การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ครั้นเสร็จสมนมหย่อนอ่อนฟ่ามมา

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

อนิจจาตัวกูผู้สิ้นท่า

กลับซุกหน้าพร่าเพียงแผ่วเสียงห้าม

ยิ่งระลึกหน้าชายเมื่อบ่ายยาม

กลับดาลตามเปลวไฟไหม้คึกคึก…

 

…”

พี่! ตื่นแล้วหรือยังยังไม่ตื่น

เห็นเมื่อคืนจุดเทียนเขียนถึงดึก

มาพูดกันจะจะว่าเรื่องลึก

ลูกคิดนึกอย่างไรในเรื่องตัว”

 

เสียงฝีเท้าก้าวมา, ชายผ้าซิ่น

สะบัดไหวได้ยินก้องในหัว

วูบหนึ่งเหมือนใจพลันสั่นริกรัว

ดีหรือชั่วยังมีนกในอกฉัน

 

มีทางเลือกกี่ทางระหว่างนี้

กี่ครั้งที่บินโบยโดยแสนสั้น

กี่หนต้องพลัดพรากไปจากกัน

กี่คืนวันเราทุกข์ยากเรื่องปากท้อง

 

การจะมีชีวิตอยู่ไม่ใช่ง่าย

หากการตายก็เกินเป็นเส้นแสงส่อง

เมื่อทุกอย่างขีดกั้นแจ้งครรลอง

ให้เราต้องก้มหน้าในค่านิยม…

 

…เพียงหายใจเหยียดยาวเมื่อก้าวออก

เพื่อมกระฉอกดั่งคลื่นให้กลืนข่ม

สารพันสั่นไหวในอารมณ์

ได้แต่ก้มหน้าบ้างอย่างซ่อนตา…

 

เหมือนถ้าฝันฉันก็แค่รอฝัน

ทุกสิ่งอันล้วนเปราะบางอยู่พร่างพร่า

คิดจะปลูกบ้านแยกแตกทางมา

คำพูดจาก็เปล่าไร้ใครจะฟัง…

 

แดดสาดมาเวลาหนึ่งให้พึงตื่น

แสงทองอาบทาบพื้นถึงเบาะนั่ง

คราบข้าวเกาะจานเกรอะเปื้อนเลอะกรัง

แก้วน้ำตั้งถ้วยซ้อนพลางช้อนคา

 

ร่างยังอุ่นกอดแนบชิดแอบอก

ผมรุ่ยตกคลุมไหล่เคลียใบหน้า

กลิ่นสาบใต้รักแร้แพขนตา

เหงื่อซึมมายิ่งนำกลิ่นกำจาย

 

มีสิวฝ้าคละแป้งแต่งเมื่อค่ำ

ดังล้างน้ำไม่หมดเช้าจรดบ่าย

อึดอัดในซอกขามาก่ายกาย

แลน้ำลายซึมปากขากในฝัน

 

ชั่ววูบอยากผลักไสดันไหล่ออก

แต่อีกใจกระฉอกกลับไหวสั่น

จะลูบนิ้วตรงไหนให้ขุยคัน

เหมือนกลางวันเป็นอีกอย่างต่างยามคืน…

 

ดั่งโลกหมุนอยู่ในห้วยไม้หนา

เพื่อเคว้งคว้างกลางป่าหลังตาตื่น

เห็นเม็ดเหงื่อบนขมับจับสิวชื้น

ตายิ่งรื้นพูดไม่ออกจะบอกใด

 

เขารักมึงมึงก็รู้อยู่เขารัก

แจ้งประจักษ์อยู่เต็มตาหาลวงไม่

มึงสิรักเขาสักนิดคิดอย่างไร

ก็แจ้งใจว่าไม่รักสักขี้เล็บ

 

“อิ่มแล้วใช่ไหมพี่มีของเหลือ

งั้นแกงเนื้อใส่ถุงนะจะได้เก็บ”

พลางมือจกเอาถุงผ้าชุนปะเย็บ

ค่อยนิ้วเหน็บควักสตางค์อย่างระวัง…

 

