มนัส สัตยารักษ์ | ขอบคุณเพนกวิน ขอบคุณรุ้ง

มนัส สัตยารักษ์

ผ่านเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 ผ่านวันอันหนักหน่วง ยุ่งเหยิง สับสน เขม็งเกลียว และในที่สุดก็รู้สึกคลี่คลายไปเองโดยธรรมชาติ เพื่อรอรับ “ตุลาอาถรรพ์” ที่กำลังมาถึง

ความจริงแล้วสารพัดและสารพันเหตุการณ์อันหนักหน่วง ยุ่งเหยิงและสับสนยังคงดำเนินอยู่ เพียงแต่ธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังพอมีเลือดเนื้อและสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง ช่วยให้รู้สึกคลี่คลายไปเองเมื่อมาถึงที่สุดของปลายทางแล้ว

คล้ายกับการได้อุทานอยู่ในใจว่า “เป็นไงก็เป็นกันสิวะ”

ก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เราต่างรู้สึกเคร่งเครียดเหมือนวันนี้ในปีนี้นั่นแหละ เพราะบ้านเมืองของเราอยู่ในภาวะแตกแยกและขัดแย้งกันจนต้องเรียกหา “ความปรองดอง”…ความปรองดองอันเลื่อนลอยยิ่งกว่าความเพ้อฝัน

ในปี 2557 โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุจริตจำนำข้าว อันจะทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศ

ดังนั้น เมื่อเกิดการชุมนุมประท้วงของประชาชนในนาม “กปปส.” อย่างขนานใหญ่ แม้จะไม่เห็นด้วย (ตามวิสัยของอดีตข้าราชการตำรวจ) แต่ก็ยอมรับได้ เพราะตระหนักว่ามันเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ทางตันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าแกนนำการชุมนุมประท้วงครั้งนี้เป็นนักการเมืองที่ธรรมชาติส่วนหนึ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตนจากการชุมนุม ผมได้ส่งสัญญาณเตือนพรรคพวกและญาติพี่น้องทางปักษ์ใต้ไม่ให้ร่วมขบวนอย่างใกล้ชิด

หากโกรธแค้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนสุดทนหรือศรัทธาแกนนำ “กปปส.” ล้นเหลือ ก็ให้สนับสนุนด้วยปัจจัย อย่าถึงกับเข้าร่วมขบวนชุมนุมด้วย

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมมาถึง ภาพของคนฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์นายหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นคนทุจริต (ในเรื่องอื่นๆ) ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์ เป็นคนที่พูดจาโต้ตอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ผมเกิดอคติจนรู้สึกยินดีที่ พล.อ.ประยุทธ์อุทานในใจ “เป็นไงเป็นกัน” ก่อนพูดว่า

“ถ้ายังงั้น…ผมขอยึดอำนาจ”!

ผมเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายทหารที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย จปร. เป็นผู้มีความรู้ มีระเบียบวินัย ไม่มีข่าวในเชิงลบ เป็นอดีต ผบ.ทบ. ต้องได้รับความเคารพนับถือจากทหารและประชาชน พล.อ.ประยุทธ์รูปร่างสง่างามเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ประชาชนเริ่ม “รู้สึกไม่ดี” เมื่อได้พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวพ้นความยากจนและสร้างความเจริญก้าวหน้าแต่อย่างใด

เมื่อมีผลพวงความผิดพลาดเสียหายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยการบริหารหรือเกิดจากภัยธรรมชาติ พล.อ.ประยุทธ์จะปัดไปโทษรัฐบาลก่อนปี 2557 ทุกครั้ง

แต่ที่เป็นเรื่องดี พล.อ.ประยุทธ์จะอ้างว่าเป็นผลงานของตนอย่างด้านๆ เช่น เรื่อง “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค” ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

แม้กระทั่งความสำเร็จในการป้องกันเชื้อโควิด-19 ระบาด ซึ่งเป็นความสามารถและเสียสละของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข

แต่ที่นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นพ้องต้องกันคือ ประชาชนรู้สึกถูกกดทับอันเนื่องมาจากการอยู่ในอำนาจยาวนานของ คสช. มีเหตุการณ์บอกความไม่เป็นธรรมและการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย การเลือกตั้ง ส.ส. การแต่งตั้ง ส.ว. และที่เป็นปัญหามากคือ รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจ ส.ว.มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี เป็นสัญญาณเปิดทางให้ทหารครองอำนาจยาวนาน

