ฟ้า พูลวรลักษณ์ | เหตุผลที่ฉัน เลือกอยู่ฝ่ายเด็กๆ

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๗๖.๑)

หากถามฉันตรงๆ ว่า หากให้เลือกระหว่าง อยู่ฝ่ายเด็กๆ หรืออยู่ฝ่ายต่อต้านเด็กๆ ฉันก็จะเลือกอยู่ฝ่ายเด็กๆ

เหตุผลไม่ใช่เพราะฉันเห็นด้วยกับพวกเขา อันนั้นเป็นประเด็นรอง ประเด็นหลักคือ ฉันสังเกตว่า พวกเขา real กว่า อีกฝ่ายหนึ่ง unreal

จุดนี้ลึกซึ้ง และมีความหมายสำหรับฉัน ใครจะถูกหรือผิด เป็นเรื่องรอง ด้วยเพราะในวัยนี้ ฉันมองเห็นว่า ทุกสิ่งมีข้อดีข้อเสียของมันเอง

เด็กๆ ต่อสู้แบบ real มันจริงมาจากข้างใน และจริงในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และรู้สึก

แต่อีกฝ่ายหนึ่ง หากพวกเขายอมรับความข้อนี้ ยอมรับในความบริสุทธิ์ใจของเด็กๆ หากแต่ทว่า ยืนยันจะต่อต้าน ด้วยเพราะแม้พวกเขาจะเป็นคนรุ่นเก่า แต่คนรุ่นเก่าก็มีสิทธิมีเสียงเช่นกัน และเชื่อว่าตัวเองมีจำนวนมากกว่า คนรุ่นเก่าเชื่อในโลกเก่า ต้องการระบบแบบเก่า ฉันจะไม่ว่าเลย เท่ากับศึกครั้งนี้ เป็นเหมือน Brexit เป็นการต่อสู้ของชนสองรุ่น เหมือนการทำประชามติ

และหากชนรุ่นเก่าชนะ เพราะมีจำนวนมากกว่าจริง ก็แฟร์

แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกชนรุ่นเก่าจะเริ่มด้วยการมองว่าเด็กๆ มีเบื้องหลัง มีคนบงการอยู่ข้างหลัง ถูกหลอกมา มันเป็นการต่อสู้ที่เริ่มต้นก็ unreal เสียแล้ว สิ่งอื่นที่ตามมาก็ไม่ต้องพูด เพราะมันยิ่งไม่จริงขึ้นไปเรื่อยๆ

ทำไมคุณต้องเริ่มต้นด้วยการเป็น unreal ด้วยนะ ใจของพวกคุณขลาดกลัวอะไรหรือ เต็มไปด้วยความหลุกหลิก หวาดผวา

ต่อให้พวกคุณชนะ ฉันก็รับไม่ได้ ด้วยเพราะฉันถือว่า unreal นี้ คือสิ่งที่ชั่วร้ายสำหรับมนุษยชาติ เหมือนหนึ่งคุณชนะแบบโกง ไม่ยอมเอาชนะแบบแฟร์ๆ ทั้งที่คุณมีโอกาสชนะไม่น้อย

จริงๆ แล้ว มาสู้กันที่ประชามติ มันเป็นประชาธิปไตยที่สุด

เด็กๆ ต่อให้แพ้ ก็ยังยอมรับได้ และรอได้

รอทำประชามติครั้งต่อไป เด็กๆ จะเติบใหญ่ขึ้น และเด็กรุ่นใหม่ก็จะเกิดขึ้น โลกนี้เป็นของเด็กๆ อยู่แล้ว

คนรุ่นเก่าก็ตายก่อน สมกับที่พวกเขาแก่กว่า แต่อย่าเอาชนะแบบรกโลก อย่าตั้งข้อหาแล้วจับกุม อย่าโยนความผิดให้แล้วปราบ อย่าถือดีว่าถือกฎหมายอยู่ในมือ แล้วพูดเสียงดัง

เด็กๆ ต่อสู้ด้วยความมุ่งมั่น และห้าวหาญ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ถูก-ผิดฉันไม่ตัดสิน ได้แต่ยอมรับนับถือ คนรุ่นเก่าไม่สู้เพราะกลัวตาย กลัวปืน กลัวติดคุก แต่เด็กๆ คล้ายจะไม่กลัวสิ่งเหล่านี้เลย เหมือนลูกวัวไม่กลัวเสือ มองก็ไม่เห็น และนี้คือความน่ารักของเด็กๆ

ทำไมถูก-ผิดคิดไม่ได้ เพราะบัดนี้ การเมืองได้เข้าสู่ส่วนที่ลึก คือ

๑ ศีลธรรม

๒ ความแตกต่างของความเชื่อและความคิดเห็น

๓ ธรรมชาติของมนุษย์

๔ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับการมีอยู่

จะเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้ คิดยากเหลือเกิน ฉันได้ยินคนหลายคนออกความเห็น ตัดสิน แต่ความเห็นเหล่านั้น ล้วนไม่พอ ยิ่งพูดยิ่งคิด ยิ่งผิด ยิ่งแสดงความไม่รู้ ทุกสิ่งที่พูด ยังไม่พอ ในสิ่งที่พูด มีความเก่าอย่างมหาศาลโยงใยอยู่

เอาเฉพาะศีลธรรมข้อเดียว ก็ยากจะตัดสินได้แล้ว ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีหรือไม่ดี

