นิธิ เอียวศรีวงศ์ | เสรีภาพนำมาซึ่งคุณภาพ

นิธิ เอียวศรีวงศ์

นมผู้หญิงนั้นเป็นอันตรายมาก หากการเห็นตกไปอยู่ในการควบคุมของรัฐ เพราะรัฐจะอาศัยการควบคุมเช่นนี้ไปสู่การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไปเสียทุกเรื่อง จนกระทั่งรัฐกลายเป็นพื้นดินอันอุดมที่ระบอบเผด็จการในรูปแบบต่างๆ จะงอกงามขึ้นจนทึบกว่าวัชพืช

ในยุคปัจจุบัน ข้ออ้างที่จะควบคุมการเห็นนมผู้หญิงนั้นไม่เหลืออีกแล้ว ไม่ใช่เพราะผู้หญิงพากันก่อกบฏ ไม่ยอมปิดนมให้มิดชิดอีกต่อไป แต่เพราะความรู้ทางด้านกามารมณ์ของมนุษย์ได้เพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมากแล้ว ข้ออ้างในการควบคุมการเห็นนมที่เคยมีมา จึงหาเหตุผลสนับสนุนไม่ได้ไปจนหมด

นมผู้หญิงเร้าอารมณ์ทางเพศของผู้ชายใช่ไหม? ใช่ครับ แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะธรรมชาติหรือวัฒนธรรม ผมก็ไม่ทราบ แต่นอกจากนมแล้ว ส่วนอื่นๆ ของผู้หญิงก็ยังเร้าอารมณ์ทางเพศได้อีก แม้แต่ที่ไม่ใช่ร่างกายของผู้หญิง เช่น เครื่องแต่งกาย เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและความชอบส่วนบุคคล หรือทั้งสองอย่างปนๆ กันจนแยกไม่ออก

จะควบคุมปิดบังทั้งหมดเหล่านั้นมิให้สายตาผู้ชายสอดส่ายไปถึงได้อย่างไร ไม่มีทางครับ นอกจากขจัดผู้หญิงออกไปจากโลกให้หมด

พูดให้ขลังๆ ก็คือ สิ่งที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า “อุปาทาน” ซึ่งมนุษย์เข้าไปยึดมั่นถือมั่นนั้น สลับซับซ้อนและมีความหลากหลายแตกต่างมาก เพราะต่างคนต่างก็รับและปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง ท่านจึงสอนว่าจะก้าวข้ามมันได้ก็ต้องใช้ความรู้ (หรือวิชชา) และการฝึกตนให้มีสติรู้เท่าทัน ไม่ได้สอนให้คนอื่นหรือรัฐเข้าไปควบคุมมันแทนพลเมืองเลย

ตกลงรัฐสับสนเองใช่หรือไม่ คือจะควบคุมอารมณ์ทางเพศของผู้ชาย แต่ผ่าไปควบคุมนมผู้หญิง

ปัญหาก็คือ อารมณ์ทางเพศของผู้ชาย (หรือผู้หญิงก็ตาม) รัฐมีฤทธิ์เดชจากไหนจึงจะควบคุมได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือจะไปควบคุมมันทำไม เพราะมันก็เหมือนอารมณ์หิว, อารมณ์โกรธ, อารมณ์แหย ฯลฯ เกิดๆ ดับๆ ไปในแต่ละวันหรือแต่ละนาที โดยไม่เกิดผลเสียอะไรแก่สังคม

ถ้าจะเกิดผลเสียก็เพราะบางคน บางสถานการณ์ อาจควบคุมอารมณ์นั้นๆ ไม่ได้ เช่น โกรธจนไปฆ่าเขา หรือโลภจนไปขโมยหรือโกงเขา ฯลฯ ดังนั้น เอาเข้าจริงการควบคุมอารมณ์จึงเป็นเรื่องของบุคคล ซึ่งวัฒนธรรมมักกล่อมเกลาให้ผู้คนเรียนรู้กับสิ่งเร้าต่างๆ

