คุยกับ “ทราย เจริญปุระ” กำลังใจจาก “คนรุ่นใหม่” และ “ความพ่ายแพ้-รปห.” ที่อาจเกิดซ้ำรอย

“ทราย เจริญปุระ” เป็นหนึ่งในคนบันเทิงน้อยรายที่กล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองมาอย่างชัดเจนยาวนานกว่า 10 ปี

มาถึงวันนี้ชื่อของทรายกลายเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังเธอประกาศตัวเป็นผู้ดูแลและคอยช่วยประสานงาน สนับสนุนเรื่องอาหารการกินและห้องน้ำเคลื่อนที่ให้แก่การชุมนมของน้องๆ นักเรียน-นักศึกษา

ทรายเปิดเผยกับมติชนสุดสัปดาห์ว่า การเกิดขึ้นของม็อบนักศึกษาหนนี้ ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้เธอในระดับ “ใจแม่มามาก”

“ไม่น่าเชื่อว่าน้องๆ ในยุคนี้ ที่รัฐทำทั้งการโฆษณาชวนเชื่อแฝงอะไรในแบบเรียน แม้แต่สังคมรอบๆ ตัวน้องก็กดดัน ยังออกมากันได้ถึงเบอร์นี้ การที่ถูกโจมตีว่าทำเพราะมีคนอยู่เบื้องหลัง ทำเพราะโดนปั่นหัวมา ทำเพราะโดนชี้นำ พยายามกล่าวหาว่าคิดเองไม่ได้ แต่น้องทุกคนสามารถตอบได้หมด

“ดังนั้น พวกวาทกรรมที่ว่าเด็กโดนปั่นหัว มันใช้ไม่ได้ผลแล้ว แล้วเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ คนมองว่าอันตราย เพราะว่าเขาไม่คุ้นกับการที่เด็กไม่ยอมเงียบ

“วัยหนุ่ม-สาวมันคืออะไรแบบนี้ มันต้องโกรธ มันต้องสงสัย เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แล้วก็เก่งมากที่รอดพ้นจากการถูกบีบบังคับทุกสิ่งอย่างกันมาได้เยอะมากๆ”

ทรายกล่าวชื่นชมคนรุ่นใหม่ก่อนจะขอบคุณพวกเขาและเธอ

“ขอบคุณมากๆ ที่ไม่ลืมผู้ที่ผ่านเส้นทางมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มีการพูดถึงรุ่นพี่ที่เคยผ่านมาก่อน ยุค 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม เขาไม่ถูกหลงลืม เราว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการขอโทษด้วยซ้ำ”

ต่อไปนี้คือบทสนทนาที่เหลือระหว่างมติชนสุดสัปดาห์กับ “ทราย เจริญปุระ”

: เริ่มเห็นแสงสว่างจากถ้ำแห่งนี้หรือไม่?

ตอบได้ว่าเห็น เห็น เห็น ที่ผ่านมา เดินมาตลอดมันมืด เราก็เชื่อว่าเรื่องแบบนี้ พอน้องๆ รู้ไปแล้ว มันจะทำเป็นไม่รู้อีกไม่ได้ น้องๆ ไม่สามารถกดปุ่ม undo กลับไปโหมดก่อนหน้านี้ได้ มันรู้ไปแล้ว เราไม่รู้หรอกว่ามันจะนำพาไปสู่อะไร แต่เราก็ไม่เคยเชื่อเหมือนกันว่ามันจะมีวันนี้ขึ้นมาได้

ถ้าแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ เราว่ายังมีความหวังต่อไปเสมอ

: จุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือม็อบ บางคนมองเป็นท่อน้ำเลี้ยง

พออายุเยอะขึ้น ก็มีความเป็นห่วงเรื่องกินเรื่องนอนตามวัย เราเรียนรู้โลกมามากพอแล้วที่จะรู้ได้ว่าเรื่องแบบนี้มันจะขับเคลื่อนไม่ได้ถ้าทุกคนยังหิว ถ้าทุกคนไม่มีห้องน้ำจะเข้า เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนตรงนั้น เพราะว่าลำพังพลังของตัวเองคนเดียว ไม่มี สังขารสู้เด็กเขาไม่ได้

สิ่งที่เรายังไม่เคยทำก็คือการเป็นสาย support สนับสนุน พวกหนูต้องกินลูก หนูจะได้อิ่ม เราไม่อยากใช้คำว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” มันดูเป็นอะไรที่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง คือมันก็คือใครก็ได้ที่คอยให้ความช่วยเหลือเยอะมาก ทั้งในเรื่องของงบประมาณ เรื่องของคอนเน็กชั่น

มีคนเยอะมากที่อยากจะร่วมกับน้องๆ ในแบบที่เขาถนัด บางคนก็เป็นสายที่พร้อมจะออกไปบวก บางคนเป็นสายทำอาหารก็พร้อมที่จะทำกับข้าว บอกคนเป็นสายชอบปั่นแท็ก เขาก็ปั่น คือทุกคนก็พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เท่านั้นเอง

