77 ปี “ชัช เตาปูน” ตีแผ่ตัวตน “เจ้าพ่อ” เปิดมุมสีชมพูในครอบครัว

ไม่บ่อยนักที่ “ชัชวาลล์ คงอุดม” หรือที่คุ้นกันในนาม “ชัช เตาปูน” วัย 77 ปี จะให้สัมภาษณ์แบบยาวๆ “มติชนสุดสัปดาห์” มีโอกาสสนทนากับเขาที่คฤหาสน์หลังใหญ่ย่านเตาปูน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการเมือง ซึ่งเวลานี้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท

เริ่มที่เรื่องสุขภาพกันก่อน แม้จะย่างเลข 7 มาหลายปี แต่หน้าตาดูอ่อนกว่าอายุจริงมาก

“12 พฤศจิกายนนี้ผมจะครบ 77 ปีเต็ม แต่ในบัตรประชาชน 75 ปี เพราะช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 มีระเบิด แม่พาหลบไปอยู่แถววัดบึงทองหลาง 2 ปี เลยแจ้งเกิดช้า เรื่องสุขภาพตอนนี้ดีหมด ตับ ปอด หัวใจ ความดัน ไขมันไม่มี ไม่ได้ออกกำลังกายอะไร นอนก็ดึก แต่ถ้าวันไหนไปประชุมสภาก็นอนประมาณตีหนึ่ง ถ้าไม่ได้ไปมีพรรคพวกมาคุยก็นอนตี 3 ตี 4 อยากกินอะไรก็กิน แต่หมอก็ให้ยาบำรุงมากินเพราะอายุมากแล้ว ค่ายาเดือนละ 2 หมื่น”

ในคฤหาสน์หลังสวยแห่งนี้มีลูกๆ และหลานอาศัยอยู่หลายคน คุณชัชเล่าว่า “ที่ผ่านมามีภรรยา 7-8 คน เลิกรากันไปแล้ว แต่ยังส่งเสียรับผิดชอบอยู่ ตอนนี้อยู่กับคุณเดือน (วงศ์เดือน คงอุดม) มีหลานน่าจะ 20 คนได้ จากลูกๆ ทั้ง 7 คน ซึ่งอบอุ่นดี เวลาหลานๆ กลับจากโรงเรียน ถ้าผมอยู่เขาจะเข้ามาหอมแก้มกันทุกคน”

“เรื่องการศึกษาลูกหลานก็ดีกันหมด จบปริญญาตรีที่มหิดล จบปริญญาโทที่อังกฤษ พวกตกแต่งภายใน คนหนึ่งเรียนได้หลายภาษา ผมถึงบอกว่า ไอ้รุ่นปู่ต้องเรียนลัด รวดเร็ว พอรุ่นหลานต้องเรียนนอก” (หัวเราะ)

ในส่วนของเขาเอง เรียนจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ และปริญญาโทนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเจ้าตัวภาคภูมิใจมากเพราะเป็นการเรียนภาคปกติ ไม่ได้ภาคพิเศษเหมือนนักการเมืองทั่วไป

คุณชัชย้อนเล่าชีวิตในวัยเด็กว่า “พ่อผมรับราชการเป็นทหารอากาศ ทำหน้าที่เสมียน แม่เป็นช่างเย็บรองเท้า พ่อ-แม่ก็ไม่ได้มั่งมีอะไร บ้านก็หลังคารั่ว เราเห็นคนจนแล้วถึงเข้าใจ บางทีเราตื่นมาแล้วไม่มีกินก็ต้องไปเก็บผักบุ้งในคลองมาผัด ด้วยความที่เป็นคนตัวเล็ก พ่อบอกว่าต้องซ้อมมวยเอาไว้ เพื่อป้องกันตัว และพ่อใช้วิธีการสอน ถ้าไม่สู้คนพ่อก็ตี เกเรคนพ่อก็ตี เลยกลายเป็นว่าเห็นอะไรที่มันไม่ถูกต้องไม่ได้”