แต่คงโง่มากถ้าคิดว่าจะสามารถปิดบังหรือฝังกลบสิ่งเร้าทุกอย่างให้มนุษย์ไม่ได้พานพบเลย เพราะมันทำไม่ได้ แม้แต่ในวัดเองก็ยังมีสิ่งเร้าเต็มไปหมด เพราะอะไรจะเร้าหรือไม่เร้า ไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเอง แต่อยู่ที่อุปาทานของผู้เห็น, ได้ยิน, ได้ชิม, ได้กลิ่น และสัมผัสด้วยอารมณ์

ในสมัยที่ฝรั่งนึกว่าตัวรู้จักเด็กแต่รู้ไม่จริง คือเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19 ฝรั่งไปคิดว่า เด็กควบคุมอารมณ์ทางเพศของตัวไม่ได้ เมื่อเห็นนมผู้หญิงหรืออะไรอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ ดังนั้น จึงต้องปิดบังไม่ให้เด็กได้เห็นหรือสัมผัสเรื่องเหล่านี้ ชนชั้นนำไทยรับความคิดแบบนี้ของฝรั่งมาอย่างเซื่องๆ และพยายามชักจูงจนถึงบังคับควบคุมมิให้ผู้หญิงเผยหน้าอกของตนในที่สาธารณะ ในวัฒนธรรมไทยที่นมผู้หญิงเป็นภาพที่ค่อนข้างสาธารณะอยู่แล้ว

แต่การศึกษาเกี่ยวกับเด็กในระยะหลัง คือตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาพบว่า เด็กก่อนวัยเจริญพันธุ์ (puberty) ไม่ได้มีอารมณ์ทางเพศเหมือนผู้ใหญ่ เช่นภาพอวัยวะเพศก็ตาม หรือภาพการเสพกามก็ตาม ไม่ได้ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศเท่ากับเกิดความอยากรู้อยากเห็น เหมือนที่เด็กมักอยากรู้อยากเห็นกับอะไรอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน

พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีอันตรายอะไรที่เด็กก่อนวัยเจริญพันธุ์จะดูหนังโป๊ ยกเว้นแต่การรับเอาทัศนคติทางเพศที่ผิดๆ จากหนังโป๊เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้จะพูดถึงข้างหน้า แต่ที่เคยคิดว่า ถ้าเด็กถูกเผยให้เห็นหรือรู้เกี่ยวกับการร่วมเพศแล้ว เด็กจะหมกมุ่นแต่เรื่องนี้จนไม่สนใจอะไรอีกเลยนั้นไม่จริง

…นั่นมันมึง ไม่ใช่เด็ก

ส่วนหนังโป๊จะทำอันตรายอะไรแก่ผู้ใหญ่หรือไม่ คำตอบคือ ในผู้ใหญ่ปรกติก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้ตอบสนองความรู้สึกทางเพศของตน แต่ในบางคนที่เผชิญสิ่งเร้าแล้ว ไม่อาจควบคุมตัวเองได้จนไปปลุกปล้ำหรือทำอนาจารคนอื่น ถึงแม้มีจริง ก็เป็นจำนวนน้อยมาก อีกทั้งเราไม่สามารถควบคุมสิ่งเร้าได้หมด เพราะอะไรเร้าไม่เร้าแก่ใครอย่างไร เป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐดังที่กล่าวข้างต้น

ยิ่งไปกว่านี้ งานวิจัยที่ศึกษาอาชญากรทางกามในสหรัฐหลายครั้งและหลายที่พบตรงกันว่า เหล่าผู้ต้องโทษในคดีประเภทนี้กลับเป็นคนที่ไม่ค่อยเสพสิ่งเร้าอารมณ์ทางเพศเท่าคนปรกติด้วย เช่นไม่ค่อยดูหนังโป๊ ไม่ค่อยอ่านหนังสือโป๊ ฯลฯ

แม้กระนั้น กามารมณ์ก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกปิดบังอำพรางกันในหลายสังคมสืบต่อมา และการควบคุมอารมณ์ทางเพศกลายเป็นภารกิจของรัฐไป โดยเฉพาะในรัฐเผด็จการของโลกสมัยใหม่

แต่อย่าคิดนะครับว่า รัฐขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกามารมณ์ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ค้นพบในโลกตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาเมืองไทยเสียยิ่งกว่าความรู้เรื่องกามารมณ์สมัยวิกตอเรียนหลั่งไหลเข้าสู่สยามในสมัย ร.5 เสียอีก ด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงเชื่อว่ารัฐส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่า วัสดุเร้าอารมณ์ทางเพศทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในหนัง, ภาพนิ่ง, เพลง หรืออะไรอื่นก็ตาม หาได้มีอันตรายต่อส่วนรวมแต่อย่างไร อย่างน้อยคุณสมบัติเร้าอารมณ์ของสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เหตุสำคัญ

