วิรัตน์ แสงทองคำ : ช่วงเวลา เอสซีจีพี

วิรัตน์ แสงทองคำviratts.wordpress.com

ทําไมเอสซีจีพี กิจการในเครือข่ายธุรกิจเก่าแก่ จึงเดินหน้าเข้าตลาดหุ้นในช่วงเวลาอันประหวั่นพรั่นพรึง

เชื่อว่าคงจะมีหลายคนตั้งคำถามทำนองนั้น

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP หลักทรัพย์กำลังเตรียมเข้า IPO (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2563) โดยได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ อย่างครบถ้วน ไม่ว่ากำหนดราคาหุ้นขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO (Initial Public Offering) ผ่านช่วงเวลาเสนอขายหุ้น (28 กันยายน-7 ตุลาคม 2563) ไปแล้ว

เชื่อว่าเมื่อข้อเขียนตีพิมพ์ SCGP คงเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นแล้ว และคงพอมองเห็นภาพราคาหุ้นในวันแรกๆ

เชื่อว่านักลงทุนหรือผู้คนทั่วไปคาดหมายกันว่าคงจะออกมาดี อย่างน้อยไม่น่าจะเป็นไป เช่น กิจการเครือข่ายธุรกิจใหญ่ที่เคยประสบในช่วงผ่านๆ มา (ดังที่สรุปไว้ในข้อเขียนชิ้นก่อนหน้า)

ทั้งนี้ เป็นความเชื่อมั่นจากข้อมูลพื้นฐานความเป็นไปทางธุรกิจที่เป็นจริง

“บริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการโซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 สายธุรกิจหลัก คือ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง” ข้อมูลอย่างย่อว่าด้วยประเภทธุรกิจ

ที่สำคัญมีฐานะอยู่ในเครือข่ายธุรกิจของเอสซีจี กิจการเก่าแก่กว่าศตวรรษ เชื่อมั่นกันว่ามีรากฐานมั่นคง เมื่อมองผ่านผู้ถือหุ้นใหญ่

ทั้งนี้ เอสซีจีในนามบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นด้วย ดังนั้น SCGP ได้นำเสนอความชัดเจนในประเด็นสำคัญไว้ โดยเน้นว่า เอสซีจี “จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทเช่นเดิม โดยบริษัทจะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน”

คาดกันว่าภายใต้กระบวนการ IPO ครั้งนี้ SCGP จะได้เงินสดอยู่ในมือราวๆ 40,000 ล้านบาท

“บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปใช้ขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยวางแผนขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมุ่งนำเสนอบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งมุ่งคิดค้นและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่”

ผู้บริหารคนหนึ่งของ SCGP แถลงอย่างคร่าวๆ ซึ่งสะท้อนแผนการธุรกิจเชิงรุกไว้ด้วย (เมื่อ 8 ตุลาคม 2563)

 

มองอีกแง่หนึ่ง ความเป็นไปของ SCGP ย่อมเชื่อมโยงโดยตรงกับเอสซีจี

เอสซีจี ยุครุ่งโรจน์ รังสิโยภาส เป็นซีอีโอ (2559-ปัจจุบัน) มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจ ทำผลงานช่วงแรกไว้อย่างน่าทึ่งสร้างฐานกำไรขึ้นสู่ระดับใหม่ (ระดับ 50,000 ล้านบาทติดต่อกันในช่วงปี 2559-2560) พร้อมกับมีการจ่ายเงินปันผลสูงที่สุดอย่างน้อยก็ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่เมื่อพิจารณาอีกด้าน ฐานรายได้เอสซีจีคงระดับเดิมมามากกว่า 5 ปี ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ไม่เคยมีมาก่อนก็ว่าได้ เนื่องด้วยในภาวะปกติที่ผ่านมา ในช่วงเวลาไม่ได้เผชิญวิกฤตการณ์ เอสซีจีมักมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด

ยังมีอีกด้านหนึ่ง เมื่อมองผ่านดัชนีตลาดหุ้น ปรากฏว่าในช่วง 3 ปีมานี้ ราคาหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC สะท้อนว่าอยู่ในช่วงขาลง อันที่จริงเป็นไปตามแนวโน้มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบภาพรวมตลาดหุ้นโดยเฉพาะในช่วง 2 ปีมานี้ ในภาพรวมดัชนีตลาดหุ้น มองผ่านเส้นกราฟ ปรากฏอยู่เหนือเส้นกราฟราคาหุ้นเอสซีจีพอสมควร

พึงสังเกตว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในเอสซีจีพอมควร

โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการเป็นระลอก นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นการเปลี่ยนถ่ายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเกือบยกชุด

ยิ่งกว่าเมื่อครั้งเอสซีจีเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2540-2541 เสียด้วยซ้ำ

