ถามตรงๆ ตอบเบี้ยวๆ | มนัส สัตยารักษ์

มนัส สัตยารักษ์

เดิมรายการทีวี “ถามตรงๆ กับจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์” แพร่ภาพที่ช่องหมายเลข 22 ของ “เนชั่นทีวี” ก่อนจะย้ายมาออกรายการที่ช่อง 32 ของ “ไทยรัฐ” (ในชื่อรายการเดิม) จำได้ว่า จอมขวัญได้ขออนุญาตสุทธิชัย หยุ่น ที่ตอนนั้นยังเป็นบิ๊กบอสของเดอะ เนชั่นอยู่ แต่ความที่ผมอายุมากจึงไม่แน่ใจว่าการขออนุญาตนี้ทำในหน้ากระดาษ นสพ.เดอะ เนชั่น หรือในห้องส่งทีวี หรือในสื่อโซเชียล

จำได้แต่ว่าสุทธิชัยตอบอนุญาตอย่างอารมณ์ดี แล้วถามกลับ (หรือพูดคุยหรือนินทา) ทำนองว่า “รายได้ดีกว่าที่นี่ด้วยใช่ไหม?”

เป็นเหตุการณ์โบราณราวปี-สองปีมาแล้ว จึงเขียนแบบคลับคล้ายคลับคลา

เวลาผ่านไปรวดเร็ว สอง-สามวันก่อนที่เพิ่งผ่านมา ช่อง 22 มีรายการแถลงข่าวและตอบคำถามเรื่องทีมข่าวหรือผู้ดำเนินรายการหรือพนักงาน “ลาออก” และเปลี่ยนผู้บริหาร (ซีอีโอ) หรือเพื่อทำบาลานซ์ของข่าว ประมาณนี้แหละ

ผมไม่ได้สนใจการแถลงข่าวเท่าใดนักเพราะไม่ได้เกาะติดเป็นแฟนประจำ ไม่ว่าจะรายการไหนของทีวีช่องใดมาก่อน แต่ก็ให้นึกชม “การคาดการณ์ไกลและถูกต้อง” ของคุณจอมขวัญ!

ตามไปดูรายการ “ถามตรงๆ” บ้างเป็นบางวาระ ตามประสาคนชอบกดรีโมตเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ห่างรายการนี้โดยไม่ตั้งใจ ไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่ยอมรับว่ารำคาญที่ช่อง 32 มีซับไตเติลตลอดเวลาจากผู้ชมทางบ้านแย่งกันรายงาน

“ชมอยู่ที่…ชัดเจนดี…” ทำให้เสียสมาธิและสับสน

จนกระทั่งมีเสียงฮือฮาเกรียวกราวมาจากทุกสื่อในวันที่ “ถามตรงๆ” จัดให้ “อุ๊ หฤทัย” หรือหฤทัย ม่วงบุญศรี ศิลปิน-นักร้อง โต้กับ “ไผ่ ดาวดิน” หรือจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักศึกษาแนวร่วมเยาวชนปลดแอก ในหัวข้อ “ไขทางออก วิกฤตการเมืองไทย” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาในสังคม

เสียงฮือฮาเกรียวกราวดังมาจากคอมเมนต์ที่กองเชียร์ของทุกฝ่ายพากันวิพากษ์วิจารณ์และด่าทอฝ่ายตรงกันข้าม รวมทั้งต่อว่าจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ผู้ดำเนินรายการด้วย

ย้อนไปดูคลิปรายการ “ถามตรงๆ” ที่แอดมินใช้คำว่า “โต้เดือด” เป็นการบอกคุณลักษณะของคลิปรายการ เมื่อดูแต่ต้นจนจบผมก็พบว่า “ภาพลักษณ์” กับ “ภาพจริง” ของทั้ง 2 ฝ่ายผิดคาดกันมาก ไผ่ ดาวดิน ซึ่งเคยถูกควบคุมตัวและถูกคุมขังในเรือนจำจากการเคลื่อนไหวหลังรัฐประหาร (22 พฤษภาคม 2557) ที่ภาพจริงเป็นแค่นักศึกษาที่เรียบร้อย ไม่มีวาจาก้าวร้าวแม้แต่น้อย