แต่อำนาจรัฐในการควบคุมพื้นที่อันเป็นส่วนตัวของพลเมืองแทบจะไม่มีเหลือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนา, การแต่งกาย, การเลือกคู่, ประเภทของภาษาที่ใช้สื่อสารกัน, งานฉลอง ฯลฯ เหลืออยู่อย่างเดียวคือกิจกรรมทางกามารมณ์ ที่รัฐอาจอ้าง “ศีลธรรมอันดี” เพื่อรักษาอำนาจแทรกแซงของตนไว้ได้

หนังโป๊คือด่านสุดท้ายของรัฐในการใช้อำนาจลิดรอนเสรีภาพของพลเมืองได้อย่างไม่ต้องมีเหตุผลครับ

ผมไม่ได้หมายความว่าหนังโป๊นั้นดีเลิศประเสริฐศรี แท้จริงแล้วหนังโป๊ที่ฉายๆ กันอยู่เวลานี้ ส่วนใหญ่แล้วตื้นเขิน ซ้ำหากดูโดยไม่ระวัง ยังอาจรับเอาทัศนคติเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ที่แย่มากสองอย่างมายึดถือ ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวด้วย

ทัศนคติที่แย่มากสองอย่างนั้นก็คือ อย่างแรก เพศสัมพันธ์มีขึ้นเพียงเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ความใคร่ของมนุษย์เท่านั้น ไม่มีใครปฏิเสธว่านั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของเพศสัมพันธ์แน่ แต่เพศสัมพันธ์ที่เป็นจริงในโลกซึ่งมนุษย์มีต่อกันนั้น ยังมีส่วนอื่นนอกเหนือจากความใคร่อีกหลายอย่าง และมีความสำคัญแก่มนุษย์ไม่น้อยไปกว่าความใคร่ด้วย เช่น เพศสัมพันธ์คือการแสดงความรักต่อกัน คือจังหวะเวลาที่แต่ละฝ่ายรู้สึกได้ปลดเปลื้อง “ตัวตน” ทางสังคมที่ต้องแบกไว้อย่างวางไม่ลงตลอดมา คือบางช่วงเวลาที่ประสาทสัมผัสทุกด้านถูกใช้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นแสง, สี, กลิ่น, เสียง และอารมณ์ความรู้สึก และอะไรอื่นอีกหลายอย่างนอกจากการระบายความใคร่

หนังโป๊ปฏิบัติต่อเพศสัมพันธ์อย่างคับแคบและตื้นเขิน จนแทบจะกลายเป็นวัตถุระบายความใคร่ (เช่น ตุ๊กตายาง หรือดิลโด้) ไปอีกอย่างหนึ่ง

อย่างที่สองก็คือ หนังโป๊มักเสนอตัวละครหญิงให้ไม่เป็นอะไรอื่นอีกเลยนอกจากวัตถุทางเพศ ซึ่งมีไว้เพื่อตอบสนองความใคร่ของฝ่ายชาย (ฉะนั้น ในทางตรงกันข้าม ผู้ชายก็ไม่เป็นอะไรอื่นอีกเลยนอกจากหุ่นยนต์ที่อัดความใคร่ไว้แน่น) แม้จะดูสนุกดี แต่หากไม่คอยเตือนตัวเองให้ดี หนังโป๊ปลูกฝังทัศนะเหยียดเพศไว้อย่างลึกและแน่นมาก

ในทำนองเดียวกับทัศนคติของคนจำนวนมาก (ทั้งที่ดูและไม่ดูหนังโป๊) ซึ่งเคยชินที่จะนิยามผู้คนในเพศทางเลือกตามรสนิยมทางกามารมณ์เพียงอย่างเดียว จนลืมไปว่า คนในเพศทางเลือกก็เหมือนคนอื่นๆ คือมีกามารมณ์เป็นเพียงส่วนเดียวของชีวิต เขายังมีอะไรอื่นๆ อีกมากที่ทำให้เขาเป็นตัวเขา เช่น เขาอาจเป็นนักธุรกิจ, นักวิชาการ, หรือช่างตัดผมก็ได้ อาจชอบดูหนังฟังเพลงเฉพาะชนิดบางอย่าง และอาจ ฯลฯ เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีรสนิยมทางเพศที่แตกต่างเฉพาะตัวเหมือนกัน หาได้ “ตรง” หรือ straight เป๊ะเหมือนกันทุกคนไม่