เขาบอกว่า ด้วยวิธีการสอนของพ่อเช่นนี้เองที่มีส่วนสร้างให้เขาแข็งแกร่งและไม่ยอมคน โดยในอดีตเคยตีรันฟันแทงกับคนที่มาทำร้ายเพื่อนตั้งแต่อายุ 17 ปี ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเขาเลย เป็นเรื่องของเพื่อนที่มีปัญหากับคู่อริแต่เขาอยู่ในเหตุการณ์ก็ต้องช่วยเพื่อน

ในอดีตเจ้าตัวยอมรับว่าเงินที่ได้จากบ่อนเป็นเงินที่ได้มาง่าย จึงทำให้เป็นคนใจถึงตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ ได้มาเท่าไหร่ก็นำเงินเหล่านั้นไปช่วยคนจน แต่ในช่วง 20 กว่าปีมานี้เลิกเล่นพนันเด็ดขาด

“ตั้งแต่ผมเล่นเสียเยอะ เล่นเสียเป็นพันล้าน ตั้งแต่ 2535-2537 มันไม่ได้เสียทีเดียว เสียสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนไม่เข้าใจตัวเองว่าเล่นทำไม เลยเลิก ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ผมไม่ได้เล่นเลย ผมว่ามันอยู่ที่ใจ ผมไม่แตะ ผมไม่มองเลย แล้วผมก็ลืมทุกอย่างเลย เหมือนขี้โม้ (หัวเราะ)”

พูดถึง “ชัช เตาปูน” แม้วันนี้เป็นหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท และเข้าสู่เวทีการเมืองเมื่อปี 2543 เป็น ส.ว. และตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบันเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่เชื่อว่าหลายคนยังคงนึกถึงภาพการเป็นเจ้าพ่อคุมบ่อนและเป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่งถ้าได้คุยกับเขาแล้ว ต้องยอมรับว่าในอดีตและปัจจุบันเขาก็ยังเป็นเจ้าพ่ออยู่ ที่สำคัญยังคงเป็นผู้มีอิทธิพลเหมือนเดิม เพราะเมื่อใดที่มีการเลือกตั้งในทุกระดับ บรรดาอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน หัวหน้าพรรคและผู้สมัครต่างก็มาขอความช่วยเหลือให้เขาเป็นหัวคะแนน และส่วนใหญ่ก็ไม่ผิดหวัง

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ชัช เตาปูน” กลายเป็นผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีบารมีนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเขาเป็นผู้ให้มานานนับสิบปี อย่างที่เจ้าตัวเล่าว่า

“ผมแจกข้าวสารชาวบ้านแถวเตาปูนในวันเกิดของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา ปีละหลายหมื่นถุง จากราคาหลักหมื่นเป็นหลักหลายแสนและขึ้นเป็นหลักล้าน กระทั่งไม่ไหวต้องไปทำนาในที่ดินของตัวเองจำนวน 100 กว่าไร่ ซึ่งซื้อมานานหลายสิบปี ที่ซื้อที่ดินผืนนี้ที่บางปะอิน จ.อยุธยา เพราะต้องการช่วยเหลือป้าเจ้าของที่ดินที่ร้อนเงินต้องการนำไปใช้หนี้ ตอนซื้อก็ไม่ได้คิดอะไร พอมาทำนาเอง เลยประหยัดไปได้เยอะ”

นอกจากจะแจกข้าวสารแล้ว สิ่งที่ “ชัช เตาปูน” ทำมาอย่างต่อเนื่องคือ การให้ทุนการศึกษา

