ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต/สบายๆ กับ ‘โคโรลล่า ครอส’ ‘เอสยูวี’ อารมณ์เก๋ง-ขับนิ่ม

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต cars@khaosod.co.th

สบายๆ กับ ‘โคโรลล่า ครอส’

‘เอสยูวี’ อารมณ์เก๋ง-ขับนิ่ม

 

บอกเลยว่าถูกใจสุดๆ หลังจากผมได้ทดลองขับ “โคโรลล่า ครอส” รถเอสยูวี หรือครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุดที่อวดโฉมของโตโยต้า

เนื่องจากช่วงล่างที่นุ่มนวลผิดวิสัยรถเอสยูวี ที่ปกติต้องมีความแข็งนิดๆ เพื่อไว้ลุยทางทุรกันดารได้

แต่กับ “โคโรลล่า ครอส” แทบไม่ต่างจากการขับรถเก๋งดีๆ สักรุ่นเลย

จนบอกได้ว่าหากจัดให้อยู่ในเซ็กเมนต์ “เอ็มพีวี” ยังได้เลย

ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าโตโยต้าเจาะตลาดคนเมือง ทำเป็นสไตล์รถยนต์นั่งสบายๆ เป็นรถครอบครัว มากกว่าจะให้ไปลุยแบบดุๆ แถมความสูงก็พอลุยน้ำท่วมได้ประมาณหนึ่ง

รุ่นที่ได้มาทดสอบเป็นตัวท็อป “Hybrid Premium Safety” ขุมพลังเบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ความจุ 1,798 ซีซี กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที

ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร แรงดันไฟฟ้า 201.6 โวลต์ เมื่อร่วมกับเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า

ระบบไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทนทานและประหยัดน้ำมัน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 23.3 กิโลเมตร/ลิตร

แต่การทดสอบของผม ที่ตะบี้ตะบันเหยียบความประหยัดไม่น่าถึง แต่อย่างน้อยๆ ต้องมีระดับ 19-20 กิโลเมตร/ลิตร

ความประหยัดระดับนี้ถือว่าน่าพอใจแล้ว

ระบบเกียร์ E-CVT พร้อม Shift Lock

 

ก่อนเข้าสู่โหมดบนถนน เรามาดูภาพลักษณ์แบบคร่าวๆ กันก่อน กระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์แบบ Hybrid LED ควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ปรับไฟสูงอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home

ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED Light Guiding ต่ำลงเป็นไฟตัดหมอก

กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ กรณีล็อกรถ และกางออกเมื่อคลายล็อก เพิ่มความปลอดภัยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาเดินเกี่ยว

คิ้วขอบซุ้มล้อขนาดใหญ่สีดำ มีกันกระแทกบริเวณชายประตู

ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ติดตั้งราวหลังคามาให้ด้วย พร้อมเสาอากาศแบบครีบฉลาม

ประตูบานที่ 5 เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า มีระบบป้องกันการหนีบ พร้อม “คิกส์ เซ็นเซอร์” เปิดประตูโดยเตะเท้าเข้าไปใต้ท้องรถ

ล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/50

ภายในหากใช้สีทูโทนดำและแดง Terra Rossa ตัดด้วยแถบสีเงินในบางจุด รอบคันบุด้วยวัสดุอ่อนนุ่ม

สีนี้บอกเลยว่าดูหรูหรา ไฮโซมาก

พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) แบบมัลติฟังก์ชั่นยกมาจากโคโรลล่า อัลติส เช่นเดียวกับมาตรวัด มีจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display)

ตรงกลางเป็นหน้าจอขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay Bluetooth และ USB เชื่อมต่อ T-Connect รวมถึงรับภาพจากกล้องรอบคัน พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ

ระบบเครื่องเสียงลำโพง 6 ตำแหน่ง

แอร์แบบ 2 โซน พร้อมเจาะแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังด้วย

 

ที่นั่งเบาะนั่ง ฝั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า

หัวเกียร์ขนาดเล็ก ยกมาจากซี-เอชอาร์ ฐานเกียร์ตกแต่งด้วยสีดำเปียโนแบล็ก

เจาะซันรูฟมาให้ด้วย

เบาะนั่งด้านหลังสามารถปรับพนักเอนได้อีกนิด เพิ่มความสบาย พับแบบ 60-40 แต่ไม่ได้ราบสนิทกับที่วางของด้านท้าย