 

ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งเป็นหนึ่งในสามธุรกิจหลักเอสซีจี มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญซึ่งตั้งใจบันทึกไว้เมื่อราวๆ 5 ปีมานี้เอง

“ปรับแบรนด์จากเอสซีจีเปเปอร์ เป็นเอสซีจีแพคเกจจิ้ง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558” (รายงานประจำปี 2558) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์สำคัญ เกี่ยวข้องกับธุรกิจซึ่งมีตำนานยาวนานถึง 4 ทศวรรษ เพื่อเข้าสู่ยุคใหม่ (2558-ปัจจุบัน) อย่างที่ SCGP เรียกว่า “โซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร” ในฐานะ “ผู้นำบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน”

ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งเป็นหนึ่งในสามธุรกิจหลักเอสซีจี เป็นกลุ่มธุรกิจถือว่ามีขนาดเล็กที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองธุรกิจ คือเคมีคอลล์ กับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เมื่อพิจารณาข้อมูลผลประกอบการ (อ้างจากรายงานประจำปี 2562) รายได้จากการขายมีสัดส่วนเพียง 20% โดยธุรกิจเคมีคอลล์ครองสัดส่วนมากที่สุดถึง 41% ขณะธุรกิจดั้งเดิมอันเป็นตำนาน (ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง) คงสัดส่วนพอสมควร 39% เฉพาะผลกำไรในปีที่แล้ว (ปี 2562) ธุรกิจเคมีคอลล์มีสัดส่วนมากที่สุดเช่นกันถึง 48% ขณะธุรกิจแพ็กเกจจิ้งมีสัดส่วนเพียง 16% ถือว่าใกล้เคียงกับธุรกิจดั้งเดิม (ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง) มีกำไรในสัดส่วน 17%

หากมองเชิงพัฒนาการในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณารายได้ จาก 59,135 ล้านบาทในปี 2556 มาเป็น 89,070 ล้านบาทในปี 2562

 

ความเป็นไปที่แตกต่างและน่าสนใจ ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวเผชิญวิกฤตการณ์ COVID-19 เมื่อพิจารณาผลประกอบการของปีนี้ (ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2563-อ้างจาก “เอกสารนำเสนอขายหุ้นสามัญ SCGP”) ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งเดินหน้าไปได้ด้วยดี คงมีรายได้สูงกว่าปีที่แล้วในช่วงเดียวกัน (จาก 41,529 เป็น 45,903 ล้านบาท) สามารถทำกำไรได้มากขึ้นอย่างมาก (จาก 2,884 เป็น 41,198 ล้านบาท) เข้าใจว่าเป็นไปตามแนวโน้มทางธุรกิจที่เชื่อมโยงที่อ้างไว้ “ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการบริการด้านอาหาร และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce)”

เมื่อเปรียบเทียบในภาพใหญ่ทั้งเครือเอสซีจี ถือว่าธุรกิจแพ็กเกจจิ้งในนาม SCGP เติบโตสวนกระแส จากข้อมูลในช่วงเดียวกัน (ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2563) ปรากฏว่าเอสซีจีทั้งเครือมีรายได้รวมลดลง 9% ขณะกำไรก็ลดลง 13% (อ้างจากข้อมูลนำเสนอ Virtual ASEAN Energy & Infrastructure Day hosted by JP Morgan/ October 14, 2020)

จากข้อมูลนำเสนอครั้งล่าสุด (อ้างไว้ข้างต้น) เอสซีจีนำเสนอมุมมองเชิงบวก และคาดหวังต่อ SCGP ไว้อย่างมาก โดยคาดว่ากลุ่มธุรกิจแพ็กเกจจิ้งจะมีรายได้เติบโตเป็น 2 เท่าภายใน 5 ปีจากนี้ (Doubling revenues in 5 years) ดูจะเป็นมุมมองซึ่งตั้งใจนำเสนอในช่วงก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย ที่ SCGP เข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความมั่นใจกับนักลงทุน

วิเคราะห์กันอีกว่านักลงทุนส่วนใหญ่มุ่งมองเกี่ยวกับ SCGP เชื่อมโยงกับผลตอบแทนเกี่ยวข้องราคาหุ้น เป็นไปได้ว่าอาจมากกว่าผลตอบแทนจากเงินปันผล ด้วยมีข้อมูลว่า CGP มีนโยบายจ่ายเงินปันผล “ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม หลังหักสำรองต่างๆ” (“เอกสารนำเสนอขายหุ้นสามัญ SCGP”) ดูไปแล้วค่อนข้างแตกต่างจากกรณีบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ปรากฏข้อมูลในช่วง 2 ทศวรรษมานี้ “คงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในสัดส่วน 40-50% ของกำไร” (อ้างจาก Virtual ASEAN Energy & Infrastructure Day hosted by JP Morgan)