“ผมส่งคนเรียนหนังสือจบด๊อกเตอร์ จบหมอ ส่งคนเรียนหนังสือจบไป 196 คนแล้ว อยู่อเมริกา เยอรมนี ส่งให้เดือนละ 5 หมื่นบาท ไม่รู้ลูกใครบ้าง เป็นอธิการบดีก็มี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็มี หมอ 17 คน พยาบาล 40-50 คน ส่วนใหญ่เขียนจดหมายมาขอทุน เงินเดือน ส.ส. ตอนนี้ส่งคนเรียน 12 คน ส่งให้เขาเรียนคนละ 4-5 พันบาท มัธยมรายละ 1,500-2,000 บาท เด็กไม่มีเงินเรียน”

“บางคนส่งตั้งแต่มัธยมจนจบจุฬาฯ ลาดกระบัง จนเดี๋ยวนี้รวยแล้ว ไปขายเครื่องมือแพทย์ก็มี”

ส่วนที่มีข่าวว่าเกิดอาการน้อยใจที่สมาชิกของพรรค 5 คนไม่ได้เก้าอี้ในคณะรัฐบาลเลย แม้จะมีการปรับ ครม.แล้วก็ตาม

ประเด็นนี้คุณชัชแจกแจงว่า “ไม่ได้น้อยใจ เพราะอยากให้ประเทศเดินหน้า ผมมองอย่างนั้นมากกว่า แต่ถ้าพูดตามความเป็นจริง มันก็ต้องใช่ เพราะพรรคเรามี 5 คน ต้องเป็นไปตามสัดส่วน แต่เมื่อไม่ได้ก็ช่างมัน ถือว่าเคยพูดไว้แล้ว เราอยากให้ประเทศเดินหน้า ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นไป”

“ตอนที่มีข่าวว่าผมจะไปนั่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมไม่ได้พูดหรอก มีนักข่าวถามอย่างนี้ผมก็บอกพรรคผมเป็นพรรคท้องถิ่นถูกไหม ก็น่าจะอยู่กับท้องถิ่น ซึ่งคือมหาดไทยใช่ไหม แต่ใครที่มีความสามารถก็ไปเป็นกันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผม”

พอถามย้ำว่า คิดว่าพรรคพลังท้องถิ่นไทควรจะได้เก้าอี้ใช่ไหม

ชัชตอบว่า “ใช่ และถ้าให้เราไปอยู่ท้องถิ่น เราทำได้แน่นอน เพราะเรารู้จักเยอะ แล้วเรารู้ว่าวิธีการทำอย่างไร อย่างชาวไร่ชาวนา ถ้าเรามีอำนาจจะทำหวยออนไลน์ให้ถูกกฎหมายหมด จะได้นำเงินภาษีเหล่านั้นมาช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา ซึ่งเดือนหนึ่งน่าจะได้เป็นหมื่นๆ ล้าน”

“อย่างหวยใต้ดิน ทำง่ายๆ แต่ละตำบลมีเจ้ามือกี่เจ้าทำอย่างถูกต้อง อย่าไปมองว่าเป็นการพนัน ถามว่าถ้าคนไม่มีตังค์ใจบุญไหม ใจแคบๆ คิดแค่คนไปทำงานเช้า เย็นก็กลับบ้าน กินข้าวเสร็จสวดมนต์เป็นคนดี ดีมากๆ แต่ก็ดีแก่ตัวเขาเองไม่ได้ช่วยใครได้ แต่ถ้าเรามีตังค์ไม่ได้เอามาใช้ส่วนตัว เอามาช่วยคนทั้งประเทศมันเลวตรงไหน บางคนอ้างตัวว่าเป็นคนดีหนักหนา แต่ไม่เคยช่วยใครเลย คดโกงประเทศบอกว่าเป็นคนดี”

“อย่างผมเป็นนักการพนันไม่เคยคดโกงประเทศเลย มีแต่ส่งคนเรียนหนังสือ”

ทุกวันนี้นอกจากจะเป็นหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทและเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว ลูกชาย “นายชื่นชอบ คงอุดม” โฆษกพรรค ก็เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย

สำหรับธุรกิจของตระกูล “คงอุดม” มีหลายบริษัทครอบคลุมหลายสาขา รวมมูลค่ามากกว่าพันล้านบาท

“ตอนนี้เรามีธุรกิจหลายอย่าง โรงแรมก็มี บริษัทก็มีหลายแห่ง เราไม่เดือดร้อน ตลาดก็มี ส่วนธุรกิจหนังสือพิมพ์สยามรัฐผมก็ให้ลูกชายอีกคนดู”

ถามว่าภูมิใจกับฉายาเจ้าพ่อมากน้อยแค่ไหน ชัชตอบหนักแน่น “ภูมิใจครับ เพราะเจ้าพ่อช่วยเขาได้ อีกนิดเดียว ถ้าให้หวยก็ได้เลย (หัวเราะ) ผมว่าคนจะมากขึ้นกว่านี้ ผมเคยฟ้องหนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งที่เรียกผมเป็นมาเฟีย ผมโกรธ แต่ถ้าเรียกเจ้าพ่อโอเค ผมไม่โกรธ เจ้าพ่อมันมีทั้งดี ทั้งเลว ใช่ไหม เราไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนที่ไหน ไปหามา ไปขุดมาเลย ทั้งชีวิตผมไปเกเรใครบ้าง แต่คำว่ามาเฟีย เป็นคนค้าผู้หญิง ค้ายาเสพติด รับจ้างฆ่าคน ผมไม่เคยทำ แล้วมาบอกผมเป็นมาเฟียได้อย่างไร ฉะนั้น ผมเสียงดังได้ ผมไม่เคยเอาของใคร ทั้งชีวิตไม่เคยรับตังค์ใคร”

จริงไหมกับเสียงเล่าลือในความเจ้าชู้

“ชัช” ยอมรับว่า “อันนั้นมันธรรมดา ผมผู้ชายใช่ไหม ถ้าผมเกิดมามีไว้ฉี่อย่างเดียวพ่อผมคงโกรธ (หัวเราะ)”

“เรื่องนี้เราไม่ได้เลวทรามตรงไหน ถ้าเราไปชอบใครแล้วเราไปฉุดเขา ไปข่มขืนเขาอย่างนี้ ผมว่าเลว แต่เราไม่เคย ต่างคนต่างมีใจให้กัน ไม่ได้ทำให้ใครเขาเดือดร้อน ไม่ใช่ว่าเรามีเมียอีกคน แล้วอีกคนเราทอดทิ้ง ไม่ใช่ เราก็มีสัจจะ บางคนเป็นมะเร็งปากมดลูกมาเป็น 10 ปีแล้ว เราก็ยังดูแลเขา ไม่เคยทอดทิ้งเลย”

“อีกคนเป็นแฟนกันตั้งแต่อายุ 21 ตอนนี้ต่างคนต่าง 70 กว่าแล้ว ไม่เคยเจอกันเลย เดือดร้อนโทร.มา อ้าว! นึกว่าตายไปแล้ว กินเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละพันกว่าบาท เลยส่งไปให้ใช้เดือนละ 5,000”

ทั้งหมดนี้คงทำให้ได้เห็นตัวตนในหลากหลายด้านของ “ชัช เตาปูน” ซึ่งเป็นเจ้าพ่อไม่กี่คนที่ผันตัวเองจากด้านมืดมาสู่มุมสว่าง ที่สำคัญเป็นคนที่นักการเมืองและคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองต้องไปเยี่ยมเยียนถึงคฤหาสน์

โดยเฉพาะในยามที่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้กว้างขวางรายนี้

บทความก่อนหน้านี้เรื่องสั้น | หากมิใช่ความจริงในฝัน ก็คงเป็นฝันในความจริง (จบ)
บทความถัดไป‘พล.อ.ประยุทธ์’ ควง ‘ภริยา’ พร้อม ครม. ลอยกระทง อธิษฐานขอให้บ้านเมืองเป็นสุข