หนุ่มเมืองจันท์ | ผิดสนาม

หนุ่มเมืองจันท์facebook.com/boycitychanFC

ตามปกติผมไม่ได้เล่นทวิตเตอร์

แต่ทวิตเตอร์ “หนุ่มเมืองจันท์” มีอายุ 11 ปีแล้ว

“แพน” ผู้ช่วยของผมเปิดขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์เพจ และหนังสือ

ช่วงที่รายการ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ทางโทรทัศน์ก็ใช้ทวิตเตอร์ประชาสัมพันธ์บ้าง

มีคนติดตามช่วงแรกๆ อยู่ประมาณ 20,000 กว่าคน

แต่ผมไม่เคยเข้ามาทวีตเองเลย

เพราะไม่คุ้นกับการเขียนสั้นๆ และสังคมทวิตเตอร์

“โหน่ง” วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เคยแนะนำให้ผมเข้ามาเล่นตั้งนานแล้วเพราะคนรุ่นใหม่จะนิยมเล่นทวิตเตอร์กับอินสตาแกรม

ผู้ใหญ่จะเล่นเฟซบุ๊ก

“โหน่ง” ใช้ช่องทางนี้สื่อสารกับแฟนคลับเป็นหลัก

เขามีผู้ติดตามประมาณ 2 ล้านกว่าคน

ผมเคยเข้าไปนิดนึงตอนเริ่มต้นทำ The power game แต่เขียนแล้วมันขัดๆ เขินๆ ยังไงก็ไม่รู้

แต่ใช้เข้าไปส่องดูเทรนด์ทวิตเตอร์

ผมชอบอ่านความเห็นของคนในทวิตเตอร์

มันเป็นสำนวนภาษาเฉพาะที่ไม่เหมือนกับเฟซบุ๊ก หรือสื่ออื่น

การใช้คำที่สั้นกระชับ เล่าเรื่องได้ใจความ

หรือการสร้างแฮชแท็กสั้นๆ คมๆ

มีคนบอกว่าข้อความบนป้ายกระดาษในม็อบ มีลักษณะคล้ายการเขียนแฮชแท็กในทวิตเตอร์

ทวิตเตอร์เหมือนกับสอนให้เด็กรู้จักวิชา “ย่อความ”

สรุปเรื่องต่างๆ ให้อยู่ในคำสั้นๆ

หรือสอนเด็กให้รู้จักวิชาพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์

เหมือนกับอินสตาแกรม มีคนบอกว่านี่คือโซเชียลมีเดียที่สอนวิชาถ่ายภาพให้กับคนเล่นได้ดีที่สุด

เพราะถ่ายบ่อยๆ หรือดูภาพของคนอื่นเรื่อยๆ

เราจะถ่ายรูปสวยขึ้น

ถ้าไม่เชื่อ ใครที่มีอินสตาแกรม ลองเปิดดูภาพที่ลงวันแรกๆ กับวันนี้ดูสิครับ

จะเห็นพัฒนาการการถ่ายภาพของเราอย่างชัดเจน

ความฉลาดของคนคิดโซเชียลมีเดีย คือ เขาไม่ต้องผลิตเนื้อหาเอง. แต่สร้างถนนหรือแพลตฟอร์มขึ้นมา

คนผลิตเนื้อหาคือพวกเรา

คล้ายๆ กับ “เอ็มเคสุกี้” ที่เขาเตรียมเนื้อ ผัก น้ำซุป น้ำจิ้มและอุปกรณ์ให้เรา

คนที่เป็น “พ่อครัว” คือ ตัวเราเอง

คิดแบบนี้จึงรวย

ผมเริ่มเข้ามาเล่นทวิตเตอร์จริงจังเมื่อการเมืองเข้มข้นขึ้น

ความเห็นในทวิตเตอร์ดุเดือดมาก

ส่วนหนึ่งเพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องใช้หน้าจริง ชื่อจริง

คนหนึ่งสามารถมีกี่แอ็กเคาต์ก็ได้

คงคล้ายๆ กับผู้แข่งขันที่สวมหน้ากากในรายการ The Mask Singer

เขารู้สึกมีอิสระมาก

อยากทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องห่วงชื่อเสียงและหน้าตา

เพราะไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร

ความเห็นในบางเรื่อง คลิปบางคลิป เราไม่เห็นในเฟซบุ๊ก

แต่เราจะเห็นในทวิตเตอร์

การสร้างแฮชแท็กให้ติดเทรนด์ทวิตเตอร์กลายเป็น “สงคราม” ของรัฐบาลและม็อบ

ต้องพยายามแย่งชิงพื้นที่กันให้ได้

ในฐานะคนติดตามข่าว เรื่องแบบนี้พลาดไม่ได้

ผมนั่งส่องอย่างสนุก

และเริ่มเข้าไปเขียนความเห็นเรื่องการเมืองลงไปบ้างหลังจากพักซีซั่น The Power Game

ก็สนุกดีครับ

ยอดผู้ติดตามเพิ่มเป็น 35,000 คน

บางข้อความมีคนรีทวีตกันเยอะทีเดียว

ตามหลักจิตวิทยาของโซเชียลมีเดีย ถ้าเราเขียนอะไรแล้วมีคนกดไลก์ หรือรีทวีตเยอะๆ

เราจะเริ่มตัวลอย

ข้อความไหนเขียนไปแล้วรีทวีตน้อยๆ

จะเริ่มเซ็งๆ

ผมเขียนข้อความเป็นระยะๆ ไม่ได้เขียนทุกวัน

แต่เรื่องการเข้าไปส่องดูความเคลื่อนไหว

ทุกวัน และวันละหลายเวลาด้วย

เย็นวันหนึ่ง ผมอ่านข้อความในเฟซบุ๊กของใครคนหนึ่งพูดถึงเรื่องวันที่ 11 เดือน 11 ที่เป็น “วันคนโสด”