ท่ามกลางช่วงเวลาภาวการณ์ผันแปร จึงเป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่น่าติดตาม

 


โค้งสุดท้ายกับโปรโมชั่นเอาใจคอนิตยสารในเครือมติชน

สมาชิกตลอดปีลดทันที 40%
.
มติชนเอาใจนักท่าน จัดโปรโมชั่นให้กับผู้สมัครนิตยสารในเครือมติชน ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 31 ตุลาคม 2563 ที่ลดราคาพิเศษมากถึง 40% จัดส่งลงทะเบียน ได้แก่
.
📷มติชนสุดสัปดาห์ 52 ฉบับต่อปี
จากราคา 3,692.- เหลือเพียง 2,652.-
*รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
[https://cutt.ly/wgo32TT](https://cutt.ly/wgo32TT?fbclid=IwAR04elXa3x7sarnLW6XV_rpaz_iBPRjklMsARiSFCmwI8bPV2XvtUFpz9cU)
.
📷ศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับต่อปี รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
จากราคา 1,692.- เหลือเพียง 1,116.-
*รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
[https://cutt.ly/8go39qV](https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fcutt.ly%2F8go39qV%3Ffbclid%3DIwAR1_bNE5QNkuUrUk6AWV4IErd2yJV8C_KxbMMGSNF8uuBEyv5zeMizXPOxA&h=AT1cca8T767PgQR-dUL9viQ1qaiYSrdmaaW9dZDtCLJMj3kbmKG8yPlD6Lq7C8CP64TXzlRK-G-9iqvTLMMLhaA6c6QR56P1rhwurkRDtYJfHQkxt2EETYa9RXxdrTarfmUX&__tn__=-UK*F)
.
📷เทคโนโลยีชาวบ้าน 24 ฉบับต่อปี รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
จากราคา 1,704.- เหลือเพียง 1,224.-
*รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
[https://cutt.ly/cgo39D2](https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fcutt.ly%2Fcgo39D2%3Ffbclid%3DIwAR3nl3HmZQY84OGLn5Vc3NCx171_Z1ZOvM6MgJxSO6wx6jpjp-pTJuhTrCE&h=AT0SV643sUGwxQ_ruE9zOfxa3FiVXunxX6fu2is3d9XgyM9wIvdcudrui57szQKMjSRDq-6ZB0YWalSeCg1y9dmeY8GjhXv_WATOMRXhBnZAilZ5EA8W7NfGP7UsZff6tpjG&__tn__=-UK*F)
.
📷สมาชิกนิตยสาร 3 ปกรายปี ประกอบด้วย
– นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์รายปี (52 ฉบับ)
– นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านรายปี (24 ฉบับ)
– นิตยสารศิลปวัฒนธรรมรายปี (12 ฉบับ)
.
จากราคา 7,088.- เหลือเพียง 4,992.-
*รวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน
[https://cutt.ly/qgo8uAY](https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fcutt.ly%2Fqgo8uAY%3Ffbclid%3DIwAR3u7VdRS2d10lbrzDE9GIlXmQPQDBPbt8VEyVqPVVLtQcecsnS3D5o-pXU&h=AT2JZSVkP3xc6ZAYXUEhYE5-OoU9GZpqfHNrMZlbESEZ3WC3r6GeJSIBrCREr46o_XiAPxn_c_AMY4bpyY0yFXRWV6PbC9n4yake5awbYZxj8YKhekmyI2uejHsfhhar8Rki&__tn__=-UK*F)
.
.
ดูโปรโมชั่นพ็อกเก็ตบุ้คและนิตยสารต่างๆ ได้ที่ [www.matichonbook.com](https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.matichonbook.com%2F%3Ffbclid%3DIwAR2Uq1niVpjq0kG5tUTK8MPPt_eU5Sl6MrpFgUOWG3dGqTEJYRidtfPrgms&h=AT2ApMefnkFj0WaHM-IguZ_FsN4TSvnJTkmkPRjmiWsZT8DETR8kRqI19OrJRUy6bNuCqq3tgDXFb1NCojzfwKawg7Cdtx7RmIOWjCMpUTuD0WmrszBFZZFOWjrktJfn40E7&__tn__=-UK*F)
.
ห้ามพลาด
สมัครสมาชิกนิตยสารในเครือมติชน
ลดราคาพิเศษ 40%
ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 31 ตุลาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้“บิ๊กป้อม” บอก “แล้วแต่ศาลรธน.” ปม 64 ส.ส.ถือครองหุ้นสื่อ
บทความถัดไป“การบินไทย” เปิดตัวกระเป๋าดัดแปลงจาก เสื้อชูชีพ-แพยาง หารายได้