การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ จึงเมื่อแสงแดดส่องท้องถนน

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

…อันขี้กูกูขี้อยู่นี่แน่ะ

ความฉ่ำแฉะย้อยก้นจนเกินเบี่ยง

หยุดได้แล้วกูหนอต้องพอเพียง

หยุดหลบเลี่ยงความจริงสิ่งต้องเช็ด…

 

ตัดสินใจต้องกลับจับรถจาก

รู้ว่ายากแต่ควรบ้วนให้เสร็จ

อมพะนำต่ำตกอยู่หมกเม็ด

ย่อมจะเล็ดคราบเปื้อนไม่เลือนรา

 

มองดูห้องรองรับสำหรับพัก

อดหน่วงหนักไม่ได้ให้รู้สา

ยิ่งคะนึงถึงแววในแก้วตา

มากน้อยให้ใจปร่าว่ากูเลว

 

แต่จะอยู่ต่อไปอย่างไรเล่า

ทุกช่วงเช้าจะดั่งนั่งขอบเหว

ตกกลางคืนชื่นในร้อนไฟเปลว

ยิ่งเลวเกวกว่านี้ทุกทีไป

 

เขารักมึงถึงเจียนเพียรยอมหมด

มึงจะกดหัวฆ่าหาควรไม่

ต่อมิเสียเนื้อเลือดก็เชือดใจ

แล้วจะอยู่อย่างไรเยี่ยงมนุษย์

 

ตัดสินใจเก็บผ้าอ้าถุงจัด

เพียงสมบัติมากค่าแค่สมุด

ม้วนพับผ้าที่มีไม่กี่ชุด

พลันเสียงทักยักยุดเข้าฉุดมือ

 

“จะไปไหนหรือพี่! นี่! อะไร!”

สั่นสะท้านอยู่ในสายตาซื่อ

“เธอ…จะทิ้งขว้างกันเหมือนฉันคือ…

ของเทรื้อแหว่งวิ่นสิ้นราคา?!”

 

“ฉันต้องไปแล้วล่ะจะไปก่อน

ขอบคุณเรื่องพักนอนวันก่อนหน้า”

สิ้นคำพูดร่วงหล่นพ้นปากมา

อีกฝ่ายสายน้ำตาก็พร่านอง

 

เหมือนถูกแทงด้วยเข็มเต็มเนื้อนิ่ง

อกแกว่งกลิ้งอึดอัดหนอนยัดหนอง

แลมือจิกริกสั่นกลั่นคำกรอง

“…เธอไม่ต้องการฉัน…เท่านั้นสินะ”

 

“ขอโทษนะ” พูดไปได้เพียงแผ่ว

ชัดเจนแล้วตัวเป็นเช่นสวะ

“เธอจะได้อยู่กินสิ้นภาระ

ไม่ตกขละตกเขละเละเทะไป

 

เป็นคนดีมีเกียรติไม่เครียดเคร่ง

เป็นคนเก่งคนกล้าเดินหน้าได้…”

“…พอแล้วพี่! ที่ตอบขอขอบใจ!

ซึ้งเพียงใดเธอมันแน่…แน่จริงจริง!”

 

“ขอโทษนะ…” อีกคำย้ำอีกคราว

“ทุกเรื่องราวทำไปในทุกสิ่ง

ขอบคุณเคยเป็นหลักให้พักพิง

ฉันเพียงสิ่งผ่านมาคนน่าชัง…”

 

มีนัยน์ตาฝ้าหม่นด้วยฝนหยาด

และคมบาดแสงฟ้าโถมถะถั่ง

แต่ดั่งนกต้องไปแม้ไร้รัง

โดยลำพังเท่าที่มีหัวใจ

 

กูโขยกโขกเด้าจนเขาซีด

ใช้รักรีดเลือดเอาเมื่อเขาให้

ทั้งทั้งที่อดสูรู้แก่ใจ

เวรกรรมใดย่อมฟั่นพ่วงพันคอ

 

แต่ตกอับจะกลับเรือนก็เหมือนหมา

ปลงใจว่าอย่างไรต้องไปต่อ

อาจจะดีที่ใครไม่ต้องรอ

เลิกชะลอลักลั่นฝันลมลม

 

จึงก้าวห่างทางโค้งสู่โล่งแจ้ง

สู่แดดแรงเจิดจ้าชโลมผม

กลืนน้ำลายคล้ายหินบิ่นแง่งคม

พลางจ่อมจมร้อยกรองท่องเล่นไป

 

ระลึกกลอนตอนพิมทิ่มขุนช้าง

ว่าพิศหางหัวหูดูไม่ได้

แต่จริงแล้วแก้วเณรผู้เจนใจ

กลับชั่วในสันดานมานานเอย

 

[…จึงเรียกข้าด่าเปรียบประจาน (1)

แนะอ้ายผลหัวล้านไปไหนเหวย

ยกยศเย่อหยิ่งกระไรเลย

ดอกเตยหรือจะเย้ยพะยอมไพร

 

จองหองเอาเงินมาอวดอึง

แม่มึงกูหาปรารถนาไม่

ขี้เกียจการงานนี่สุดใจ

น้ำท่าโอ่งไหไม่นำพา

 

อ้ายเจ้าชู้จอมปลอมกระหม่อมบาง

ลอยชายลากหางเที่ยวเกี้ยวหมา

ลักจนชั้นแป้งน้ำมันทา

หย่งหน้าสองแคมเหมือนหางเปีย

 

หมามันเกิดชิงหมาเกิด

มึงไปตายเสียเถิดอ้ายห้าเบี้ย

หน้าตาเช่นนี้หรือจะมีเมีย

อ้ายมะม่วงหมาเลียไม่เจียมใจ

 

เหมือนแมงป่องอวดอิทธิ์ว่าฤทธิ์สุด

จะแข่งครุฑข้ามอ่าวทะเลไหล

ก้อนเส้าหรือจะเท่าเมรุไกร

หิ่งห้อยไพรหรือจะแข่งพระสุริยง

 

ชาติชั่วดุจดังนกตะกรุม

อาจอุ้มอิงแอบกับองค์หงส์

เขาสิปองเล่นมุจลินท์ลง

ตัวสิจงไปด้วยจิตรทะนงใจ…]

 

นั่นนางพิมทิ่มแทงแสร้งกระทบ

หากขุนข้างกลับสบอารมณ์ได้

ตัวฟังผิดติดพันกลายมั่นใจ

เข้านบไหว้กราบกรานผู้มารดา

 

โอ้โลกนี้มีคนผจญเศร้า

เพราะหลงเงาหลงยศปรากฏหน้า

หวังประนีประนอมยอมหรี่ตา

เพียงนึกว่าวันหนึ่งเขาพึงรัก

 

ถูกแน่แล้วตัวกูไม่อยู่นั่น

ให้ถึงวันเรือนชานกระดานหัก

จากศรัทธาลาแรงเป็นแช่งชัก

จะเจ็บนักกว่านี้หลายปีเดือน

 

จึงเมื่อแสงแดดส่องท้องถนน

ก็ย่างตีนเหยียบบนใบไม้เกลื่อน

วะวิบวิบรับเงามาเย้าเยือน

พลันฟ้าเหมือนแว่บฉายประกายรุ้ง

——————————————————————————————————-
(1) จากเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ

บทความก่อนหน้านี้ความเป็นคนว่าง่าย กับ สูตรสำเร็จในชีวิตตามหลักพุทธศาสนา
บทความถัดไป‘เพื่อไทย’ เตรียมขนทีมปราศรัยชุดใหญ่ ลงช่วยผู้สมัครนายกอบจ.ทั่วประเทศ