เพียงบัวที่รักของฉัน

จึงอีกวันที่ฉันจ้องมองฟากฝั่ง

จากใต้ถุนผ่านร่มไม้ใบเขียวบัง

แลสะพรั่งถึงน้ำใสไหลรินรอน

 

นั่นช่างเหมือนหัวใจฉัน

เต็มไปด้วยคราบตะกรัน, การผุกร่อน

เลื่อมระยิบพริบแสดงแสงสะท้อน

ตกตะกอนคือฝุ่นหมองของหัวใจ…

 

เธอก็ทำให้ฉันนึกคิด

สงสัยกับชีวิตที่ฝันใฝ่

เราจะก้าวสู่ถนนหนทางใด

เราจะไปถึงฝั่งฝันกันจริงหรือ

 

บ้านดอกไม้ในความฝัน

ซึ่งที่เธอกับฉันฝันแสนซื่อ

เราจะกอบโลกไว้ในฝ่ามือ

หรือเราสองต้องเจ็บร้าวทุกคราวไป…

 

ฉันยังคงตั้งความหวัง

ยังอยากทำห้องสมุดสุดฝันใฝ่

สักวันหนึ่งถ้ามีแรง, ต่อแล้งใด

ฉันจะปลูกดอกไม้ให้ผลิบาน

 

เราจะมีห้องเล็กเล็กรับเด็กน้อย

ผู้มาคอยร่วมเรียนเล่นเขียนอ่าน

จะเอาสิ่งที่ฉันพบประสบการณ์

มาทำเป็นเรื่องนิทานคงจะดี…

 

เรามาทำด้วยกันนะ

แล้วฉันจะเฝ้ารอเธออยู่ที่นี่

จะก่อดินทีละก้อนซ้อนธุลี

จนมันมีมวลน้ำหนักจากรักฉัน

 

แล้วจะปลูกต้นดอกไม้สีชมพู

ใกล้ประตูห้องสมุดเป็นจุดมั่น

แทนสัญญาว่าครั้งหนึ่งซึ่งผูกพัน

เธอกับฉันจะเกี่ยวก้อยเป็นสร้อยใจ

 

มานะ มาทำกัน

แม้คำถามเหล่านั้นยังหม่นไหม้

แต่บางทีถ้าเราลองก้าวไป

ก็อาจถึงฟ้าใหม่ได้สักวัน…

 

นั่งอยู่กับโต๊ะสี่ขาข้างหน้าต่าง

มีแสงแดดพร่าพร่างข้างนอกนั่น

ซองจดหมายหลายซองกองปนกัน

หนึ่งซองนั้นอ่านซ้ำทุกคำ, พบ

 

ดั่งหลายสิ่งกระเพื่อมเหลื่อมทับซ้อน

ฉากละครวนใหม่ไม่รู้จบ

หลากอารมณ์คุคั่งกระทั่งทบ

อวลตรลบกลิ่นช้ำช่อน้ำตา…

 

คิดว่าเพื่อนก็เหมือนไม่เคยใช่เพื่อน

ดังกระดาษขาดเปื้อนแทบเลือนค่า

เคยกอดคอกอดไหล่ใกล้กันมา

ก็พบว่าไม่ควรกอดแขนสอดรัด

 

จะนั่งพิงอิงไหล่ก็ไม่อาจ

เกรงจะพลาดว่าตัวเองยั่วสัตว์

ยังจดจำใบหน้าแววตาชัด

รู้แต่บัดนั้นว่าโลกโศกเพียงไร..

 

…มีจันทร์เสี้ยวเกี่ยวฟ้าแหงนหน้าจ้อง

จากบานช่องหน้าต่างเปิดกว้างให้

ลมกลางคืนล่องลอดผ่านยอดไม้

ไกลแสนไกลมีภูเขาที่เราลา…

 

บทกวีเก่าใหม่ไหลผ่านหัว

ดีกับชั่วเกี่ยวฟั่นประจันหน้า

ครั้นเสร็จสมนมหย่อนอ่อนฟ่ามมา

ก็พบว่าตัวตกนรกแล้ว

บทความก่อนหน้านี้ฉัตรสุมาลย์ : ทาลิธาคุม
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 23-29 ตุลาคม 2563