อนุสรณ์ ติปยานนท์ : คำสาปจากป่า

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (49)
ป่าน้ำผึ้ง (14)

“ฉันรักเธอ

รักเธอ

ด้วยความไหวหวั่น

ว่าสักวัน

ฉันคงถูกทอดทิ้ง

 

มินานเท่าไหร่

แล้วเธอก็ไป

จากฉันจริงจริง

เธอทอดทิ้ง

ให้อาลัยอยู่กับความรัก

 

แม้มีปีก

โผบินได้เหมือนนก

อกจะต้องธนู

เจ็บปวดนัก

 

ฉันจะบิน

มาตาย

ตรงหน้าตัก

ให้ยอดรัก

เช็ดเลือดและน้ำตา”

อาลัยรัก คำร้องโดยชาลี อินทรวิจิตร

 

“ผมติดตามกองคาราวานนั้นออกมาถึงโลกภายนอกก่อนที่จะแยกกับพวกเขาที่รอยต่อระหว่างทุ่งเสลี่ยมกับสวรรคโลก ในชั้นแรกผมประหลาดใจที่เส้นทางการเดินทางของเขาลงมาสู่ภาคเหนือตอนล่างได้อย่างไร ผมควรจะอยู่ในบริเวณอำเภอเถินของจังหวัดลำปาง นั่นแสดงว่าพวกเขามีเส้นทางลัดอีกทางที่ใช้ค้าขาย ผมโบกรถค้าไม้คันหนึ่งกลับไปที่ตัวอำเภอทุ่งเสลี่ยม ก่อนจะว่าจ้างรถจี๊ปของนายตำรวจนอกราชการคนหนึ่งให้ไปส่งผมยังหมู่บ้านที่ผมจอดรถทิ้งเอาไว้ก่อนจะได้พบกับแสงฉาน คุณอาจคิดว่าการเดินทางของผมช่างยอกย้อนสับสนเสียนี่กระไร แต่มันยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้ เมื่อผมกลับไปที่หมู่บ้านแห่งนั้น ผมจึงพบว่าการเดินทางของผมนั้นดูจะเป็นนิรันดร์”

หลวงบุเรศรฯ เล่าข้อความตอนท้ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าจนมิตรสหายหนุ่มของเขาอดเป็นห่วงเสียมิได้ กระนั้น เมื่อเขาเอ่ยปากขอให้ทางคุณหลวงฯ พักเสียเพราะยังมีเวลาเหลือให้พวกเขาได้สนทนากันอีกมากมาย หลวงบุเรศรฯ กลับโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธและยืนกรานที่จะเล่าเรื่องราวของเขาต่อไปอีก

“เมื่อรถพาหนะของผมแล่นผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน สภาพของหมู่บ้านช่างแลดูแปลกตาผิดกับเมื่อตอนที่ผมจากไปมากมายนัก หลังคาบ้านที่เคยมุงด้วยใบตองตึงเปลี่ยนเป็นหลังคาไม้ปีกหรือหลังคากระเบื้องดินขอไปเสียแล้ว ป้ายบอกทางหรือถนนก็ดูทันสมัยไม่ได้เป็นดังถนนดินหรือป้ายไม้โย้เย้ดังแต่ก่อน”

“แต่ที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุดคือการตามหาบ้านของผู้ใหญ่บ้านที่ผมจอดรถทิ้งเอาไว้ ชาวบ้านคนหนึ่งบอกทางผมซึ่งมันไม่ใช่ทางที่ผมคุ้นเคย กระนั้นไม่นานนัก รถของเราก็มาถึงจุดหมาย ผมลงจากรถ ถอดสร้อยคอทองคำที่พ่อกับแม่ให้ไว้ก่อนที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศจ่ายเป็นค่ายานพาหนะ ผมออกจากบ้านของแสงฉานมาในฐานะของคนตัวเปล่าเล่าเปลือย ทรัพย์สมบัติที่ติดตัวมาก็มีเพียงเท่านั้น”

“แต่ผมก็คิดว่าทั้งหมดนี้เป็นไปเพียงชั่วคราว อีกไม่นานผมจะกลับไปหาแสงฉานและทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความปกติสามัญดังเดิม”

 

“ชายที่ลงมาต้อนรับผมเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปี ดูท่าเขาเพิ่งจะผ่านการเกณฑ์ทหารมาไม่นานนัก เขากระพุ่มมือไหว้ผมด้วยความนอบน้อม ก่อนจะแนะนำตัวว่าเขาคือผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านดังกล่าว สีหน้าอันฉงนฉงายของผมทำให้เขาต้องแนะนำตัวอีกครั้ง ผมเอ่ยชื่อผู้ใหญ่บ้านคนที่ผมคุ้นเคยด้วยความประหลาดใจว่าการเปลี่ยนแปลงผู้ใหญ่บ้านนั้นไม่เหมือนกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปกครองแบบอื่น เราจะเปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านก็ต่อเมื่อคนที่เคยดำรงตำแหน่งคนก่อนตายหรือแก่ชราจนไม่อาจทำงานต่อได้ ซึ่งสิ่งนี้ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผมเข้าป่าไปอาศัยอยู่กับแสงฉาน”

“ผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวทวนชื่อของผู้ใหญ่บ้านที่ผมอ้างถึงก่อนจะร้องออกมาด้วยความประหลาดใจว่าผู้ใหญ่บ้านคนนั้นมีศักดิ์เป็นตาของเขาและเสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อน ผมกลั้นความตระหนกใจแล้วถามถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านหลังเดิม ชายหนุ่มชี้นิ้วไปที่บ้านที่เรายืนสนทนา และกล่าวว่า มันคือบ้านหลังนี้เอง เพียงแต่ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยเงินจากการทำไม้ของเขา”

“ผมเอ่ยถามเขาต่อไปถึงรถของตนเองที่เคยจอดอยู่ที่นี่ ชายหนุ่มตรึกอยู่ชั่วครู่ก่อนจะบรรยายลักษณะของรถยนต์ออกมา มันเป็นลักษณะที่ตรงตามกับรถของผม เขาขอตัวชั่วครู่ก่อนจะบอกว่าจะเป็นผู้นำทางผมไปหามัน”

“ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มคนนั้นขึ้นเรือนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมจ้องมองใต้ถุนเรือนอันเป็นสถานที่ที่ผมได้พบกับแสงฉานเป็นครั้งแรก บัดนี้มันได้ถูกปิดล้อมเป็นห้องพักขนาดเล็กใต้ถุนบ้านเรียบร้อยแล้ว อิฐและปูนได้ปิดพื้นที่อันเป็นตำนานรักของผมกับแสงฉานไป สภาพผนังของห้องเก่าคร่ำคร่ามีตะไคร่น้ำเกาะติด ดูจากอายุอาจไม่ถึง”

“แต่กระนั้นมันก็ไม่ใช่เรือนที่เพิ่งก่อสร้างขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเป็นแน่”

 

“ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มลงมาจากเรือนในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีกรมท่ากับกางเกงขายาวสีกากี เขาเคียนพุงด้วยผ้าขาวม้า บนคอของเขาสวมพระเครื่องจำนวนหลายองค์ ก่อนจะสะพายปืนยาวไว้กับบ่า สภาพของเขาตอนนี้ไม่เหมือนกับคนนำทางไปหารถยนต์ของผม แต่เหมือนกับคนที่กำลังจะไปรบทัพจับศึกกับข้าศึกสำคัญมากยิ่งกว่า”

“พวกเราเดินตรงเข้าไปในหมู่บ้าน ขนาดของหมู่บ้านดูกว้างใหญ่กว่าที่เคย มีร้านค้าที่ขายของจากในเมือง มีน้ำบาดาลแกนโยก ทุกอย่างดูพัฒนาขึ้นผิดหูผิดตาจากที่ผมเคยเห็น แต่กระนั้นผมก็ยังไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่านี่เป็นโลกที่เดินหน้ามาสิบปีนับจากผมจากไปในหลายเดือนก่อน”

“พวกเราเดินมาจนถึงวัดประจำหมู่บ้าน ผมเริ่มจำได้ทีละนิด วัดแห่งนี้ดูจะเป็นสถานที่เดียวที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดในพื้นที่เหล่านี้ เจดีย์เก่าแม้จะได้รับการบูรณะแต่ก็เปลี่ยนแปลงรูปทรงไปน้อยเต็มที กุฏิไม้หลังเก่ามีกุฏิใหม่แซมแต่ก็ไม่มากนัก ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มพาผมไปบริเวณท้ายวัดที่นั่น รถของผมจอดอยู่ใต้ต้นไทรขนาดใหญ่ ล้อของมันแบนติดดิน สีรถลอกกระดำกระด่าง กระจกหน้าแตกละเอียด หูช้างและกระจกข้างหลุดลงมากองที่พื้น มันแลดูเป็นรถที่ถูกลากออกจากสภาวะสงครามมากกว่ารถที่ผมจอดทิ้งไว้เพียงชั่วคราว”

“ผมเปิดประตูรถออก กลิ่นอับสาบสางโชยออกมา ผมเปิดลิ้นชักด้านหน้า เอกสารทางราชการของผมถูกแมลงกัดกินจนแทบไม่เหลือสภาพ โชคดีที่บัตรประจำตัวข้าราชการยังพออ่านได้ ผมหยิบมันขึ้นจากกองฝุ่นผง ปัดคราบที่จับมันและเพ่งมองรูปถ่ายในบัตรนั้น มันเป็นรูปของผมแน่แท้”

“ผมยื่นบัตรประจำตัวดังกล่าวให้ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มดู นี่คือผม และนี่คือรถของผม คุณพอรู้จักใครที่พอจะซ่อมแซมมันให้คืนดีพอใช้การได้ไหม?”