โดยส่วนตัว ผมเบื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะไม่มีจิตใจเป็นนักกีฬา พูดจาทวงบุญคุณทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชน แสดงอารมณ์เดือดพล่านกับประชาชนและสื่อมวลชน ใช้กิริยาวาจาไม่เหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรี

ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน รัฐบาลยังคงประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินต่อไปอีกโดยอ้างภาวะที่ยังไม่น่าไว้วางใจของสถานการณ์ “โควิด-19”

แต่ประชาชนและพรรคการเมืองรู้ทันและไม่พอใจ เพราะเห็นว่าไทยปลอดจากการระบาดอย่างต่อเนื่องมานานพอสมควรแล้ว โลกรับรู้และประกาศยกย่องแล้ว

แม้จะรู้ทัน แต่พรรคและนักการเมืองไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ด้วยเกรงว่ารัฐบาลจะหาเรื่องใช้กฎหมายยุบพรรคดังที่เคยทำ

นักการเมืองได้แต่สนับสนุนการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาและนักเรียนเป็นทัพหน้า

ในชั้นแรกทุกพรรคและทุกขบวนการต่างมีจุดร่วมกับข้อเรียกร้อง 3 ประการ คือ ยุบสภา หยุดคุกคาม และแก้รัฐธรรมนูญ

แต่มีพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายที่ต้องการต่อต้านสถาบันสนับสนุนให้ “เพนกวิน” หรือพริษฐ์ ชิวารักษ์ กับ “รุ้ง” หรือปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำเยาวชนปลดแอก “เปิดหน้า” ต่อต้านสถาบันด้วยการเพิ่มข้อเรียกร้อง เพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน และเพื่อลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อีก 10 ข้อ

ข้อเรียกร้องส่วนใหญ่เป็นความเข้าใจผิดที่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ บางข้อฝ่ายต่อต้านสถาบันอ้างได้ว่าเป็นการปฏิรูป แต่ท่าทีอหังการ์ของเพนกวินและรุ้งสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้จงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง

ขณะเดียวกันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนแก่พรรคการเมืองทุกพรรคจนไม่อาจวางตัวเมินเฉยอย่างที่เคยทำได้ นั่นคือต้องบอก “จุดยืน” ของตนอย่างเปิดหน้า

จึงขอขอบคุณเพนกวินและรุ้งไว้ ณ ที่นี้ด้วย

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เข้าเฝ้าฯ น้อมเกล้าฯ ถวายรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ฯ เมื่อวันที่ 24 กันยายน

คุณหญิงพจมานในนามของรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยคม ได้กราบถวายบังคมแทบพระบาทของพระเจ้าอยู่หัว และมีภาพคุณหญิงพร้อมครอบครัวที่ได้เข้าเฝ้าฯ แพร่ไปในสื่อโซเชียล

นักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติของคุณหญิงพจมาน ถือเป็นการส่งสัญญาณให้คนในพรรคเพื่อไทยตระหนักว่าทิศทางของพรรคควรอยู่ที่ใด จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของคุณหญิงและลูกๆ ซึ่งอยู่ในเมืองไทย

เป็นการบอกจุดยืนที่ชัดเจนกว่าทักษิณ ชินวัตร

การที่แกนนำในพรรคเพื่อไทยลาออกจากตำแหน่งโดยไม่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค ย่อมหมายถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางของพรรค และหมายถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางสถานะและบทบาทของคนเสื้อแดงรวมทั้ง นปช.ด้วย

ตุลาอาถรรพ์ ไม่เพียงแต่ไม่ต้องอุทานในใจว่า “เป็นไงก็เป็นกัน” เท่านั้น

แต่เราอาจจะได้พบว่า เป็นเดือนตุลาอาถรรพ์ที่มีการประกาศยุบสภา ปราศจากการคุกคาม และได้แก้รัฐธรรมนูญอย่างเรียบร้อยโดยไม่มีคำหยาบคายตามมาก็ได้

บทความก่อนหน้านี้ตำรวจขีดเส้น! 18.00 น.เลิกชุมนุมแยกราชประสงค์ เตือนโทษหนัก
บทความถัดไปวงค์ ตาวัน | ฆ่า 6 ตุลาฯ ก็หยุดนักศึกษาไม่ได้