Soft Power เฌอปราง อารีย์กุล

“เซ็ตต่อไปต้องใส่ชุดไหนคะ”

เสียงของเฌอปราง อารีย์กุล ดังแว่วออกมาให้ได้ยินทันทีที่เราไปถึงจุดนัดหมาย ณ สตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอกำลังทำงานร่วมกับช่างภาพเพื่อถ่ายปกหนังสือ Soft Power โดยเฌอปรางซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนทำหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ของเธอเพื่อตีพิมพ์ให้คนอ่าน บอกว่าจุดเริ่มต้นของงานชิ้นนี้มาจากมุมมองของผู้ใหญ่แห่ง BNK 48 ที่เห็นว่าเธอเป็น “อินสไปเรชั่นไอดอล”

จากนั้นโปรเจ็กต์หนังสือเล่มแรกของเธอก็เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของ BNK 48, สนพ.มติชน และนิ้วกลม-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ซึ่งฝ่ายหลังรับหน้าที่ถอดบทเรียนจากความคิดและทัศนคติของเฌอปรางต่อเรื่องราวต่างๆ ให้คนอ่านได้สัมผัสผ่านตัวอักษร โดยเชื่อมั่นว่าทั้งหมดนั้นนอกจากจะทำให้เราๆ ได้รู้จักตัวตนของเด็กผู้หญิงธรรมดาๆ ที่กลายมาเป็นไอดอลคนดังแล้ว ยังน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอ่านโดยทั่วไปด้วย

ในวันที่คุยกัน เฌอปรางบอกว่า เธอเริ่มต้นวันนั้นตั้งแต่ 8 โมงเช้า ด้วยภารกิจไปส่งคุณยายทำธุระ ต่อด้วยประชุมตอน 11 โมง ไปงานอีเวนต์ตอนบ่ายโมงกว่าๆ แล้วก็บึ่งมาถ่ายปกตอนสี่โมงเย็นนิดๆ

ส่วนเวลาที่เริ่มคุยกับเรา คือ 1 ทุ่มตรง ซึ่ง “ไหวค่ะ สบายมาก” บอกพลางยิ้ม

อาจเพราะชินละมัง เธอว่า เพราะตั้งแต่มาเป็นสมาชิกวง BNK 48 การได้นอนวันละ 4-5 ชั่วโมง ถือเป็นเรื่องปกติ

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว จะนอนตี 2 ตื่น 6 โมง เพราะมีเรียน 8 โมง ซ้อมเสร็จ 4 ทุ่ม กว่าจะกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มกว่า แล้วก็เคลียร์โน่นนี่”

เป็นอย่างนี้อยู่แทบจะทุกวัน

ส่วนตอนช่วงงานพีกๆ นั้น ก็เป็นอย่างนี้แทบจะตลอดทั้งปีก็ว่าได้

ถึงวันนี้เฌอปรางอยู่ในวงการมาได้ราว 4 ปีแล้ว และแม้ “กว่าจะเป็นแบบนี้ก็มีจุดล้มลุกคลุกคลานมาเยอะ” แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ นี่เป็นโอกาสที่ดี

ละเรื่องของชื่อเสียงและรายได้อื่นๆ ที่เธอได้นอกเหนือจากนั้น เฌอปรางบอกว่ามีทั้งเรื่องพัฒนาการที่มากขึ้นและประสบการณ์เยอะขึ้นแล้ว ทุกวันนี้ยัง “มีมุมมองกว้างขึ้นกับคนมากขึ้น”

ขณะเดียวกันยังใจเย็นขึ้นอีกต่างหาก

“เมื่อก่อนจะโผงผางกว่านี้”

ส่วน “กว่า” ขนาดไหนน่ะหรือ ก็แค่เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าเธอจะมาอยู่ตรงนี้ได้นั่นละ

ด้วยนอกจากเมื่อก่อนจะไม่ดูแลตัวเอง ไม่แต่งหน้าแต่งตัวแล้ว ยัง “เป็นคนดุมาก”

มากชนิดเพื่อนๆ รู้สึกเป็นห่วงน้องๆ ในวง ว่าจะไม่กลัวกันแย่หรือ เล่าพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนออกตัวว่า จากการเป็นตัวแทนนักเรียนในการพูดหน้าเสาธง เป็นคนนำสวดมนต์ นำเคารพธงชาติ เป็นตัวแทนห้อง ซึ่ง “จะมีความแมนๆ เป็นอาเจ๊ของเพื่อนๆ” จึงอาจทำให้มีบุคลิกบางอย่าง

