ไล่ไทม์ไลน์ | ฟื้นคดี “บอส อยู่วิทยา” ซิ่งเฟอร์รารี่ชน ตร.ดับ ศาลอนุมัติจับ 3 ข้อหา ล่าตัว-อายุความอีก 7 ปี

ท่ามกลางการสอบสวนของสารพัดกรรมการ เพื่อจะหาข้อสรุปของกรณีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทหมื่นล้านของตระกูลเจ้าสัวคนดังว่ามีข้อบกพร่องตรงไหนอย่างไร

ขณะเดียวกัน นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดที่สั่งคดีก็ลาออก อ้างเพื่อแสดงสปิริต แต่สุดท้ายคณะกรรมการอัยการก็ไม่สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบดุลพินิจ

ส่วนในเรื่องของตำรวจก็ชี้ชัดว่า พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ไม่เห็นแย้ง ก็ไม่มีความผิดเช่นกัน

ระดับบิ๊กๆ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็เป็นเรื่องของข้าราชการระดับล่างต้องรับผิดชอบ

แม้จะยังไม่ชัดว่ารับผิดชอบกันอย่างไร จู่ๆ คดีดังกล่าวก็มีความคืบหน้าครั้งสำคัญ

นั่นก็คือการที่ศาลอนุมัติหมายจับนายวรยุทธอีก 3 ข้อหา ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นคดีเดิมที่เคยสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง

เพิ่มเติมเรื่องคดีเสพโคเคนเพิ่มขึ้นมาอีก

เพราะพบพยานหลักฐานใหม่

สรุปว่าคนใช้ดุลพินิจไม่ผิด แถมคดีก็รื้อใหม่ขึ้นมาได้

เป็นกระบวนการยุติธรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ออกหมายจับบอส 3 ข้อหา

การออกหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ใน 3 ข้อหาสำคัญครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ร.ต.อ.ภิชาภัช ศรีคำขวัญ รองสารวัตรสอบสวน สน.ทองหล่อ ยื่นขอศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอให้อนุมัติหมายจับนายวรยุทธ ใน 3 ข้อหาสำคัญ คือ

1. ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตาย

2. ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทันที

และ 3. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน)

ซึ่งถือเป็นเหตุต่อเนื่องจากการขับรถเฟอร์รารี่หรูพุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตร.สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555

ทั้งนี้ การขอหมายจับเป็นไปตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันอีก เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้

ซึ่งพยานหลักฐานใหม่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแนบไปพร้อมกับคำร้องขออนุมัติหมายจับ ก็คือคำให้การของผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผลการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดที่นำมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยศาลพิจารณาแล้วได้อนุมัติหมายจับทั้ง 3 ข้อหา

โดยหมายจับดังกล่าวมีอายุความ 15 ปี

ขณะที่นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายว่า กรณีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ตำรวจ สน.ทองหล่อ ขอศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับนายวรยุทธ 2 ข้อหา คือ ขับรถประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานในทันที

ต่อมาหลังอัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบสวนพยานหลักฐานใหม่ เพื่อนำไปประกอบการสั่งคดี ตำรวจจึงไปยื่นขอศาลออกหมายจับใหม่ โดยเป็นการใช้ข้อหาตามหมายจับเดิม และเพิ่มข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคอีน) โดยผิดกฎหมายอีก 1 ข้อหาซึ่งศาลพิเคราะห์แล้ว ก็อนุญาตให้เพิกถอนหมายจับเดิมเมื่อปี 2560 และให้ใช้หมายจับใหม่ที่มี 3 ข้อหาดังกล่าวได้

ขณะที่นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า การนับอายุความในแต่ละข้อหา จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุคือในปี 2555 จึงทำให้แต่ละข้อหาตามที่ออกหมายจับใหม่มีอายุความไม่เท่ากัน โดยคดีเสพยาเสพติดฯ จะหมดอายุความในปี 2565 ส่วนคดีขับรถโดยประมาทฯ จะหมดอายุความในปี 2570 ส่วนคดีไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือฯ มีอายุความเพียง 5 ปี จึงหมดอายุความไปแล้ว