ทรายก็อยากบอกว่า ทรายเองรู้ดีว่ามันเหงาแค่ไหน ในยุคตอนที่เราพูด แล้วไม่มีใครเอาด้วยเลย เด็กๆ ไม่ควรที่จะต้องรู้สึกอะไรแบบนี้ บางคนเข้าใจว่าอาจจะโดนโดดเดี่ยวจากที่บ้านหรือที่โรงเรียนมาอยู่แล้ว เราไม่อยากรู้สึกว่าเขามาโดนเหยียบซ้ำอีก

อยากให้รู้สึกว่าทุกคนมีคนพร้อมที่จะสนับสนุนอยู่นะ มีคนที่เข้าใจเขาอยู่จริงๆ นะ มาในรูปแบบของไอติม ข้าว ขนม อยากให้น้องๆ รู้สึกตรงนี้ ว่าหนูไม่ได้โดดเดี่ยว หนูไม่ได้สู้อยู่คนเดียว

: ห่วงถูกคุกคามหรือไม่?

จะบอกว่าไม่รู้สึกถูกคุกคามเลยก็ไม่ใช่ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่เดินตามแบบจดทะเบียนรถหรืออะไรขนาดนี้ แต่ก็ต้องรู้สึกว่าต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะไม่ได้เป็นความลับอะไร ทุกคนเองก็รู้ว่าเราทำอะไร แล้วก็ดูจากกฎเกณฑ์ที่ทุกวันนี้ใช้จับหรือออกหมาย ก็พิสดารมากขึ้นทุกวัน ถ้าวันหนึ่งเราจะโดนเองก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ

แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่จะต้องระวังอยู่ ช่วงนี้เห็นใครไถหัวสูงๆ ก็ไม่ค่อยสบายใจนิดหน่อย เพราะก็จะรู้สึกว่า ทำไมเราเห็นคนนี้บ่อยจัง ผิดปกติ ถ้าไม่ใช่เป็นแฟนคลับเราตัวยงก็จะต้องเป็นอะไรสักอย่างแล้ว เราเองก็มีความระวัง แต่ก็ไม่ถึงขนาดจะต้องหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่

ยิ่งถ้าเขาอยาก “เชือดไก่ให้ลิงดู” แล้วตอนนี้เราเหมือนเป็น “แม่ไก่” ก็อยากจะบอกว่ามันวางไข่ไปแล้วไง เดี๋ยวมันก็จะฟักมาอีกมาก มันไม่ใช่ยุคในแบบที่ถ้าไม่มีคนนี้คนหนึ่งแล้วทุกอย่างจะเสียขบวน มันไม่มีผลอะไรแล้ว มันคือการ “ตายสิบเกิดแสน” มันคือการ “เด็ดดอกไม้ทิ้งจะยิ่งบาน” มันคืออะไรแบบนั้นแล้ว

: สิ่งที่อยากบอกผู้มีอำนาจ

คุณต้องปรับท่าทีจริงๆ นะ จะบอกว่าคนถ้าไม่โดนกดเขาก็จะไม่ออกมาหรอก แต่คนกดเองยังไม่รู้ตัวเลย คอยแต่บอกว่าฉันไม่ได้ทำอะไรเธอ อยากจะบอกว่าคุณทำ ให้คุณกลับไปดูดีๆ ไปเช็กดีๆ ว่าคุณทำอะไรไว้ เด็กๆ โดนอะไรกันมาบ้าง ฟังเขาบ้าง

บางอย่างมันอาจจะดูไร้สาระในสายตาผู้ใหญ่ แต่บางเรื่องสำหรับเด็กคือเรื่องใหญ่ คุณบอกว่าโลกของเด็กคือการต้องไปโรงเรียน แต่ว่าการที่เขาไปโรงเรียน เขาโดนอะไรบ้าง แล้วกลับมาที่บ้าน เขาโดนอะไรอีก ทำไมคุณไม่มองมิติตรงนี้ มันต้องรับฟังกันค่ะ

อยากจะให้เด็กฟังอย่างเดียวมันไม่ได้ หนูฟังพี่แล้ว พี่ไม่ฟังหนูบ้างเลยหรือ เราว่ามันก็ไม่แฟร์นะ ถ้าคุณอยากให้เขารับฟัง คุณก็ต้องฟังเขาด้วย มันเป็นอะไรที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก อยากให้คนมาทำอะไรกับเรา ก็แค่ทำแบบนั้นกับเขา ไม่อยากให้ใครมาทำอะไรแบบนี้กับเรา ก็อย่าไปทำแบบนั้นกับเขา

แบบนี้ทรายมองว่ายังหาไม่ค่อยเจอในกลุ่มผู้ใหญ่ของเรา เขายังคงมีกรอบความคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ ฉันโตกว่า ต้องฟังฉันเท่านั้น ยังคิดแบบนี้อยู่