ส่วนคนที่ “โต้เดือด” คืออุ๊ หฤทัย ซึ่งเมื่อพูดถึงพฤติกรรม “จาบจ้วงสถาบัน” ของฝ่ายปลดแอกแล้วอุ๊เกิดอาการ “ของขึ้น” จนเบรกอารมณ์ไว้ไม่อยู่

ผมเข้าใจอุ๊ หฤทัย ในจุดนี้ แต่ขณะเดียวกันก็เห็นใจไผ่ ดาวดินเช่นกัน เพราะว่าผมไม่เคยเห็นไผ่จาบจ้วงใครมาก่อน

อย่างไรก็ตาม มีภาพที่ไผ่ยกมือไหว้อุ๊ในฐานะที่อุ๊อยู่ในวัยสูงกว่า และอุ๊จับมือไผ่เหมือนจะคอยปรามไม่ให้ไผ่ทำลายจิตใจคนไทยด้วยกัน

ภาพนี้เป็นเพียงภาพนอกรายการและไม่มีเสียง ไม่อาจยืนยันได้ว่านี่คือภาพแห่งอนาคตของความปรองดองและสมานฉันท์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้สบายใจขึ้นมาระดับหนึ่ง

เพื่อให้เกิด “ความรอบด้าน” ผมตะลุยย้อนไปดูคลิปรายการ “ถามตรงๆ” ก่อน “อุ๊กับไผ่” อีก 3-4 คลิป พบว่าจอมขวัญจัดแบบดีเบตอย่างที่เคยจัด ระหว่างเสียงของฝ่ายรัฐบาลฟากหนึ่งกับเสียงของฝ่ายม็อบอีกฟากหนึ่ง

แล้วผมเตรียมตัวฟังเสียงก้าวร้าวหยาบคายจากคนรุ่นใหม่อย่างที่เคยเห็นในข่าวหรือในสื่อโซเชียล

แต่ผิดคาด เช่นเดียวกับที่ผิดคาดกับไผ่ ดาวดิน กล่าวคือ ฝ่ายเยาวชนดูเหมือนจะทันเกม พวกเขาไม่ได้พูดถึงสถาบันและข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันแม้แต่น้อย

คงมีแต่ฝ่ายรัฐบาลที่พยายามจะยกเรื่องสถาบันขึ้นมาพูด จนแม้เมื่อจอมขวัญโบกมือห้ามก็ไม่หยุด ทำให้อยากจะเปลี่ยนชื่อรายการนี้ว่า “ไม่ได้ถาม แต่ดันตอบ” เสียจริงๆ

ทุกคนเข้าใจดีว่า ผู้ดีเบตฝั่งรัฐบาลล้วนแต่อยู่ในฐานะ “ลิ่วล้อ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นเป้าหลักของวิกฤตม็อบครั้งนี้ การที่พวกเขาพูดเน้นเรื่องนี้มากเกินไปทำให้ผู้ฟังพอจะเดาได้ว่า พวกเขากำลังอาศัยสถาบันเพื่อความชอบธรรมที่จะต่อต้านหรือทำลายล้างม็อบ

ผมอาจจะลำเอียงที่รังเกียจลิ่วล้อ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่นาทีแรก ที่มักจะพูดให้เห็นความสำคัญของตนเองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นกรรมาธิการคณะนั้นคณะนี้

และเมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายเยาวชนพูดบ้าง ลิ่วล้อก็จะใช้ภาษากายที่ใครก็อ่านออกว่า เขากำลังดูหมิ่นและเหยียดหยามฝ่ายตรงกันข้ามในภาวะอ่อนเยาว์และไม่มีตำแหน่งแห่งหน