แต่ยืนยันว่า (พยายาม) เปลี่ยนแล้ว

“พอเพื่อนพูด เราก็ปรับ ใช้คำพูดแรงไป รู้สึกไม่ดี ก็พยายามอยู่”

แต่กระนั้น เพื่อนสมัยมัธยมที่ยังมีการนัดเจอเพื่อล้อมวงเปิดใจคุยก็ยังว่า “เสียงแข็งไปนะเธอ”

ซึ่ง “จะพยายามต่อไปนะคะ” เล่าพลางหัวเราะร่วน

ในเรื่องของการแสดง จากช่วงแรกๆ ที่หนักหนาสาหัส ถึงตอนนี้เจ้าตัวบอกว่าสามารถก้าวข้ามเรื่องการแสดงอารมณ์ได้มากขึ้น และนั่นก็ “เปลี่ยนให้กลายเป็นคนเซ็นซิทีฟแบบไม่น่าเชื่อ”

“มีช่วงหนึ่งที่เราอยู่กับวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีช่วงที่อารมณ์สะวิง พอจะเกิดอารมณ์ เราเรียนนั่งสมาธิ ทำจิตใจ ก็กดมัน เก็บไว้ แต่กลายเป็นว่าพอทำตรงนี้ได้รีแลกซ์มากขึ้น”

ด้วยเหตุนี้พอได้เห็นทีเซอร์ภาพยนตร์ ซึ่งพูดถึงสุนัขที่กลับมาเกิดใหม่กี่ครั้ง ก็ยังวนเวียนกลับมาหาเจ้าของเดิม จึง “ร้องไห้เฉยเลย”

“เป็นคนอินกับสัตว์เลี้ยงหรือว่าเรื่องคู่หู อย่างโปเกมอน ดิจิมอน นั่นก็จะอินเป็นพิเศษ”

เหตุเพราะอะไร เธอเองไม่ทราบชัด

แต่ “อาจเป็นเพราะเฌอมีคู่หูตั้งแต่เด็ก จะตัวติดกับเพื่อนสนิทคนเดียวเลย”

กับการอยู่ในสถานะของไอดอล “ไม่ง่ายค่ะ” เธอบอกตามตรง หากกระนั้นการยืนอยู่ตรงนี้ ก็ให้อะไรหลายๆ อย่าง อย่างแรกคือได้ตอบคำถามตัวเอง และตามมาด้วยได้เปิดโลก

“ตอนแรกที่เข้ามา เพราะสงสัยว่าไอดอลที่ตัวเองชอบผ่านอะไรมาบ้าง แล้วก็ได้ตอบตัวเอง ได้รู้ แล้วมันทำให้เราเติบโต แล้วก็ได้อื่นๆ เพิ่ม ได้มีแฟนคลับ ได้ทำงาน ได้รายได้ มีชื่อเสียง ได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ”

หากในขณะเดียวกันก็มีอื่นๆ เสริมเป็นแพ็กเกจคู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ต้องระมัดระวังตัว เพราะไม่รู้ว่า “วันดีคืนดีจะเผลอทำอะไรที่สังคมไม่ชอบ แค่การโพสต์บางที การพูดถึงอะไรบางอย่าง มันจุดประเด็นได้ตลอด ทั้งๆ ที่บางทีเราไม่ได้คิดอะไรเยอะกว่า หรือไม่ได้ต้องการทำอะไรแฝง”

รวมไปถึงเรื่องคำวิจารณ์ การดราม่า ซึ่งถึงแม้ตอนนี้จะทำใจได้มากขึ้น

“แต่ไม่ใช่ไม่รู้สึก”

ไอดอลคนดังยังบอกอีกว่า จากความชื่นชอบและเฝ้าติดตามยามาโมโต้ ซายากะ อดีตกัปตันวง NMB48 จนตัดสินใจก้าวเท้าตามจนมามีวันนี้ ซึ่ง “ก็หวังว่าเขาจะดีใจที่คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลง แล้วเติบโตมาได้ขนาดนี้ เพราะมีเขาเป็นแรงบันดาลใจ”

ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเธอจะสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ให้คนอื่นๆ ได้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี และแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เธอเองก็อยากทำ

บทความก่อนหน้านี้สมชัย ศรีสุทธิยากร | ปฏิรูปประเทศ : เรื่องนิยายหรือโปกฮา
บทความถัดไปกาแฟดำ | ใครเชื่อบ้าง : นโยบาย E-Government ครั้งนี้เอาจริง?