ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต/’MG HS PHEV’ เขย่าตลาด ‘ปลั๊ก-อิน ไฮบริด’ ราคาน่าสน

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต [email protected]

‘MG HS PHEV’ เขย่าตลาด

‘ปลั๊ก-อิน ไฮบริด’ ราคาน่าสน

มาแพ็กคู่ตลอดสำหรับค่าย “เอ็มจี” เพราะหลังจากทำคลอด “MG HS” เอสยูวีขนาดกลางออกมาทำตลาดและได้รับความนิยมพอสมควร เนื่องจากรูปร่างหน้าตาได้กลิ่นรถยุโรป

ก่อนส่ง “MG HS PHEV” รถยนต์อเนกประสงค์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด มาเป็นอีกทางเลือก

โดยก่อนหน้านี้ เอ็มจีอวดโฉมรถเอสยูวีขนาดเล็ก “MG ZS EV” รถไฟฟ้า 100% ออกมาเมื่อปีที่แล้ว

แต่ไม่แน่ใจว่า ด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับสถานีชาร์จในเมืองไทยที่ยังไม่ทั่วถึงนัก

ทำให้ในรุ่น “MG HS” จึงส่งคู่แฝด “MG HS PHEV” แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด ลูกผสมไฟฟ้า-น้ำมันมาทำตลาดแทนที่จะเป็นรถไฟฟ้า 100%

 

หน้าตาภายนอก เน้นเส้นสายโค้งมน กระจังหน้าเอกลักษณ์เฉพาะแบบ Stellar Magnetic Field ไฟหน้า LED Projector พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ไฟท้าย LED Space Light Field

ไฟเลี้ยวแบบ Sequential ที่แสดงผลแบบไล่ระดับทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ในสไตล์ Thunder Wing Blade ขนาด 18 นิ้ว

ห้องโดยสารตกแต่งแบบทูโทน 2-Tone Monaco Blue วัสดุ Soft Touch เบาะหนังคู่หน้าแบบ Sport Bucket Seat ตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง

จอแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว และจอควบคุมกลางแบบทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว ระบบเสียง BOSE 8.1 Sound System พร้อมสร้างบรรยากาศและสีสันให้กับการขับขี่ด้วย Interactive Ambient Light ที่สามารถปรับเฉดสีได้มากถึง 64 เฉดสี

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ระบบกุญแจรีโมตอัจฉริยะ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start และฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน

ฟิล์มกันเสียงและแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ตัดเสียงรบกวนภายนอก หลังคาซันรูฟที่เปิดกว้างแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) บนพื้นที่เกือบ 90% ของพื้นที่หลังคา

 

ไม่พลาดกับเอกลักษณ์เฉพาะของค่ายนี้กับระบบปฏิบัติการ i-SMART ด้วยเทคโนโลยี AI ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ขับขี่ด้วย Smart Command สามารถสั่งการระบบผ่านคำสั่งเสียงภาษาไทย หรือควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านสมาร์ตโฟน

พร้อมยกระดับความสมาร์ตเพื่อความปลอดภัยด้วย Emergency Call ซึ่งเป็นระบบโทร.หาคนสำคัญอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

Smart Connect เชื่อมต่อโลกออนไลน์ เลือกฟังเพลงได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และสตรีมมิ่ง ค้นหาร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว พร้อมนำทาง และรายงานการจราจรแบบ Real Time

สามารถอัพเกรดระบบได้เองผ่านช่องทางออนไลน์ Smart Check ที่มีระบบ Charging Management ในการตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ และการค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้า

รวมถึงการตรวจสอบสถานะรถยนต์และเตือนเมื่อมีสถานะผิดปกติ สั่งการล็อกหรือปลดล็อกประตูรถ ค้นหารถด้วยระบบ Find My Car และการเข้าถึงบริการ Passion Service ของเอ็มจี ช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

 

ขับเคลื่อนด้วยระบบ Plug-in Hybrid ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่มาพร้อมนวัตกรรม Hairpin Design พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาดใหญ่ 16.6 kWh ให้กำลังสูงสุด 284 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร

แบ่งเป็นพลังของเครื่องยนต์เบนซิน ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร

ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ EDU II – 10 Speeds พัฒนาใหม่ใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์เพียง 0.2 วินาที ตอบสนองได้อย่างทันใจ และเพิ่มความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น

ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 7.5 วินาที

มีรูปแบบการขับขี่ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Normal โหมด Eco โหมด EV และโหมด Sport เสริมด้วยปุ่ม Super Sport

เลือกขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้ไกลสูงสุดถึง 67 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

มาพร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) โดยเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ ทำให้ NEW MG HS PHEV มีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 65 กิโลเมตร/ลิตร

ช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension เสริมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัต/เหล็กกันโคลง ด้านหลังมัลติลิงก์/เหล็กกันโคลง

 

ระบบความปลอดภัย จัดเต็มทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย (Full Space Frame) และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System กว่า 25 ระบบ

แบ่งออกเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรก และช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ จำนวน 14 ระบบ

และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) หรือระบบช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 11 ระบบ

อาทิ ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา RDA (Rear Drive Assist)

ช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)

ช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)

ช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

ช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

 

กลุ่มระบบเตือนและควบคุมให้รถอยู่ในเลน LAS (Lane Assist System)

ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)

ช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)

ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)

กลุ่มระบบที่ช่วยในการขับขี่ FDA (Front Drive Assist)

ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)

ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)

ช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)

นอกจากนี้ ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัย 6 จุด กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) ฯลฯ

มีให้เลือก 3 สี ขาว ดำ และแดง ขณะที่ราคาถือว่าตั้งมาได้เร้าใจอยู่ที่ 1,359,000 บาท เมื่อเทียบกับตัวเครื่องยนต์สันดาปภายใน ราคาเริ่มต้น 919,000-1,119,000 ล้านบาท

บทความก่อนหน้านี้ศัลยา ประชาชาติ : หุ้นคึก ได้ปัจจัยบวก 2 เด้ง “ไบเดน” ชนะ-วัคซีนโควิดมาแล้ว หนุนความเชื่อมั่นระยะสั้นพุ่ง
บทความถัดไปยอมใจแม่ “ทราย อินทิรา” ทวิตให้ชาวเน็ตกระดมทุนช่วย ลุงกปปส.ที่ถูกตัวเองฟ้อง