แต่แม้หนังโป๊อาจสร้างทัศนคติผิดๆ เกี่ยวกับกามารมณ์และคุณค่าของมนุษย์ เราก็ไม่ควรยกอำนาจควบคุมมันให้อยู่ในมือของรัฐ เพราะนอกจากรัฐจะไม่เคยทำได้สำเร็จแล้ว รัฐยังใช้มาตรฐานการควบคุมที่คลุมเครือไม่ชัดเจน เพื่อทำให้เกิดอำนาจในการใช้วินิจฉัยส่วนตน (เช่น “ศีลธรรมอันดี” หมายถึงอะไร?)

ผู้ที่ควบคุมมันได้ดีที่สุดคือตัวเราเองหลายๆ คน หรือสังคมนั่นเอง เราควรช่วยกันสร้างสำนึกให้ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เข้าใจว่าหนังโป๊สอดแทรกทัศนคติที่ผิดๆ อย่างไร แต่ใครที่ยังอยากดูหนังโป๊เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ทางเพศของตนก็เชิญดูเลย เพียงแต่มีสติรู้ว่าหนังโป๊ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของเพศสัมพันธ์และเพศสภาพ

ในที่สุดก็จะเกิด “ตลาด” (หรืออุปสงค์ที่กว้างใหญ่) ของหนังโป๊คุณภาพ คือหนังที่ตอบสนองอารมณ์ทางเพศได้ไปพร้อมกันกับทำให้เราเข้าถึงความซับซ้อนของเพศสัมพันธ์และเพศสภาพของมนุษย์ ซึ่งแม้จะมีความหลากหลายอย่างไร ก็มีความซับซ้อนในตัวเองมากกว่าระบายความใคร่ล้วนๆ ผู้ผลิตหนังโป๊คุณภาพก็จะทำเงินได้มาก ในขณะที่ผู้ผลิตหนังโป๊ไร้คุณภาพก็ทำเงินได้น้อยหรือไม่ได้เลย ในที่สุดหนังโป๊ไร้คุณภาพก็จะร่อยหรอหรือถึงหมดไปในตลาดเอง

เป็นการควบคุมหนังโป๊ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่ายกอำนาจให้แก่รัฐอย่างเทียบกันไม่ได้

ผลร้ายที่สุดของการปล่อยให้รัฐควบคุมนมผู้หญิงก็คือ รัฐจะใช้ภาระอันนี้ในการควบคุมอะไรอื่นๆ ของพลเมืองเพิ่มขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากมาตรฐานที่คลุมเครือ เช่น “ศีลธรรมอันดี” รัฐก็จะสร้างมาตรฐานคลุมเครืออย่างนี้ขึ้นมาใช้ควบคุมพลเมืองของตนต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด เช่น “ความสงบเรียบร้อย”, “ความมั่นคง”, “ความสามัคคี”, “การจาบจ้วง, “ความจงรักภักดี” และ ฯลฯ

หากสักวันหนึ่ง “ราษฎร” จะมีอำนาจในการกำหนดชีวิตของตนเองได้จริง เราควรดึงเอาอำนาจ “เซ็นเซอร์” ทุกชนิดออกจากมือของรัฐให้หมด

เพราะเสรีภาพในการแสดงออกอย่างไม่จำกัดเช่นนี้ต่างหาก ที่ของไร้คุณภาพจะถูกขจัดออกไป และของมีคุณภาพจะมีโอกาสงอกเงยและขยายตัวขึ้นได้

บทความก่อนหน้านี้ธงทอง จันทรางศุ | “หลง” ในทุ่งลาเวนเดอร์
บทความถัดไป‘จอน’ คาด ร่างไอลอว์ถูกตีตก ชี้ วันนี้ถ้าสภาส่วนหนึ่งไม่ตื่นตัวจะทำสถานการณ์แย่