ย้อนไทม์ไลน์แผนยึดยาเค11ตัน จี้สอบใครอยู่เบื้องหลัง ป.ป.ส.ปลดล็อกกระท่อม ชี้เป็นยาทางการแพทย์

จากผลงานที่ควรจะเชิดหน้าชูตา สำหรับการจับกุมยาเคล็อตใหญ่ ถึง 11.5 ตัน มูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท

ที่ป.ป.ส.ร่วมมือกับตร.บช.ปส. บุกทลายโกดังย่านบางปะกง ฉะเชิงเทรา จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยเป็นการประสานงานจากต่างประเทศ ที่พบเคตามีนจากไทยถูกส่งไปประเทศของเขา

แต่จนแล้วจนรอด แทนที่จะได้เห็นการขยายผลจับกุมผู้อยู่เบื้องหลัง เรื่องกลับเงียบหายไปเสียเฉยๆ

จนสังคมตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนค้ายาเสพติดกลุ่มนี้

ทั้งนี้มีเพียงคำตอบจากเลขาธิการป.ป.ส. ที่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับแก๊งยาเสพติดในประเทศ

กลายเป็นข้อสงสัยว่าใครกันที่สามารถซุกซ่อนยาเคมหึมาไว้ได้ขนาดนี้

ซึ่งจะปล่อยให้เงียบหายไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ไม่เพียงแค่นั้น ยังเป็นที่น่าสนใจว่าแนวการแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทยได้เปลี่ยนไป

ซึ่งล่าสุดป.ป.ส.เองมีมติปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ผ่อนปรนให้ 135 หมู่บ้านและชุมชน สามารถให้เสพใบกระท่อมได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

เป็นก้าวที่น่าจับตามองกับการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดไทย

จับบิ๊กล็อตยาเค3หมื่นล้าน

สำหรับกรณีการจับกุมยาเสพติดบิ๊กล็อตครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย. โดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการป.ป.ส. พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม (ผบช.ปส.) นายเจเรมี ดักลาส ผู้แทนสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก และ พล.ต.ต.ชาคริต สวัสดี ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ฉะเชิงเทรา ร่วมแถลงผลการตรวจยึดเคตามีนล็อตใหญ่ที่สุดในประเทศไทย น้ำหนักกว่า 11.5 ตัน

นายสมศักดิ์กล่าวว่า การตรวจยึดยาเคตามีน เป็นการประสานความร่วมมือภายใต้โครงการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ พื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) และโครงการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ พื้นที่ท่าเรือสากล (Seaport Interdiction Task Force : SITF) ตรวจยึดวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (เคตามีน) 300 กิโลกรัม ในต่างประเทศ สืบสวนขยายผลทราบว่าถูกส่งมาจากประเทศไทยทางเรือ

จึงสืบสวนขยายผลขบวนการลักลอบส่งเคตามีน จนกระทั่งพิสูจน์ทราบโกดังเก็บสินค้าที่ ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นเครือข่ายยาเสพติด ภายหลังการตรวจสอบ พบของกลางเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (เคตามีน) จำนวน 457 กระสอบ กระสอบละ 25 กิโลกรัม น้ำหนักรวม 11.5 ตัน

ทั้งนี้ถ้าขายปลีก คิดเป็นมูลค่า 28,750,000,000 บาท เคตามีนนั้นจะนิยมใช้ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักท่องราตรียามค่ำคืน เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะเกิดอาการประสาทหลอน และทำร้ายระบบของสมอง

ขณะที่เส้นทางการลำเลียงยาเสพติด อยู่ระหว่างการตรวจสอบประเทศต้นทาง เชื่อว่ามีการลำเลียงผ่านบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย ก่อนนำเข้ามาพักที่โกดังแห่งนี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบผู้ต้องสงสัยเป็นคนไทย 2 คน ทำหน้าที่ในการลำเลียงยาเคตามีนทั้งหมดมาไว้ที่โกดังนี้

โดยระบุว่ามีชายไทยที่เป็นคนชนเผ่า ได้รับสัญชาติไทย มาทำสัญญาเช่าโกดังเอกชนเพื่อเก็บเฟอร์นิเจอร์ เดือนละ 70,000 บาท ตั้งแต่ก.ค. 2563 แต่กลับใช้ซุกซ่อนยาเสพติด คาดว่ายังหลบหนีอยู่ในประเทศ ทั้งนี้ป.ป.ส. ประสานธนาคารพาณิชย์ขอตรวจสอบบัญชีและเส้นทางธุรกรรมทางการเงินแล้ว

สำหรับที่มาที่ไปของเรื่องเกิดจากมีประเทศปลายทาง จับกุมยาเคตามีน 300 กิโลกรัม ได้ก่อนหน้านี้ พบว่ายาเสพติด ดังกล่าวถูกส่งมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และลักลอบนำมาพักไว้ที่โกดังดังกล่าวในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา

ขณะที่ประเทศต้นทางแจ้งให้เจ้าหน้าที่ป.ป.ส.ทราบว่าเขาขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีน พบว่ามีการติดต่อกับคนไทยที่มาเช่าโกดังเก็บเคตามีน

เบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดในประเทศไทย และขณะนี้ ป.ป.ส.และบช.ปส.รวมทั้ง DSI อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาคนดังกล่าวแล้ว ซึ่งการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่จะต้องทำด้วยความรอบคอบ เนื่องจากคนเหล่านี้มักจะจ้างทนายคอยให้คำปรึกษา