“ชายหนุ่มผู้เป็นผู้ใหญ่บ้านหยิบบัตรจากมือของผม จ้องดูรูปในบัตรกับผมที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกำลังเผชิญภูตผีปีศาจจากดินแดนอื่น “เป็นไปไม่ได้” เสียงของเขาสั่น “คุณคือชายคนที่หายไปเมื่อสิบปีก่อนหรือ” ชายหนุ่มคนนั้นทรุดตัวลงราวกับคนเป็นลม

“เป็นไปไม่ได้””

 

“ผมประคองเขาไปยังขอนไม้บริเวณนั้น เราทั้งคู่นั่งลงเคียงข้างกัน เขาเอ่ยเรื่องราวที่ผมเองก็ยากจะเชื่อ เขาเล่าว่า เมื่อราวสิบปีก่อนในขณะที่เขากำลังเรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพฯ นั้น เขาได้รับโทรเลขด่วนจากทางบ้านว่าคุณตาของเขาได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เขากลับมาร่วมงานศพและพบกับเรื่องราวของผม หลังการหายตัวไปของผม คุณตาของเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านจัดลูกบ้านหนึ่งชุดออกตามหาผมอย่างไม่ลดละ แต่ไร้วี่แวว พวกเขาไม่พบแม้กระทั่งเงาของผม”

“แต่สิ่งเลวร้ายนอกจากการไม่ได้เจอผมแล้ว คุณตาของเขากลับติดเชื้อโรคจากในป่า ไม่ว่าจะพึ่งพาหมอบ้านหรือหมอจากสุขอนามัย อาการของท่านไม่ดีขึ้นเลย และถึงแก่กรรมในเวลาเพียงสามวันเท่านั้นเอง”

“ผู้คนในหมู่บ้านพากันร่ำลือว่าคุณตาของเขาได้ถูกคำสาปของผีร้ายกลางป่า เป็นนางผีร้ายที่เป็นตำนานเก่าแก่ว่าห้ามใครบุกรุกไปในเขตพื้นที่ของนาง ลูกบ้านจำนวนมากพากันหวาดกลัว จนในที่สุดก็พากันย้ายหนีออกไปทีละหลังคาเรือน หลงเหลือเพียงครอบครัวของเขาเท่านั้นที่ยืนหยัดกับที่รวมถึงสมภารเจ้าอาวาสวัดที่เรานั่งอยู่นี้ด้วย”

“พ่อของเขาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวด้วยความอดทน และไม่ช้านานเมื่อไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีก ผู้คนหน้าใหม่ก็พากันมาตั้งถิ่นฐาน เรื่องราวของผีร้ายถูกหลงเลือนไปพอๆ กับรถยนต์คันนี้ที่ถูกลากมาทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์แห่งปริศนาที่แก้ไม่ตกว่าชายผู้เป็นเจ้าของรถหายไปไหน ส่วนตัวเขานั้นได้กลับมาที่หมู่บ้านนี้ก่อนหน้าไม่นานนัก และหลังจากพ่อของเขาจากไปเมื่อปีกลาย เขาก็รับหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านสืบต่อมา”

“และไม่คิดว่าจะได้เจอผมในวันนี้”

 

“ผมกล่าวคำขอบคุณชายหนุ่มผู้นั้น และฝากฝังให้เขาดูแลรถของผมก่อนจะขอหยิบยืมเงินเขาเป็นค่าเดินทาง ผมโดยสารรถสารพัดที่จะมีจนถึงกรุงเทพฯ แต่ไม่เพียงแต่ในหมู่บ้านเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แม้แต่ครอบครัวของผมก็มีการเปลี่ยนแปลงมากเช่นกัน พ่อและแม่ของผมจากไปแล้ว บ้านของผมถูกทิ้งเป็นบ้านร้าง ผมตัดสินใจขายบ้านทิ้ง หน้าที่ราชการของผมขาดไป”

“ผมต้องวิ่งเต้นให้เขารับเอาเงินจากการขายบ้านนั้นเป็นการใช้หนี้ทุนการศึกษาที่ผมได้รับ หลังจากนั้นผมเก็บสิ่งของที่พอมี เดินทางกลับหมู่บ้านนั้นอีกครั้ง ตามหาช่างมาซ่อมแซมรถคันดังกล่าวที่เป็นสมบัติสุดท้ายของผม”

“ระหว่างนั้นผมใช้เวลาเดินเท้าพยายามจะเสาะหาทางกลับเข้าไปในป่า กลับเข้าไปหาแสงฉาน กลับไปหาน้ำผึ้งหนึ่งเดียวในใจผม

“แต่ไร้ผล ป่าดังกล่าวปิดสนิท มันไม่ยอมเปิดเผยตนเองกับผมอีกต่อไป”

บทความก่อนหน้านี้“ดอยตุง” เผยโฉมแฟชั่นสุดล้ำ “ดีไซน์สวย…ช่วยโลกได้”
บทความถัดไป“ประวิตร” กำชับ ก.แรงงาน” เร่งแผนพัฒนากำลังคนรับอุตสาหกรรม ฟื้นเศรษฐกิจประเทศจากโควิด-19