ต่างประเทศอินโดจีน : ทหารพม่าผู้ยังคงมั่นคงและมั่งคั่ง

Myanmar leader Aung San Suu Kyi gestures while wearing a face shield, mask and gloves during a flag-raising ceremony to mark the first day of election campaigning at the National League for Democracy party's temporary headquarters in Naypyitaw, Myanmar on Tuesday, Sept. 8, 2020. Myanmar holds a general election on Nov. 8 and began a sixty-day election campaign period Tuesday, which may be disrupted due to a resurgence of the coronavirus. (AP Photo/Aung Shine Oo)

ระยะเวลา 9 ปี 10 ปี แม้จะยาวนานไม่น้อยในความเป็นจริง แต่ในแง่ประวัติศาสตร์กลับกระชั้นสั้นอย่างยิ่ง ประวัติศาสตร์ (อย่างเป็นทางการ) เพิ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำในห้วงเวลาสั้นๆ ดังกล่าว

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากก็คือ กรณีของประเทศเมียนมา ที่หลายคนหลงลืมไปแล้วว่า ย้อนหลังกลับไปเพียงไม่ช้าไม่นาน ประเทศนี้ยังคงมีคณะนายทหารเป็นองค์กรปกครองสูงสุดอยู่

ทหารกลุ่มสุดท้ายที่ปกครองประเทศด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จในนามสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (เอสพีดีซี) เพิ่งสลายตัวไปเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมานี่เอง

เอสพีดีซีเป็นผู้กำหนด “แผนปฏิบัติการสู่ประชาธิปไตย – โรดแม็ป ทู เดโมเครซี่” เอาไว้เมื่อปี 2003 เป็นการบ่งบอกเป็นนัยเอาไว้ว่า นี่คือแผนการเพื่อดำรงอำนาจทางการเมืองของทหารเอาไว้ต่อไป

ในแง่หนึ่ง กระบวนการทางการเมืองในเมียนมา จึงยังคงถูกผลักดันให้เคลื่อนที่ไปด้วยกองทัพและทหาร ไม่ใช่ด้วยพลังของมวลชนและกลุ่มผลประโยชน์พลเรือนเพียงลำพัง

 

“ยทานา ยมหัตถา” ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา จากมหาวิทยาลัยลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ (แอลเอสอี) บอกเอาไว้ชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา เป็นการเปลี่ยนผ่านจากจุดสูงสุดของอำนาจลงสู่ระดับล่าง

เปลี่ยนจากการปกครองของทหาร มาเป็นการปกครองแบบพลเรือนอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง ที่ไม่ใช่นายทหารในกองทัพเป็นผู้ครอบงำทางการเมืองทั้งหมดอีกต่อไป

ถามว่า อิทธิพลของทหารในการเมืองของเมียนมา หมดไปแล้วหรือไม่?

คำตอบก็คือ อำนาจอิทธิพลของกองทัพยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของสังคมไปในหลายทิศทาง

ทั้งโดยตรงผ่านกลไกที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เอื้ออย่างยิ่งต่อการมีส่วนร่วมของกองทัพ

ทั้งส่งผ่านอิทธิพลออกไปยังบรรดากิจการรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่เชื่อมโยงถึงกันและกันอยู่ผ่านการแต่งตั้งผู้บริหารและผู้รับผิดชอบในกิจการเหล่านั้น ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่ยุคทหารครองเมือง

ผลักดันพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศควบคู่ไปกับการลงทุนจากต่างประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากันในการกำหนดวาระและทิศทางการพัฒนาเมียนมาตามใจชอบ

 

ยมหัตถาชี้ว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมียนมาในยามนี้ เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากการปกครองของทหารที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

นับตั้งแต่ พล.อ.เน วิน รัฐประหารเมื่อปี 1962

กลุ่มพลังประชาธิปไตยทั้งหลายถูกทำลาย ตัดตอนและกำจัดจนหมดสิ้น

ทหารเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้อง “อย่างมีนัยสำคัญ” ต่อเศรษฐกิจของประเทศมายาวนาน ตั้งแต่ข้าว ไปจนถึงเหมือง

สุดท้ายก็เป็นทหารอีกนั่นแหละที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์ทั้งหลายในเมียนมามานานหลายสิบปี

กองทัพพม่าจึงยังคง “มั่งมี” และ “เป็นสุข” ดีในท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยทั้งหลายในเมียนมา จึงยังคงตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกเบียดบัง ถูกฉกฉวยเอาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนของพวกตนอยู่ต่อไป

ทิ้งเอาไว้ให้ก็แต่ผลกระทบในทางร้ายที่เกิดขึ้นจากความละโมบ ความกระหายทางการค้า

ตั้งแต่เหมืองหยกในรัฐกะฉิ่น เรื่อยมาจนถึงผลประโยชน์เหนือลำน้ำสาละวินในรัฐกะเหรี่ยงและฉาน ซึ่งถูกกีดกันออกไปจากการได้รับประโยชน์ที่ควรได้โดยสิ้นเชิง

นักวิชาการ นักสังเกตการณ์ทั้งหลาย เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะยังคงดำเนินต่อไป

การเลือกตั้งเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ไม่ได้แก้ปัญหานี้ฉันใด

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2020 ก็ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ฉันนั้น

บทความก่อนหน้านี้บช.น.แนะประชาชน เลี่ยงเส้นทางผู้มาชุมนุม อาจส่งผลกระทบต่อการจราจร 19-20 กันยาฯ
บทความถัดไปนักขับเคลื่อน ปชต.บุกสภา ยื่นหนังสือถึง ‘ชวน’ เสนอตั้ง กมธ.กระทำความรุนแรงคุกคามนักเรียน