เบาะหลังผมลองนั่งดูโดยจัดตำแหน่งเบาะคู่หน้าตามการใช้งานจริง นั่งสบายจริงไรจริง แถมหลังเบาะด้านหน้ายังทำเว้าเข้าไปอีก ทำให้เลกรูมมีเหลือเฟือมากๆ ส่วนเฮดรูมมีที่เหลือจนไม่อึดอัด

แถมพนักที่ปรับเอนได้อีกหน่อยทำให้การเดินทางไกลแจ่มว้าวมากขึ้น

ส่วนที่นั่งตรงกลางสามารถดึงพนักลงมาเป็นที่เท้าแขนพร้อมช่องวางแก้วน้ำ

แอร์ที่เป่ามาด้านหลังเย็นฉ่ำ มีช่องเสียบยูเอสบีมาให้ 2 ตำแหน่ง ขนาด 2.1 แอมป์

ที่ว่างด้านท้ายถือว่าค่อนข้างใหญ่ ใส่กระเป๋าเดินทางบิ๊กได้ 2 ใบสบายๆ

 

กดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์เงียบกริบ เพราะช่วงแรกใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เป็นหลัก

เบาะนั่งด้านหน้าปรับไฟฟ้า ทัศนวิสัยโปร่งดีทีเดียวแทบหาจุดบอดไม่เจอ เนื่องจากออกแบบเบาะ “A” ค่อนข้างเล็กนั่นเอง

พวงมาลัยเบาะมากถึงมากที่สุด ใช้นิ้วเดียวเกี่ยวหมุนได้เลย

อีกจุดที่ต้องบอกคือเบรกมือย้ายลงไปอยู่บริเวณเท้าซ้าย คล้ายๆ รถหรูสมัยเก่า

การออกตัวถือว่าธรรมดาไม่หวือหวา แต่ไม่ถึงกับอืด แต่ความเร็วกลาง-ปลาย มาเร็วใช้ได้

โหมดการขับขี่มีให้เลือก 3 แบบคือ EV, ECO และ Sport มีปุ่มปรับอยู่บริเวณฐานเกียร์

เมื่อใช้โหมด EV ความเร็วไต่ขึ้นได้ถึง 50-60 กิโลเมตร ก่อนที่เครื่องยนต์จะเข้ามาช่วยเสริมการทำงาน

แต่ต้องบอกว่าทริปนี้ผมไม่ได้ใช้โหมดอีวีมากนัก

ส่วนโหมด ECO ให้อัตราเร่งสมตัว

ขณะที่ Sport ให้ความกระชับมากขึ้น

การเปลี่ยนโหมดไม่ต้องกลัวหลง เนื่องจากไฟเรือนไมล์จะเปลี่ยนสีตามไปด้วย โดย EV และ ECO จะเป็นสีฟ้า แต่ถ้าเป็นโหมด Sport จะเปลี่ยนเป็นสีแดง

ระบบช่วงล่างอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง นิ่มนวลมาก ผ่านถนนที่เป็นคลื่นหรือรอยต่อถนนแทบไม่รู้สึก

การเข้าโค้งเกาะได้ดี เช่นเดียวกับการกระชากเปลี่ยนเลนเพื่อแซง อาจมีอาการไหวนิดๆ แต่ไม่ถึงกับหัวคลอน

 

ส่วนความปลอดภัยและตัวช่วยไฮเทคต่างๆ มากันครบ ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) แล่นตามรถคันหน้า และช่วยเบรกเพื่อชะลอความเร็ว ระบบจะตัดการทำงานเมื่อความเร็วต่ำกว่า 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง

กล้องมองภาพรอบคัน

ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง

ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ

ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน

ระบบควบคุมการทรงตัว VSC

ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC

ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC ฯลฯ

โดยภาพรวมการขับขี่บอกเลยว่าถูกใจ โดยเฉพาะความนุ่มนวล และความแม่นยำของพวงมาลัย

ส่วนเรื่องเสียงมีเล็ดลอดเข้ามาบ้างเมื่อเลย 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ไม่ได้ดังจนน่าเกลียด

โตโยต้า โคโรลล่า ครอส รุ่น Hybrid Premium Safety ตัวท็อปที่ผมนำมาทดสอบ ราคา 1,199,000 บาท

ส่วนที่เหลืออีก 3 รุ่นย่อย เป็นไฮบริด 2 รุ่น ราคา 1,019,000 บาท และ 1,089,000 บาท

ขณะที่รุ่นต่ำสุดเป็นเครื่องยนต์เบนซิน ราคา 989,000 บาท

บทความก่อนหน้านี้วางบิล / เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ /เริ่มโครงการ ‘แบ่งปันความรู้’
บทความถัดไปบทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ / ‘ตาสว่าง’ ข้างเดียวหรือเปล่า?