กลับมาเป็นคดีอีกครั้ง

สตม.สั่งเข้ม-เจอจับทันที

นายประยุทธเปิดเผยอีกว่า สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังจากที่ตำรวจทำสำนวนคดีที่สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมเสร็จสิ้นแล้ว อัยการก็จะเร่งนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะทำงานทันที โดยจะดูว่าที่ให้สอบสวนเพิ่มเติมตามที่สั่งการไปนั้นเพียงพอฟ้องหรือไม่ เช่นว่า เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสังคมก่อนหน้านี้หรือไม่ หากพอฟ้องก็จะเร่งรัดเรื่องการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี

ส่วนเรื่องการออกหมายจับสากล เป็นหน้าที่ของตำรวจในการประสานงาน เป็นคนละส่วนกับความรับผิดชอบของอัยการ เว้นแต่จะเข้าสู่ขั้นตอนการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ กำลังทำเรื่องประสานไปยังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อประสานกับตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ดำเนินการติดตามจับกุม พร้อมประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อตรวจสอบการเดินทาง-เข้าออกประเทศของนายวรยุทธ

ล่าสุดสอบปากคำพยานไปแล้ว 5 ปาก ทั้งบุคคลที่ให้ความเห็นเรื่องการคำนวณความเร็วรถยนต์ที่นายวรยุทธขับชนดาบตำรวจเสียชีวิต และเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ส่วนหลักฐานที่นำไปสู่การขอศาลออกหมายจับในข้อหาเสพโคเคนนั้น มีพยานหลักฐานที่พบว่าเป็นการเสพโคเคนเข้าไปโดยตรง ไม่ได้เกิดจากการรับประทานอาหารหรือยา หรือสารที่ใช้ทำทันตกรรมตามที่นายวรยุทธอ้าง จนเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีคนเดิมไม่แจ้งข้อหาดังกล่าว

ด้าน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ระบุว่า หมายจับเดิมของศาลได้มีการยกเลิกและถอนหมายจับออกไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมายจับเก่าจึงสิ้นสุดลงตามกฎหมาย

ขณะที่ ผกก.สน.ทองหล่อ ประสานมายัง สตม. และมีหนังสือส่งหมายจับใหม่ดังกล่าวมาให้ สตม.เข้าระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สตม.จึงสั่งการให้นำหมายจับดังกล่าวลงในระบบเทคโนโลยีตรวจคนเข้าเมืองทันที เพื่อเฝ้าดูและเฝ้าระวังในระบบของการตรวจเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยอย่างเข้มงวดตามช่องทางที่กำหนดไว้ของประกาศกระทรวงมหาดไทย ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ

พร้อมมีบันทึกสั่งการด่วนที่สุด ให้ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมเข้มงวดกวดขันการเดินทางตามรายชื่อบุคคลดังกล่าว

หากพบตัวสามารถดำเนินการจับกุมและควบคุมตัวตามหมายจับดังกล่าวได้ทันที

จะจับได้หรือไม่ต้องติดตาม

“ทนายดัง” ชี้รื้อคดีไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมีการออกหมายจับ นายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความชื่อดัง แถลงให้ข้อมูลว่า การรื้อคดีใหม่ในชั้นคดีสอบสวนไม่สามารถทำได้ และวอนขอให้ประเทศไทยคืนพาสปอร์ตให้เพื่อกลับประเทศ

โดยระบุว่า เป็นการให้ความเห็นในฐานะวิชาการ โดยเห็นว่าคดีนี้ตั้งแต่ต้นมาจนถึงตอนที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ทำตามพยานหลักฐานตลอด ศาลทำตามขั้นตอน ศาลไม่สามารถจะออกหมายจับใครได้ง่ายๆ ซึ่งตามจริงแล้วนายวรยุทธก็ชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวของ ด.ต.วิเชียร รวมถึงทำบุญตามวัตถุประสงค์ของ ด.ต.วิเชียร ด้วยการสร้างโบสถ์

หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการเปรียบเทียบร่องรอยการชนจากเจ้าหน้าที่ที่มีความน่าเชื่อถือ สรุปความเห็นว่าความเร็วที่ขับมานั้นไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนที่สังคมตั้งข้อสังเกต ความเร็วรถเกินกว่า 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นที่ทราบกันดีว่าโครงรถเบาบางและฉีกง่าย ซึ่งชนไปแค่นิดเดียวรถก็บุบได้

ทั้งนี้ หากมีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ มองว่าไม่สามารถรื้อได้อยู่แล้ว แต่การตั้งคณะทำงานและตั้งคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ขึ้นมา เป็นเพียงการตั้งขึ้นมาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ โดยเหตุที่รื้อมาก็เพราะว่าความเห็นของประชาชน จึงอยากฝากบอกว่า อย่าเอาเสียงของประชาชนมาทำลายกระบวนการยุติธรรม

“ผมมองว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง ไม่ใช่คดีอุบัติเหตุทั่วไป ส่วนใครอยู่เบื้องหลังนั้นก็ทราบกันอยู่แล้ว มองว่าบอสถูกกลั่นแกล้ง จากการติดตามข่าวสารของบอสที่อยู่ต่างประเทศ ก็รู้ว่าบอสอยากจะกลับมาที่ประเทศไทย ขอให้กระทรวงการต่างประเทศคืนพาสปอร์ตให้เขากลับมาที่ไทย ใช้ชีวิตเหมือนผู้บริสุทธิ์ทั่วไป ผมจึงอยากขอความเป็นธรรมให้บอส อย่ารังแกกัน”

นอกจากนี้ การที่ตำรวจร้องขอให้ออกหมายจับโดยเพิ่มเติมข้อกล่าวหาเสพโคเคนในคดีเดิม ทั้งอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว มีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้เป็นทำนองว่าเมื่อพนักงานอัยการหรือตำรวจมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว จะกลับมาเปลี่ยนแปลงความเห็นเดิมเป็นคำสั่งฟ้องอีกไม่ได้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา 1821/2557

สังคมต้องเคารพในกติกาสากล ไม่ใช่กดดันการทำงานของกระบวนการยุติธรรม กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ หากทำตามกระแสสังคมก็จะมีการแจ้งความไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เป็นอีก 1 ความเห็นทางกฎหมาย

ส่วนเรื่องคดีความต้องว่าไปตามกระบวนการ


กว่า 12 ปี ของการจัดงาน Healthcare เครือมติชนร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ส่งต่อความรู้และให้บริการสุขภาพแก่คนไทยในทุกมิติ ทั้งการป้องกัน ดูแล และรักษา โดยเฉพาะการบริการตรวจสุขภาพฟรีจากสถานพยาบาลชั้นนำ เวิร์กชอป ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ รวมถึงการยกระดับเวทีเสวนาให้เป็น “Health Forum” เปิดเวทีให้แพทย์ และ Speaker ระดับประเทศ มาร่วมพูดคุยถึงแนวทางการป้องกัน การรักษา และนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงเรื่องราวสุขภาพในแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่จะมาให้อัปเดตตลอด 4 วันของการจัดงาน เดินทางสะดวกโดยทางด่วนและ MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2
ลงทะเบียนเข้างานฟรี มีต้นไม้แจกด้วยนะ (จำนวนจำกัด)

บทความก่อนหน้านี้คำ ผกา | แล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
บทความถัดไปวิเคราะห์ | เพื่อไทย-ก้าวไกล แก้รัฐธรรมนูญ “ฝันคนละทาง” เปิดประตูที่ปิดตาย-ไม่ง่าย กม.ประชามติไม่คลอด “รธน.” ก็แท้ง