สังคมยังจับตาความคืบหน้า

ส่วนอีกกรณีเมื่อวันที่ 17 พ.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง การอนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 พ.ศ. 2563 ใจความว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 23 วรรคสาม มาตรา 35 วรรคสอง และมาตรา 62 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้

กำหนดให้ผู้อนุญาตจะพิจารณาออกใบอนุญาตจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ได้ เมื่อปรากฏว่า ผู้ขออนุญาตมีความประสงค์ที่จะจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้

1.เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรคให้แก่ ผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยในทางการแพทย์ 2.เพื่อการวิเคราะห์หรือการศึกษาวิจัยทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ 3.เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

และผู้อนุญาตจะพิจารณาออกใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ได้ เมื่อปรากฏว่าผู้ขออนุญาตมีความประสงค์ที่จะครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะกรณี ดังต่อไปนี้

1.เพื่อการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 (ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นต้นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ผสมอยู่ คือ ยารักษาโรคที่มียาเสพติดประเภท 2 เป็นส่วนประกอบอยู่ในสูตร เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสีย) 2.เพื่อเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษา

3.เพื่อการวิเคราะห์หรือการศึกษาวิจัยทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ 4.เพื่อประโยชน์ของทางราชการ 5.เพื่อใช้ประจำในการปฐมพยาบาลหรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือหรือเครื่องบินที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศที่จดทะเบียนในราชอาณาจักร

ทั้งนี้ ยาเสพติดประเภทที่ 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป มี 102 รายการ เช่น ใบโคคา โคคาอีน โคเคอีน ยาสกัดเข้มข้นของต้นฝิ่นแห้ง เมทาโดน มอร์ฟีน ฝิ่นยา (ฝิ่นที่ผ่านกรรมวิธีปรุงแต่งเพื่อใช้ในทางยา) ฝิ่น (ฝิ่นดิบ ฝิ่นสุก มูลฝิ่น)

ปลดล็อกกระท่อม-ชี้เป็นยา

นอกจากนี้ยังพบว่าแนวทางการดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดในประเทศไทยเปลี่ยนไป โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ครั้งที่ 3/2563

โดยมีวาระสำคัญคือ เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยสำนักงานป.ป.ส. รายงานถึงร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของรัฐสภา การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับพืชกระท่อมซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก ที่มีหลักการสำคัญคือการถอดพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อยู่ระหว่างเสนอบรรจุในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้กำหนดมาตรการควบคุมพืชกระท่อมเพื่อป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงพืชกระท่อม และป้องกันไม่ให้มีการนำพืชกระท่อมไปใช้ในทางที่ผิด โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รายงานความคืบหน้าร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเสพและการครอบครองพืชกระท่อม ในท้องที่ที่ประกาศให้เสพพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดให้เสพได้ตามวิถีชาวบ้าน และผู้เสพจะต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงาน ป.ป.ส. ก่อน โดยร่างฯ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการเสนอรมว.สาธารณสุขลงนามในหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในหลักการต่อไป

และได้มีวาระพิจารณาที่สำคัญคือ พิจารณาเห็นชอบให้พื้นที่นำร่อง 135 หมู่บ้าน/ชุมชน เป็นท้องที่ที่ให้เสพพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด ตามมาตรา 58/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

หลังจากที่ สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการเตรียมการรองรับเป็นที่พื้นที่นำร่องครบทุกขั้นตอนแล้ว โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่อวาระพิจารณาดังกล่าว และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนลงนามในประกาศต่อไป

ทั้งนี้กระท่อม เป็นพืชที่มีการใช้เป็นยามาอย่างยาวนานแต่โบราณ ใช้รักษาการติดเชื้อในลำไส้ บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดไข้ บรรเทาอาการไอและท้องร่วง โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบ หรือชงเป็นน้ำชา

แต่ด้วยเหตุผลเรื่องการจัดเก็บภาษีฝิ่น ที่รัฐบาลผูกขาดในอดีต ทำให้ต้องประกาศให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติด เพื่อจะได้เก็บภาษีฝิ่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

การใช้ของต่างประเทศพบว่า ใช้เป็นยารักษาอาการเรื้อรังต่างๆ เช่น ช่วยลดความดันโลหิต บรรเทาเบาหวาน แก้ไอ แก้ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ เช่น ท้องเสีย บิดมีตัว ปวดท้องและกำจัดพยาธิในเด็ก และใช้เป็นการกระตุ้นร่างกายให้ทำงานหนักได้

และมีรายงานจากต่างประเทศกล่าวถึงการเริ่มศึกษาใบกระท่อมช่วยอาการซึมเศร้า โรควิตกกังวลและอื่นๆ อีกหลายโรคด้วย

เป็นการปลดล็อกยาเสพติดเพื่อการแพทย์

บทความก่อนหน้านี้มุกดา สุวรรณชาติ : โหนกระแสขวาจัด… ทำลายคู่แข่งทางการเมือง
บทความถัดไปขึ้นเทรนด์ #นักศึกษาแพทย์เลว แชร์ความจริง สารพัดเรื่องแย่ แต่คณะแพทย์ไม่อยากฟัง