ปฏิบัติการ “ไล่ล่า” ธนาธร-ก้าวหน้า-ก้าวไกล แผนสกัดการเมือง ภายใต้เงาเสื้อเหลือง

ความขัดแย้งทางการเมืองลุกลามขยายวงกว้าง

ส่วนหนึ่งสะท้อนจากปฏิบัติการไล่ล่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ขณะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หาเสียงในหลายจังหวัด ไม่ว่านครศรีธรรมราช พังงา และสมุทรปราการ

รวมถึงนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ตลอดจนพรรคก้าวไกล อวตารพรรคอนาคตใหม่ ที่โดนกล่าวหาสาดโคลนจากฝ่ายตรงข้าม

เพียงเพื่อหวังสกัดกั้นทางการเมือง เหมือนอย่างที่เคยโดนมาแล้วในสนามการต่อสู้ระดับประเทศ ที่ลงเอยด้วยการยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิ์ทางการเมืองนายธนาธร รวมถึงกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

รอบนี้รอยร้าวความขัดแย้งถูกลากมาสู่สนามการเมืองระดับท้องถิ่น โดยใช้รูปแบบและวิธีการเดิมๆ ด้วยการกล่าวหาโจมตีและเปิดเกมไล่ล่า เพื่อหวังเตะสกัดการสร้างฐานเสียงระดับภูมิภาคของคณะก้าวหน้า

ภายใต้เงาของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ออกมาเคลื่อนไหว ปั่นกระแสสร้างความเกลียดชัง “ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ พรรณิการ์” และ “ก้าวหน้า-ก้าวไกล”

ปฏิบัติการไล่ล่าธนาธร นอกจากการชูป้ายข้อความ “หนักแผ่นดิน” ที่ จ.ปราจีนบุรี

ที่ดุเดือดกว่านั้นคือเหตุการณ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช ขณะนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงให้กับผู้สมัครนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ในนามคณะก้าวหน้า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน

ต้องเจอกับกลุ่มคนสวมใส่เสื้อเหลืองดักรอหน้าโรงแรม ก่อนเข้าฮือล้อมรถยนต์คันที่เชื่อว่านายธนาธรนั่งอยู่ภายใน

พฤติกรรมการใช้กำลังคนเข้ารุมล้อมขัดขวาง ทั้งที่ข้อเท็จจริงในภายหลังยืนยันว่านายธนาธรไม่ได้อยู่ในรถคันดังกล่าว แต่เป็นรถประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ที่ต้องมารับเคราะห์กรรมจากความคุ้มคลั่งของคนบางกลุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนย้ายไปดักรอตามจุดต่างๆ ที่ได้ข่าวว่านายธนาธรจะเดินทางไป

นายสมชิต บัวทองจันทร์ ผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อเหลือง จ.นครศรีธรรมราช เผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เหตุการณ์ล้อมรถยืนยันไม่ได้รุนแรง เพราะคนเมืองนครศรีธรรมราชคิดแบบไหนทำแบบนั้น ทุกคนไปเพราะความจงรักภักดี ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง

“การรวมตัวไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและเลือกตั้งนายก อบจ. หรือนักการเมือง แทนที่จะมองตัวเองว่ามีปัญหา กลับไปมองว่าอย่างอื่นเป็นปัญหา นายธนาธรควรมองตัวเองว่าสร้างปัญหามากกว่า” นายสมชิตกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมืองโพสต์แสดงความคิดเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกมุมหนึ่งว่า

“การตามจิกตามด่านายธนาธรในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น อาจได้ผลลัพธ์เกินคาด นับตั้งแต่เหตุการณ์ล้อมรถที่ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้คนในพื้นที่ต้องหันกลับมาดูว่าใครเป็นผู้สมัครของคณะก้าวหน้า และใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของกลุ่มคนที่ออกมาล้อมรถในพื้นที่นั้น ไม่ยากเลยที่จะสืบค้นหาเบื้องหลังของคนเหล่านี้”

“ต่อมาอีกหลายพื้นที่ก็เกิดโมเดลนี้เช่นเดียวกัน นี่คือการทำให้นายธนาธรและผู้สมัครของเขาดูโดดเด่นขึ้นมาทันใด จะได้คะแนนสงสารหรือจะทำให้คะแนนของคู่แข่งขันถูกกดต่ำลงมาจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่ รอดูตอนเลือกตั้ง แต่ในมุมมองของผมนี่คือแนวร่วมมุมกลับ”

ทั้งหมดเป็นสิ่งนายธนาธรต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือยิ่งตี ยิ่งโต

ยิ่งทุบ ก็ยิ่งหวานเหมือนผลกระท้อน

แผนสกัดกั้นทางการเมืองต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากอีกฝ่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

หลังสุดยังมีความพยายามผูกโยงและกล่าวหาเป็นผู้อยู่หลังข้อเรียกร้อง 3 ข้อของผู้ชุมนุม “ราษฎร” ซึ่ง 1 ในข้อเรียกร้องคือผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นปราศรัยหน้ารัฐสภาต่อหน้าผู้ชุมนุมกลุ่มไทยภักดี เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ยืนยันจะคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของไอลอว์ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับผสมพันธุ์

อาจเปิดทางให้ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.

