร่วมกับไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง

ด้านกว้างของตัวรถถูกออกแบบมาให้ดูทรงพลังและเร้าอารมณ์ สอดรับกับเส้นสายด้านข้างที่ทอดตัวอยู่บริเวณช่วงล่างของตัวถัง ช่วยให้ตัวรถดูกว้าง

กระจกมองข้างนั้นอยู่ในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสารพอดี

ล้อขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่

 

ภายในดูทันสมัยและกว้างขวาง พวงมาลัยตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนังชนิด nappa พร้อมระบบควบคุมหน้าจอบนพวงมาลัยแบบ Touch control

หน้าปัดล้ำสมัยออกแบบทรงปีกนกที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูหน้า ผ่านคอนโซลกลาง เชื่อมไปจนถึงด้านบนของแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้วต่อกัน 2 หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

หน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัว แบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วนคือแผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาดใหญ่ด้วยอัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:9 เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน

อีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์พร้อมระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad

มีระบบสั่งการด้วยเสียงรองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศส ของทุกสำเนียงทั่วโลก

ช่องลมของเครื่องปรับอากาศได้รับการออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากใบพัดของเครื่องบินเจ๊ต (turbine)

ห้องโดยสารมีระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น

เบาะที่นั่งเพิ่มความกระชับในการขับขี่ด้วยเบาะที่นั่งแบบ sport seat หุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre เข็มขัดนิรภัยตกแต่งด้วยสีแดง และมาพร้อมหน่วยบันทึกความจำ

เบาะด้านหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:20:40

ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420 ลิตร

 

ส่วน “GLA 200 AMG Dynamic” คอมแพ็กต์เอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 ดีไซน์ภายนอกตัวถังสั้นลงเล็กน้อยดูคอมแพ็กต์มากขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ความสูงของรถที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,605 มิลลิเมตร ทำให้ตัวรถในภาพรวมดูมีรูปทรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ห้องโดยสารแถวหน้ามีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น ในขณะที่ห้องโดยสารแถวหลังก็มีพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้น

กระจังหน้าและไฟหน้าดูโดดเด่น ขณะที่ส่วนด้านท้ายดูกว้างขึ้น ไฟท้ายถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนในแต่ละฝั่ง โดยปรับตำแหน่งของทับทิมสะท้อนแสงมาไว้ที่บริเวณกันชนท้าย

ส่งผลให้ประตูด้านหลังสามารถเปิดได้กว้างขึ้นกว่าเดิมและจัดเก็บสัมภาระได้ง่ายขึ้น

ห้องโดยสารให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น ด้วยชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package หน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้วต่อกัน 2 หน้าจอ ช่องลมของเครื่องปรับอากาศแบบเดียวกับรุ่นเอ 200

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่ตกแต่งแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง nappa รวมไปถึงระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ต่างจาก “A 200 AMG Dynamic”

 

มาถึงหัวใจหลักของทั้งเอคลาส และจีแอลเอ เครื่องยนต์ทรงพลังเบนซิน 4 สูบเทอร์โบ ความจุ 1,332 ซีซี กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร

อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 8.1 วินาที

มีอัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124  กรัม/กิโลเมตร และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กิโลเมตร

เทคโนโลยีความปลอดภัยจัดเต็มไม่แพ้รุ่นพี่ เช่น ระบบช่วยเบรกแบบแอ๊กทีฟ ABA (Active Brake Assist) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ซึ่งใส่เพิ่มเข้ามามากกว่ารุ่นเดิม กล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Reversing Camera) ที่จะช่วยให้การถอยจอดง่ายขึ้นอีกด้วย

เทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้คือ บริการ “Mercedes me connect” เชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience)

 

มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่มากขึ้น อาทิ

Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนและถุงลมนิรภัยทำงาน เซ็นเซอร์ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที

Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็กตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอพพลิเคชั่นของ Mercedes me connect ได้

Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นให้ทั้งผู้ขับขี่และศูนย์ซ่อมบำรุง

Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวันและเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ

Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยแอพพลิเคชั่น Mercedes Me Service

ส่วนอุปกรณ์ตัวช่วยอื่นๆ มีครบถ้วน

สนนราคารุ่นประกอบในประเทศนั้น เมื่อเทียบรุ่นต่อรุ่นถูกกว่าราวๆ 2 แสนบาท

A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท และ A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท

ส่วน GLA 200 AMG Dynamic ราคา 2,399,000 บาท

บทความก่อนหน้านี้ผู้ป่วยโควิดทั่วโลกพุ่ง 63 ล้านคน อินโดฯ ติดเชื้อรายวันพรวดครึ่งหมื่น
บทความถัดไปรัฐบาลยิ้มร่า! ชี้แผน “ล้มแล้วลุกไว” ทำไทยถูกจัดอันดับน่าเชื่อถือดีขึ้น ลั่นปีหน้าโตแน่