วันที่การค้าขายออนไลน์จะคึกคักที่สุด

เพราะทุกร้านจะลดราคากันถล่มทลาย

เขาเขียนในทำนองว่าแบบนี้ใครจะไปม็อบ

ผมก็นึกขำ เขียนข้อความเล่นๆ ลงในทวิตเตอร์

“สิ่งที่คณะราษฎรไม่กล้าทำ คือ การนัดชุมนุมวันที่ 11 เดือน 11 เพราะจะไม่มีผู้หญิงมาร่วมด้วย”

คิดขำๆ เหมือนที่มีการพูดเล่นกันว่าตัวอักษร 4 ตัวที่จะทำให้ผู้หญิงหยุดได้

คือ S-A-L-E

อะไรประมาณนี้

เขียนเสร็จก็ไปงานเลี้ยง ไม่ได้เปิดดูเลย

จนตอนนั่งรถกลับบ้านจึงเริ่มเช็กข่าวในไลน์ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์

มีคนเข้ามาให้ความเห็นเยอะมาก

เกือบ 80 คน

เละเลยครับ

ส่วนใหญ่มองว่าข้อความนี้เป็นการกดขี่ทางเพศ ผู้หญิงคิดถึงการช้อปปิ้งมากกว่าการไปชุมนุมทางการเมือง

หลายถ้อยคำก็ค่อนข้างแรง

เพราะคงโกรธจริงๆ

แต่ก็มีบางคนเข้ามาช่วยว่าพี่เขาคงล้อเล่น

ผมอ่านจบปั๊บ สิ่งแรกที่ทำก็คือ ลบทวีต

ทำตามหลักอริยสัจ 4 ครับ

ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค

หาเหตุแห่งทุกข์ให้เจอ

แล้วลบมันทิ้ง 555

บอกตามตรงว่าไม่ได้โกรธเลยครับ

แต่ตกใจนิดนึงว่าทำไมตีความกันถึงขั้นกดขี่ทางเพศ

เพราะถ้าผมโดนล้อว่าถ้ามีม็อบวันแดงเดือด “หงส์แดง-ผีแดง” รับรองว่าผู้ชายจะไปม็อบน้อย

ผมคงหัวเราะขำๆ ไม่โกรธ

พยักหน้ารับด้วยซ้ำ

ขอดูบอลก่อนไปม็อบ

“ผู้หญิงชอบช้อปปิ้ง-ผู้ชายบ้าบอล” เป็นเรื่องที่ล้อเล่นกันมานานแล้ว

แต่ทำไมพอเข้าไปอยู่ในทวิตเตอร์แล้วผู้หญิงโกรธเยอะจัง

ประเด็นนี้น่าสนใจมาก

ถ้าผมเขียนในเพจ เชื่อว่าคงมีคนเข้ามาขำๆ มากกว่าโกรธ

มีน้องคนหนึ่งที่เป็นผู้ประกาศข่าวก๊อบข้อความนี้ของผมไปลงในเพจของเขา

เพื่อนผู้หญิงของเขาในเพจก็ขำๆ กัน

ผมตั้งคำถามว่าทำไมข้อความเดียวกัน อยู่ใน 2 พื้นที่ ความเห็นของคนจึงแตกต่างกัน

แน่นอนข้อความที่ผมเขียนสามารถตีความได้ว่า “ล้อเล่น” หรือ “กดขี่ทางเพศ” ก็ได้

ความแตกต่างน่าจะอยู่ที่เราคุ้นเคยกันแค่ไหน

ลองนึกดูนะครับว่าถ้าเป็นเพื่อนผู้ชายที่สนิทกันอำเรื่องนี้ขึ้นมา

เพื่อนผู้หญิงคงไม่โกรธ

เหมือนในเพจของผมที่ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกันมานาน

เกือบทุกคนรู้จัก “อมร-ติ๊น-สมชาย” เป็นอย่างดี

แต่คนในทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ เราเพิ่งรู้จักกัน

ไม่คุ้นกัน

และคุยกันแต่เรื่องหนักๆ เรื่องการเมือง

ถ้อยคำที่ล้อเล่น จึงกลายเป็นกดขี่ทางเพศไปทันที

เขาไม่ได้ผิด แต่ผมผิดเองที่ไม่เข้าใจพื้นที่นี้ดีพอ

พอคิดได้ ผมก็เขียนเรื่องนี้ทันที

ได้ต้นฉบับ 1 ชิ้น

…ขอบคุณครับ

บทความก่อนหน้านี้ทดลองด่าน “เป่าเมา” ล้างทุจริต “หยิบสด” โปร่งใส-ไฮเทค-สากล
บทความถัดไป“ปิยบุตร” ลุย “พะเยา” ชู 4 นโยบายสู้ “การเมืองเก่า – บ้านใหญ่” หวังพลิกมิติการเมืองท้องถิ่น !