ธรรมชาติของมนุษย์อีกเล่า ใครจะพูดได้ว่าเข้าใจมนุษย์อย่างถ่องแท้

และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับการมีอยู่ ใครจะตัดสินได้ เช่น คุณจะตัดสินอย่างไรว่าหากเราอยู่เฉยๆ จะดีกว่าไหม เราไม่ทำอะไรเลย จะถูกต้องกว่าไหม นี้หรือคือความถูกต้องของการมีอยู่

แน่นอน เด็กๆ ต่อสู้ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หากไม่ต่อสู้ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดอยู่ดี แต่ช้าลง คำถามคือจะช้าลงกี่ปี ห้าปี หรือสิบปี หรือนานกว่านั้น ใครบ้างจะตอบได้ ใครจะกำหนดเวลาได้

และทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว ล้วนเกิดจากความเชื่อ และความคิดเห็น และสองสิ่งนี้ก็ยังไม่เหมือนกันอีก มีคนมากมายมีแต่ความเชื่อ แต่ไม่มีความเห็นใดเลย ว่างเปล่า บางคนมีความคิดเห็นมากมาย แต่ไม่มีความเชื่อ สิ่งนี้ฉันว่าดีกว่า แต่อะไรจะเกิดขึ้น เวลามาเจอคนที่มีความเชื่ออย่างรุนแรง

แต่คนอื่นไม่ได้คิดอย่างฉัน

คนอื่นจะเลือกข้าง และจะตัดสิน เหมือนหนึ่งว่าพวกเขาได้รับอภิสิทธิ์มาจากพระเจ้า

ยิ่งตัดสิน ยิ่งสุดโต่ง บางคนถึงกับพร้อมจะฆ่าคน เราสังเกตได้ง่ายว่าใครคือคนกลุ่มนี้ เพราะพวกเขาจะด่าว่าอย่างเกรี้ยวกราด เหมือนหมอผีกำลังจะปราบภูตผี คนที่มองลูกหลานเป็นภูตผี คือคนบ้าโดยแท้

แต่ข้อเท็จจริง คือเด็กเหล่านี้ หนึ่ง generation ได้เลือกแล้ว ได้ตัดสินใจแล้ว

ทุกสิ่งที่คนรุ่นเก่ากำลังพยายามกระทำอยู่ เช่น การจัดม็อบปกป้องสถาบัน เพื่อให้เกิดม็อบชนม็อบ ต่อให้จัดกี่กลุ่ม มากมายเท่าใด ก็คือการฝืนใจเด็กรุ่นนี้ คุณจะฆ่าลูก-หลานของตัวเองหรือ ฉันยังไม่เคยเห็นการฆ่าตัวตายแบบนี้เลย พยายามบ่ายเบี่ยง ใส่ร้าย ว่านี้เป็นการกระทำที่มีเบื้องหลัง มีคนจัดฉาก บงการ นี้เป็นการใส่ความที่น่าประหลาด คิดออกมาได้ยังไง หากมนุษย์ยังแยกแยะไม่ออก ว่าอะไรเกิดมาจากใจ อะไรถูกบงการ การเมืองก็ถูกขับเคลื่อนด้วยหมอผี

ใครที่พูดว่า เด็กเหล่านี้เป็นคนกลุ่มน้อย ไม่ใช่ตัวแทนของหนึ่ง generation หากคุณแน่จริง ก็ให้ทำประชามติ โดยผู้ออกเสียงมีแต่เด็กๆ เหล่านี้ คือคนในช่วงวัย ๑๕-๒๕ แล้วดูซิว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร

ดูซิว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องการระบบเก่าจริงแล้วหรือ หากทำเช่นนี้หมายความว่า พวกคุณทำตัวเป็นผู้ใหญ่ คือวางตัวเป็นกลาง แล้วให้เด็กรุ่นนี้ตัดสินอนาคตกันเอง แบบนี้จึงจะเรียกได้ว่า เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ

แต่หากคุณไม่ยอมวางสิทธิอันนี้ ก็ไม่ว่า แต่อย่าไปสบประมาทพวกเขา สู้แบบ real นั่นคือสู้แบบคนแก่ สู้แบบคนที่พอใจในระบบเก่า รักในระบบเก่า อันนี้พอรับได้ เพราะทุกชีวิตก็มักจะหวงแหนตัวเอง เห็นแก่ตัว แม้จะแก่ปานไหน

หากพวกคุณไม่ยอมเลย หรือยอมแค่ ๕% ในสิ่งที่เด็กๆ ต้องการ หากจับเด็กๆ เข้าคุก ผลก็คือ เด็กๆ เหล่านั้นจะแข็งแกร่งขึ้น ถูกหล่อหลอมให้ยิ่งกลายสภาพ เพราะพวกเขามาจากใจ การไปบีบบังคับจิตใจ จะให้ผลเป็นตรงข้าม หากพวกเขาถูกหลอกมา ถูกบงการมา ไม่ช้าพวกเขาก็จะหมดแรง แต่หากไม่ใช่ล่ะ กว่าจะรู้สึกตัว ชนรุ่นใหม่เหล่านี้ ก็จะกลายพันธุ์ จากความต้องการปฏิรูปสถาบัน กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง มันเป็นเช่นนั้น เพราะพวกคุณไปบีบบังคับเด็กๆ หนึ่งชั่วอายุคน

แต่แรกพวกเขาไม่ได้ต้องการอย่างนั้น

พวกคุณไปบีบบังคับ

บทความก่อนหน้านี้สุรชาติ บำรุงสุข | 88 ปีระบอบทหารไทย Ep.18 จากปี 2535-2540
บทความถัดไป9 คำถาม และความฝัน ของหมอทศพร เสรีรักษ์ กว่า 40 ปีที่ต่อสู้ อยากเห็น “คนเท่ากัน”