ที่สำคัญอาจทำให้นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกรัฐมนตรีได้รับนิรโทษกรรม เดินทางกลับไทยได้โดยไม่ต้องรับโทษ

ไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมีความพยายามกล่าวหานายธนาธรเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” และอยู่เบื้องหลังม็อบราษฎร ที่ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ประเด็นดังกล่าวได้รับการขยายผลจากแกนนำมวลชนฝ่ายตรงข้ามอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดีที่ให้ความเห็นต่อปฏิบัติการไล่ล่านายธนาธร ว่า กฎแห่งกรรมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายธนาธรในหลายจังหวัด ทำให้เข้าใจว่ามีอีกสิ่งหนึ่งนั่นคือกฎแห่งกรรม กรรมยุคนี้ติดจรวดจริง

“อยากถามนายธนาธรเรื่องการชุมนุมที่เกิดขึ้น คิดว่าคนไทยโง่หรือที่ไม่รู้ว่าการชุมนุมมีนักการเมืองอยู่ข้างหลัง คิดว่าคนไทยจะยอมหรือ”

เช่นเดียวกับอดีตนักร้อง อุ๊-หฤทัย ม่วงบุญศรี ที่เชื่อว่านายธนาธรและนายปิยบุตรมีส่วนเกี่ยวข้อง สอดคล้องกับการชุมนุมเคลื่อนไหวของขบวนการนักเรียน-นักศึกษา โดยมีเป้าหมายต้องการทำให้สังคมแตกแยก และเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ทั้งที่ความจริงประเทศมีปัญหาเพราะนักการเมืองทุจริต เป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนถึงพรรคอนาคตใหม่ จึงอยากให้แกนนำคณะก้าวหน้ากลับไปดูข้อเท็จจริง

แล้วก็เป็นนายอานนท์ นำภา แกนนำผู้ชุมนุมราษฎร ที่โพสต์ตอบโต้ข้อกล่าวหานายธนาธรอยู่เบื้องหลังชักใยกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนคนรุ่นใหม่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมในตอนนี้ว่า

“ฝ่ายรัฐเอาอะไรไปเชื่อว่านายธนาธรอยู่เบื้องหลังม็อบคนรุ่นใหม่ ถึงไปปั่นให้ชาวบ้านมินเนียนเกลียดชังเขาขนาดนั้น” นายอานนท์กล่าว และว่า

เอาเข้าจริง รัฐเองไม่อยากเชื่อว่าม็อบครั้งนี้บริสุทธิ์มากกว่า คือรับไม่ได้ว่าจะมีคนจำนวนมากเติบโตมาจากการกดทับ จนระเบิดออกมาเป็นธรรมชาติขนาดนี้ เพราะถ้ายอมรับรัฐจะหมดความชอบธรรมทันที

แค่อยากบอกว่าขบวนนี้โตมาจากการกดทับของรัฐเอง และท่อน้ำเลี้ยงจริงๆ รัฐตรวจสอบได้อยู่แล้วว่าเกิดจากลุงป้าน้าอาที่สนับสนุน ไม่ใช่นายธนาธรหรือใครคนใดคนหนึ่ง เลิกมโนว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง

ยอมรับความจริงเสียทีว่าขบวนราษฎรเที่ยวนี้ของจริง

ปฏิบัติการขุดรากถอนโคนธนาธร คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล ยังมาในรูปแบบของการดำเนินการด้านกฎหมาย

เมื่อเจ้าของฉายา “นักร้อง” นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำหลักฐานร้องเรียนต่อ กกต. ให้ตรวจสอบและไต่สวนคณะก้าวหน้า รวมทั้งผู้สมัครเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิก อบจ.ทั่วประเทศ ในนามคณะก้าวหน้า

เพราะอาจเข้าข่ายสมคบกันดำเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมืองหรือไม่

เนื่องจากนายธนาธรและแกนนำ ร่วมกันตั้งคณะก้าวหน้าขึ้นมา โดยกำหนดตำแหน่งประธาน กรรมการและเลขาธิการ มีภาพเครื่องหมายคณะ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ เฉกเช่นพรรคการเมือง

พฤติการณ์หรือการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปดำเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

ก่อนที่สำนักงาน กกต.จะรับลูกหยิบคำร้องมาหารือทันที มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมข้อมูลประเด็นข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อเสนอต่อที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่พิจารณาดำเนินการ

ทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดกับธนาธร คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกลกำลังเผชิญ

ไม่ว่าการรุกไล่จากการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ซุ่มซ่อนอำพรางภายใต้เงาเสื้อเหลืองที่ก่อปฏิบัติการไล่ล่า รวมถึงการดำเนินทางกฎหมายโดยคนในเครือข่าย

หลายคนมองว่าชะตากรรมที่นายธนาธร คณะและพรรค กำลังฝ่าฟันในตอนนี้

ไม่แตกต่างจากเกมการเมืองหฤโหดที่ทั้งนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองพี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญเมื่อในอดีต ซึ่งฉากสุดท้ายนำมาสู่การรัฐประหารโดยทหาร คมช.ปี 2549 และการรัฐประหารโดยทหาร คสช.ปี 2557

กับนายธนาธร และวิกฤตการเมืองในขณะนี้ ผลลงเอยจะเป็นแบบเดียวกับเมื่อปี 2549 และ 2557 หรือไม่

ต้องติดตามห้ามกะพริบตา

บทความก่อนหน้านี้สูตรสำเร็จในชีวิตตามหลักพุทธศาสนา : สนทนาธรรมตามกาล
บทความถัดไปน้อย วงพรู’ ร้อง ‘เพื่อนเอ๋ย’ ส่งกำลังใจน้องๆ เผยการเปลี่ยนแปลงมันยาก แต่วันหนึ่งก็ต้องมา