การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ อาจเพราะวูบตาเร้นเห็นคราบแกง

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

โอ้อกเอยมาเผยชั่วตัวกูนี่

สิ้นสิ่งดีขี้กลากกุมสุมสะพรั่ง

ตกลงสู่บ่อขี้กี่คราวครั้ง

มึงแหละนั่งขอบขย่มจนล้มพลัด…

 

อิ่มข้าวแล้วจัดแจงเสยแต่งผม

พลางเพื่อนก้มจิกคอเสื้อเพื่อสะบัด

เห็นร่องเนื้อเนินนมคราวก้มชัด

บางแดงจัดยังเรื่อบนเนื้อนม

 

เพียงหายใจเหยียดยาวเมื่อก้าวออก

เพื่อมกระฉอกดั่งคลื่นให้กลืนข่ม

สารพันสั่นไหวในอารมณ์

ได้แต่ก้มหน้าบ้างอย่างซ่อนตา

 

ถึงห้องเหลี่ยมด้านในฝาไม้กั้น

สารพันสิ่งของกองใกล้หน้า

ถุงกระดาษไม้กวาดถังยังค้างคา

ขี้ริ้วผ้าลังใส่ของกล่องเก่ามอม

 

มีผู้ชายกล้ามตึงแน่นเสื้อแขนสั้น

พริกติดฟันตัวเตี้ยตะมะขามป้อม

ในจานมีข้าวกับผัดจัดผักพร้อม

ช้อนกับส้อมเปรอะคราบแกงแดงเรื่อไร

 

เหลือบเหลียวมองหน้าเพื่อนเบือนตาถาม

จะหายามหรือหาหัวหน้าใหญ่?

แต่พินิจเครื่องแบบดูก็รู้ไป

เพียงเหตุใดเรามานี่ที่หางาน

 

“สวัสดีพี่ชายไงละจ๊ะ

เผ็ดสิน่ะกินแกงแดงจัดจ้าน”

ด้วยสำเนียงเสียงแดะพลางแตะจาน

กลับเสียงหวานขานคำทำพาที

 

“อ้าว! น้องหวานนั่งนั่ง” ฟังเสียงตอบ

“เนาะ ก็ของมันชอบถึงใจพี่”

พลางยักคิ้วหลิ่วตาส่งท่าที

“แล้ววันนี้ลมอะไรหอบให้มา”

 

“น้องก็ชอบนะพี่ที่เด็ดเด็ด

กินให้เสร็จก่อนก็ได้น้องไม่ว่า”

“พี่กินนานหวานคาวทั้งข้าวปลา

ยิ่งกินช้ายิ่งอร่อยค่อยค่อยกิน”

 

“กินข้าวช้าเขาว่าแกงจะเจื่อนรส

เผลอเผลอจะเสียหมดทั้งรสกลิ่น”

“แหมใครนะพูดให้น้องได้ยิน

อยู่ที่ลิ้นจ้วงหรอกเจ้าจงเข้าใจ”

 

“อุ๊ย! พี่นี่พูดอะไรฟังไม่ชัด

หรือเพราะน้องถนัดแต่กัดไข่

ชอบกินของง่ายง่ายสบายไว้

หิวเมื่อไหร่ก็เข้าปากดับอยากพอ”

 

“ของอย่างนี้นะน้องต้องพิสูจน์

เรื่องการพูดกับการทำ” คำตอบต่อ

“เอาเป็นว่าอย่างพี่ลิ้นดีพอ

ใจอยากขอเลี้ยงน้องรักสักมื้อนะ”

 

ฟังคำพูดคนทั้งสองมองสลับ

แลสดับตาที่จ้องมองจะจะ

จนนึกแน่แก่ใจในวาระ

ควรต้องผละตัดคำจบร่ำไร

 

ถ้าจะต้องได้งานเพราะการหนึ่ง

ต่อเพื่อนดึงโชคฟ้าลงมาให้

ต่อจะแค่พูดยั่วกลั้วเล่นไป

ก็เกินใจจะรับเพื่อจับงาน

 

“กลับกันเถอะ” สะกิดเพื่อนเพื่อเตือนบอก

“เผื่อแวะออกซื้อข้าวเอากลับบ้าน”

“เดี๋ยวสิพี่กำลังจะฝากงาน”

เพื่อนกระซิบคำขานยุดมือไว้

 

“งานอะไรที่นี่?” “เดี๋ยวสิจ๊ะ

ก็ฉันกำลังจะสอบถามให้”

“ไม่ต้องหรอกนะหวานเรื่องงานใด

ฉันจะไปหาต่อเสาะเอาเอง”

 

“พี่เขามีโควต้าหาแม่บ้าน

แล้วถ้าเธอทำงานชำนาญเก่ง

ค่อยเลื่อนขึ้นเก็บตั๋วตัวฉันเอง

ต้องเขย่งเร่งเขาจึงได้ถึงรถ”

 

“พอเถอะหวานงานมากมายให้สมัคร”

“เธอรู้จักใครบ้างล่ะไปมาหมด!”

เพื่อนซัดคำโต้มาไม่ลาลด

“ก็ปรากฏแจ้งใจไม่ใช่รึ!”

 

“พอเถอะหวานฉันจะไปหาอื่น”

พลันเสียงชื่นกลับสากออกปาก “หึ!

เป็นอย่างนี้ถึงตกต่ำอยู่คร่ำครึ!

อ้ายเรารึเป็นห่วงผิดคิดหวังดี!”

 

ยิ่งถกเถียงเสียงเริ่มสั่นประจันหน้า

“พอเถอะน่า” “พอทำไมก็ไปซี่!”

การยื้อยุดฉุดผลักหนักทุกที

จนเริ่มมีคนมองเมียงตามเสียงดัง

 

ชายตัวเตี้ยรวบช้อนส้อมพร้อมผุดลุก

แววตายิ้มดูสนุกดังประดั่ง

เห็นลิเกละครตอนรุงรัง

“ถ้าไม่นั่งพี่จะลุกให้สุขใจ

 

งานถนัดของพี่ล่ะท่าขยับ

อุตส่าห์ว่าจะให้จับรับงานใหญ่

เพียงต้องจากงานพื้นถูลื่นไป

เรื่องสอดใส่ผ้าซับเช็ดเสร็จแน่นอน!”

 

เหมือนเปลวไฟไหม้ลามตามคำพูด

พลางมีดูดนิ้วเจาะแจะและมองส่อน

โกรธแสนโกรธกับความนัยจนไฟฟอน

ลุกเร่าร้อนกว่าครั้งไหนในบัดดล

 

จํ้าฝีเท้าก้าวนำหน้าว่าสิ้นสุด

ไม่ต้องพูดคำใดอีกหลีกไม่บ่น

อาจบางทีมีช่องว่างระหว่างคน

เราอยู่บนเส้นขนานเกินการเคียง

 

“เธอจะทำอย่างนี้ไม่ดีนะ!”

หากหวานยังไม่ลดละตามมาเหวี่ยง

“ฉันแค่อยากทำดีที่ทำเพียง

ได้งานเลี้ยงไปหน้าได้ค่าแรง!”

 

เหมือนตะวันจันทรามาหล่นตก

เหมือนในอกเกลื่อนเงากัดเว้าแหว่ง

อาจเพราะวูบตาเร้นเห็นคราบแกง

กับบางแรงพุ่งขึ้นมาว่าฉันหวง??