ต่างประเทศ : โดนัลด์ ทรัมป์ กับวิบากกรรมหลังพ้นตำแหน่ง

ณ เวลานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน ยังคงยืนยันกระต่ายขาเดียวว่า เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

แม้ว่าผลการนับคะแนนจะชี้ชัดว่า โจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต คู่แข่งจะได้รับชัยชนะไปอย่างถล่มทลาย ทั้งคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง และคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต

การยังไม่ยอมประกาศยอมแพ้นั้นอาจมาจากความหัวดื้อที่ไม่เหมือนใครของทรัมป์ แต่อีกเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองตรงกันก็คือ อาจเป็นเพราะวิบากกรรมหลายเรื่องที่ประธานาธิบดีสหรัฐต้องเจอหลังพ้นจากตำแหน่ง

ในฐานะประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการดำเนินคดีเกือบทั้งหมด แต่หลังจากพ้นตำแหน่งแล้วทรัมป์จะกลายเป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่งที่สามารถถูกดำเนินคดีได้ตามปกติ

 

วิบากกรรมเรื่องแรก เป็นคดีที่ได้รับความสนใจมากคดีหนึ่งว่าด้วยเรื่อง “ค่าปิดปาก” ที่นำไปสู่คดีติดตามมาอีกหลายคดี

คดีนี้เป็นคดีอาญาที่เริ่มต้นขึ้นจากคาเรน แม็กโดกัล นางแบบนิตยสารเพลย์บอย และสตอร์มี แดเนียลส์ นักแสดงหนังผู้ใหญ่ ที่ออกมาแฉว่าทรัมป์ใช้เงินจ่ายค่าปิดปากเพื่อไม่ให้พูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างเธอกับทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจออกมาวางระเบิดทางการเมืองลูกใหญ่ใส่ทรัมป์ ด้วยการออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ในปี 2018

เรื่อง “ค่าปิดปาก” ที่เป็นวิบากกรรมแรก เริ่มต้นจากนายไมเคิล โคเฮน อดีตทนายความส่วนตัวที่ก็ยอมรับระหว่างการไต่สวนว่าเป็นผู้จ่ายเงินให้กับหญิงสาว 2 ราย และนั่นส่งผลให้โคเฮนถูกตัดสินให้มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายด้านการใช้จ่ายงบฯ หาเสียงเมื่อปี 2018 และต้องรับโทษจำคุก 3 ปี

แน่นอนว่า โคเฮนซัดทอดไปยัง “ทรัมป์” ว่าเป็นผู้ “สั่งการ” ให้ตนดำเนินการจ่ายเงินกว่าแสนดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ต้องมีการพิสูจน์กันต่อไปว่าจะสามารถหาหลักฐานยืนยันในข้อกล่าวหานี้ได้หรือไม่

 

การสืบสวนในคดีจ่ายค่าปิดปากเป็นที่มาของการสืบสวนต่อเนื่องมาในวิบากกรรมที่ 2 คือคดีเกี่ยวกับการโกงภาษีและธุรกรรมทางการเงิน คดีนี้สืบเนื่องจากคำให้การของโคเฮนที่ระบุว่า ทรัมป์และบุคคลในครอบครัวของทรัมป์มักจะแสดงมูลค่าทรัพย์สินให้สูงเกินจริงหากฝ่ายตนได้ประโยชน์ และจะแสดงทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริงหากต้องมีการเสียภาษีเกิดขึ้น

นำไปสู่การที่อัยการขออำนาจศาลออกหมายเรียกเพื่อขอดูเอกสารหลักฐานทางการเงิน รวมไปถึงเอกสารการเสียภาษีย้อนหลังของทรัมป์เป็นเวลา 8 ปี

ล่าสุดศาลสูงสุดมีคำตัดสินให้ทรัมป์เปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีทั้งหมด โดยหากพบว่าผิดจริง ทรัมป์อาจมีโทษหนักถึงจำคุก อย่างไรก็ตาม คาดการณ์กันว่าทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลสูงสุดอีกครั้ง

 

วิบากกรรมที่ 3 ก็เป็นอีกหลายคดีที่สืบเนื่องจากการให้การของโคเฮน ว่าด้วยเรื่องการกระทำผิดด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยโคเฮนระบุระหว่างการไต่สวนว่า ทรัมป์จงใจเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ของตนเองในกรณีที่ต้องการยื่นขอกู้ และจงใจประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อให้จ่ายภาษีน้อยลง

คำให้การดังกล่าวนำไปสู่การหาหลักฐานของอัยการนิวยอร์กเกี่ยวกับทรัพย์สินที่แท้จริงของทรัมป์และต้องต่อสู้กันในศาลเพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวออกมา

คดีนี้หากพบว่ามีความผิดจริง อาจต้องมีการจ่ายค่าปรับจำนวนมหาศาล และอาจมีคดีอาญาตามมาได้อีกเช่นกัน

 

วิบากกรรมที่ 4 ที่ทรัมป์ต้องเจอก็คือ การละเมิดรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องค่าตอบแทน (Emoluments Clause) คดีนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยอัยการรัฐแมรี่แลนด์ และเขตปกครองพิเศษวอชิงตัน ดี.ซี. เริ่มต้นขึ้นในปี 2017 หลังจากทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว โดยทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับผลประโยชน์จากการมีตำแหน่งหน้าที่หรือดำรงตำแหน่งในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ

หนึ่งในบทบัญญัติในตัวบทกฎหมายนี้คือการห้ามรับผลประโยชน์รัฐบาลต่างชาติโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐ เพื่อไม่ให้ต่างชาติมีอิทธิพลเหนือสหรัฐอเมริกาได้ และทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้ดำเนินการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาจำนวน 3 กรณีด้วยกัน

หนึ่งในนั้นคือการใช้โรงแรมทรัมป์อินเตอร์เนชั่นแนล ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ต้อนรับแขกจากรัฐบาลต่างชาติ

 

คดีที่ทรัมป์ต้องเจอเป็นเรื่องที่ 5 หลังพ้นตำแหน่งก็คือคดีหมิ่นประมาท จากการที่ทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ

กรณีแรกเป็นการยื่นฟ้องจากจีน แคร์รอล คอลัมนิสต์นิตยสารแอล ที่ออกมาเปิดเผยว่าตนเคยถูกทรัมป์ข่มขืนในห้องแต่งตัวของห้างหรูในช่วงทศวรรษที่ 90 โดยทรัมป์ออกมาปฏิเสธ และระบุว่า “เธอไม่ใช่แบบที่ผมชอบ” ส่งผลให้แคร์รอลออกมายื่นฟ้องหมิ่นประมาทเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่ได้มีการเปิดเผย

อีกกรณีเป็นการยื่นฟ้องจากซัมเมอร์ เซอร์วอส หนึ่งในผู้ร่วมแข่งขันรายการเรียลลิตี้โชว์ ดิแอพเพรนทิซ ที่ทรัมป์เป็นผู้จัดและเป็นพิธีกร ที่ระบุว่า ทรัมป์ล่วงละเมิดทางเพศเธอในปี 2007 โดยทรัมป์ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่าเป็นการกุเรื่องขึ้นมา และว่า เซอร์วอสเปิดเผยเรื่องดังกล่าวเพราะอยากดังเท่านั้น ส่งผลให้เซอร์วอสยื่นฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายอย่างน้อย 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ

แน่นอนว่าทั้งสองกรณีจะมีการดำเนินคดีกับทรัมป์ต่อไปหลังจากทรัมป์พ้นจากตำแหน่ง

 

อีกคดีที่ทรัมป์ต้องเจอก็คือ คดีความที่ฟ้องร้องโดยแมรี่ ทรัมป์ หลานแท้ๆ ของทรัมป์ เจ้าของผลงานหนังสือขายดีอย่าง “Too Much and Never Enough : How My Family Created the World”s Most Dangerous Man” ออกมาแฉทรัมป์และคนในครอบครัวว่ารวมหัวกันฉ้อโกงทรัพย์สินส่วนแบ่งมรดก ที่ควรจะได้จากเฟรด ทรัมป์ ซีเนียร์ พ่อของทรัมป์

โดยแมรี่ยื่นฟ้องทรัมป์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

และนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิบากกรรมที่ทรัมป์จะต้องเผชิญหลังพ้นตำแหน่ง ยังไม่นับการไต่สวนดำเนินคดีที่ยังไม่เกิดขึ้น

อย่างเช่นกรณีการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมไม่ให้มีการตรวจสอบการเลือกตั้งในปี 2016 รวมไปถึงกรณีการแทรกแซงการเลือกตั้งของรัสเซียในปีเดียวกันด้วย

บทความก่อนหน้านี้“…เพราะความสวยและความสุขเกิดจาก Confidence to be…” เจาะลึกผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นใจในความสวยของสาวๆ กว่า 8 แสนคน พร้อมอัปเดต 4 เทรนด์ความงามในอนาคตที่ไม่ควรพลาด
บทความถัดไปส่งออก ต.ค.ลบ 6.71% พณ.หวังทั้งปี 63 ไม่หลุดเป้าลบ 7% ชี้อนาคตฝากไว้ที่อาร์เซ็ปฟื้นค้าเอเชีย