มันทำให้คนดูทีวีรู้สึกหงุดหงิดไปจนถึงเกลียดชัง ความเกลียดชังลามไปจนถึงตัวนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ประสงค์จะให้ภาพของตัวเองดูดีขึ้น นอกจากจะห้ามลิ่วล้อไม่ให้ก้าวร้าวผู้สูงวัยแล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะต้องห้ามไม่ให้มาดีเบตกับคนเยาว์วัยที่ฉลาดกว่าด้วย

ตกดึกวันที่ 10 พฤศจิกายน เปิดทีวีเจอรายการ “ถามตรงๆ” โดยไม่ได้ตั้งใจ พบว่าเป็นการพูดคุยแสดงความคิดเห็นและปรับทุกข์ถึงปัญหาและอุปสรรคข้อขัดข้องมากกว่าการดีเบตอย่างโต้วาที

เป็นภาพที่มีบรรยากาศแปลกตาของรายการนี้ เสียดายที่ไม่ได้รวบรวมข้อคิดเห็นมาเล่าสู่กันฟัง แต่อย่างน้อยก็ได้ข้อคิดว่า ทำไมเราไม่คุยกันก่อนที่จะมีการชุมนุมประท้วง และทำไมเราไม่หาทางออกกันก่อนที่จะเกิดทางตัน?

ฝ่ายรัฐคือ ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม วุฒิสมาชิก ฝ่ายค้านคือ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญ…ส่อแววยืดเยื้อ?”

ทั้งคู่ดูภูมิฐาน สุภาพ น่าเชื่อถือ ยังอยู่ในวัยหนุ่มและคงจะวางตัวแบบโลว์โปรไฟล์ เพราะผมไม่เคยพบภาพของเขาในจอเล็กๆ ของมือถือมาก่อน

ภาพในรายการ “ถามตรงๆ” ในหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญ…ส่อแววยืดเยื้อ?” แม้จะสรุปได้ว่า “ยืดเยื้อ” แต่เราก็รู้สึกว่ายังมีความหวังในทางบวก

ความแตกต่างกันมากมายระหว่างเยาวชนปลดแอกบนถนนกับเยาวชนปลดแอกในห้องส่ง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า พวกเขาเป็นคนละเผ่าพันธุ์หรือคนละสายพันธุ์กัน เพียงแต่มี “จุดร่วม” ตรงกันบางจุดเท่านั้น

หรืออีกนัยหนึ่ง พวกเขาต่างเป็นสุดยอดนักแสดง เมื่อเป็นแกนนำม็อบอยู่กลางถนนเขาสามารถแสดงเป็น “ฮีโร่” ที่วาจาก้าวร้าว หยาบคาย จาบจ้วงอย่างไรก็ได้ แต่เมื่ออยู่ในห้องส่ง แม้จะถูกฝ่ายตรงกันข้ามแสดงอาการกวนอวัยวะเบื้องต่ำขนาดไหนเขาก็แสดงท่าทีทนได้เช่นกัน

ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อการต่อสู้ถึงขั้น “แตกหัก” พวกเขาจะไม่สามารถรวมกันได้

ดังนั้น ทางฝ่ายรัฐหรือตำรวจก็ไม่ควรมีความคิดแบบ “เหมารวม” และผู้ฟังหรือผู้ชมทางบ้านควรแยกให้ออก

จะอย่างไรก็ตาม ในวง “กรรมการสมานฉันท์” ที่สถาบันพระปกเกล้าออกแบบมาให้ประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย นั้น

ผมยังหวังที่จะเห็นท่านอานันท์ ปันยารชุน และพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม ทำหน้าที่เป็นคนกลาง 2 วัย 2 ภาษา หรือนัยหนึ่งเป็น “ล่าม” ที่คอยแปลความหมายให้สองฝ่ายเข้าใจกันและพูดเป็นภาษาเดียวกัน

บทความก่อนหน้านี้ต่างประเทศอินโดจีน : ความกลัวที่เวียดนาม
บทความถัดไปกรมอนามัย จับมือภาคี จ่อชงลดหย่อนภาษีผู้มีบุตรยาก หวังเข้าถึงสิทธิรักษา