: ถ้าการต่อสู้ครั้งนี้มันไม่ได้ผลดังหวัง

ไม่ได้ผลก็คือไม่ได้ ไม่มีใครสามารถทำครั้งเดียวได้เลย และความคาดหวังในผลของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีก แต่ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาหนนี้เอง ทรายก็รู้สึกว่า “ใจแม่มาแล้ว” บางคนเขาอาจหวังว่าจะได้มากหรือน้อยกว่านี้ อยากบอกว่า ถ้าเรายังไม่ตายก็ลองสู้ใหม่ได้เรื่อยๆ

ทรายก็จะพูดของทรายไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ มันก็กลายเป็นตัวตนเราไปแล้ว ไม่ใช่แบบว่าช่วงนี้เขาไม่พูดเรื่องนี้กันแล้ว เราไม่พูดดีกว่า มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่แฟชั่นเสื้อผ้าที่พอหมดยุคกางเกงขาบานแล้ว พูดถึงไม่ได้ มันต้องพูดได้เรื่อยๆ วันหนึ่งเขาจะไม่ใส่กันก็ไม่เป็นไร

ฉะนั้น ถ้ามันจะไม่สมหวังในการต่อสู้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไร ไม่ใช่เรื่องที่ถ้าชนะแล้วจะต้องชนะไปตลอด หรือพอชนะถือว่าเสร็จแล้ว ดีใจ กลับบ้านนอน ทุกคนแยกย้าย มันไม่ใช่ มันจะต้องมีเรื่องให้ถกเถียงกันอีก

: หากมีสภาวะการสูญเสีย-การนองเลือด

มันไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง มันไม่ต้องรุนแรงก็ได้ ถ้าคนที่มีอำนาจหรืออาวุธไม่คิดจะรุนแรง มันก็ไม่รุนแรงได้ มันมีหนทางเยอะมากที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้

สมมุติว่ามีทางออก 10 ทาง ความรุนแรงคือ 1 ใน 10 คุณยังจะเลือกทางนี้อีกหรือ เราไม่แน่ใจว่าระบบความคิดแบบไหนที่ทำให้คุณเห็นดีเห็นงามกับการใช้ความรุนแรงกับเด็กๆ ที่เป็นลูกเป็นหลาน เป็นคนที่จะต้องอยู่ต่อไป เรานึกไม่ออกว่ามันจะดีได้อย่างไร กับอะไรแบบนี้

แล้วยิ่งเป็นความรุนแรงจากฝ่ายผู้ชุมนุม ยิ่งไม่ควรใหญ่เลย สิ่งที่เราพยายามต่อสู้ พยายามไฟต์กันมา มันจะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย แน่นอนว่าพลังงานเวลาคนมารวมกันมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าความรุนแรงในเชิงกายภาพที่จะถึงขั้นเลือดตกยางออก ทรายมองว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้เสมอ

ดังนั้น ก็เป็นอันตรายเหมือนกันของวัยหนุ่มสาว เพราะว่าขึ้นง่าย จุดติดง่าย เราก็ผ่านมาแล้ว เราก็อยากให้ใจเย็นๆ กัน คิดว่าที่เราออกมาวันนี้ เราอยากได้อะไร ให้เราคิดตรงนี้เอาไว้เท่านั้น ถ้าเราจะแพ้ก็ไม่เป็นไร มันจะมีวันพรุ่งนี้ มันจะมีวันให้รออยู่อีกเสมอ

: ถ้าบทสรุปสุดท้ายหวยไปออกที่รัฐประหาร?

เป็นคนไม่เล่นหวยค่ะ แต่อยากจะบอกว่าพอแล้ว สมมุติว่ามีรัฐประหารซ้อนมาอีกรอบแล้วเราตายไปแล้ว สมมุตินะว่าเราไปเจอพ่อ-แม่ในนรกหรือสวรรค์ แล้วเขาก็ถามว่าตอนนี้โลกเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเราก็ตอบเขาว่ารัฐประหารอีกแล้ว คือพ่อเราเกิด 2475 แม่เราเกิด 2499 นี่ปี 2563 มันจะไม่ไปไหนกันเลยเหรอวะ

พอเหอะ พูดจริงๆ คือรัฐประหารของเรา มันไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย นอกจากมีบางคนรวยขึ้น แล้วที่สำคัญมันไม่ใช่เราด้วย

ถ้ามันเกิดขึ้นอีก ทรายมองว่าวันนี้มันมีพื้นที่ให้คนได้แสดงออกในการไม่เห็นด้วยมากขึ้น สื่อต่างประเทศด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องพึ่งต่างชาติแล้ว เรายังต้องติดต่อเศรษฐกิจกับชาวโลกอยู่ ถ้าอยากจะมีตรงนี้อยู่ ก็ต้อง keep look กันบ้าง

แต่ถ้าจะไม่สนอะไรกันเลยก็คงจะต้องอยู่กันเองแบบนี้ เด็กๆ ก็ต้องอยู่ในบ้านที่พ่อแม่ลูกไม่พูดกันเลย

บทความก่อนหน้านี้เกษียร เตชะพีระ | ชนะแต่ล้มเหลว (1)
บทความถัดไปเมื่อวันนอร์ ลาออก กับก้าวต่อไปประชาชาติ ทั้งในและนอกสภา