การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ชีวิตคืออะไรใครรู้บ้าง

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

กูเป็นเพียงนกขมิ้นผู้สิ้นท่า

จะมีปีกโบยฟ้าก็หาไม่

แต่ดูเถอะสักวันอันยาวไกล

กูจะกลับมาใหม่ด้วยตีนกู

 

ย่างตีนซ้ายออกบ้านก่อนผ่านจาก

เหลียวมองฟากไม้ไผ่ในเรือนอยู่

ฝาเรือนครัวพ่อจำมาทำดู

เคยงามหรูก็เก่าโรยด้วยเวลา

 

ตีนกระไดไม้ผุน้ำคุเก่า

นวลขี้เถ้าเตาอั้งโล่โถถ้วยท่า

ฟืนคีมถ่านจานช้อนฆ้อนมีดพร้า

ก๋วยตะกร้าของจักสานในบ้านเรา

 

นั่นร่องน้ำจำยามน้ำฝนตก

หยดเปียกซ่กย้อยรินถึงตีนเสา

ดอกผักปอดขาวอมชมพูเบา

เกสรเจ้าอาจร่วงรายอีกหลายเดือน

 

ชักตีนขวาจะก้าวย่างทางถนน

พลันเหลือบบนต้นคำมอกตูมดอกเกลื่อน

หวนคำนึงบางคืนตื่นย้ำเตือน

หอมรางเลือนติดจมูกจนจุกใจ

 

มีกระเป๋าเพียงหนึ่งใบจะไปหน้า

กับเสื้อผ้าบางส่วนม้วนมาได้

คีบเกิบแตะแวะบอกมวลดอกไม้

ขอลาไปด้วยจะยังหวังกลับมา

 

ลาเจ้าช่อซอมพอไทยใบสีเขียว

ลาก้านเรียวดอกพุดดงหล่นพงหญ้า

ลาดอกเข็มเต็มกอขอกล่าวลา

บานบุรีสีเหลืองจ้าขอลากัน

 

ลาชมพู่น้ำดอกไม้เคยได้ปลูก

ลาถึงลูกสีนวลหอมหวนนั่น

ลาซัลเวียดอกแดงในแปลงพันธุ์

มะลิวัลย์พันรั้วขอตัวลา

 

ลาดอกหญ้าหนวดแมวแนวตลิ่ง

มะเดื่อฉิ่งอุทุมพรรากชอนท่า

ผักฮ้วนหมูอยู่ริมน้ำก่อนงามตา

อนิจจาต้องพลัดบัดนี้ไป

 

ลาก้อนดินหินทรายสายโคลนเลน

เคยลงเล่นนานช้ากว่าเติบใหญ่

ลาขี้เหล็กสักกระท้อนร่อนชะไร

ทุกต้นไม้เคยเป็นร่มร่วมลมริน

 

ลาแล้วนะทั้งผองของความรัก

เพียงตระหนักเศร้าเหลือเมื่อพลัดถิ่น

อนาคตเป็นอย่างไรหวังได้ชิน

ต่อเก็บกินซากขยะจะต้องจร

 

มีถ้อยคำมากมายในหัวฉัน

เมื่อถึงวันทะลุอกผุกร่อน

โลกเพียงฉากมายาและละคร

เราคือผู้สัญจรตลอดกาล

 

ต่อให้ที่แห่งใดใหญ่กว้างขวาง

ย่อมอ้างว้างหาเหมือนเขตเรือนบ้าน

แต่พายุคุคั่งยังกวาดลาน

ผู้ซมซานย่อมต้องพักหาหลักพิง

 

แต่จะอิงกำแพงใดให้คงมั่น

หรือจะเท่าเสานั่นอันใหญ่ยิ่ง

คือเสาแห่งตัวตนบนความจริง

กูย่อมอิงตัวกูอยู่เท่านี้

 

จึงก้าวขาออกบ้านผ่านถนน

ผ่านผู้คนรู้จักเคยมักจี่

ผ่านทั้งยิ้มใบหน้าเอิ้นพาที

และผ่านสีหน้าเปล่าว่างอย่างชาชิน

 

มีถ้อยคำมากมายในหัวฉัน

ดั่งผ่านคืนผ่านวันมิสุดสิ้น

กระซิบแทรกชำแรกให้ตนได้ยิน

เป็นน้ำรินกังวานม่านอกใน

 

เป็นความเศร้ากว่าปากจะอยากขับ

มิคาดหวังจะกลับมาเร็วใกล้

แต่อึงอลท้นเสียงมากเพียงไร

อึกทึกก้องไปในอกรัว

 

กล่าวคำลาแล้วใจก็ไหม้หมอง

เพ่งตามองแท้ทางช่างสลัว

สองใบแดงแพงเหลือติดเนื้อตัว

จะดีชั่วต้องใช้ให้พอเพียง

 

ความเพียงพอคืออะไรใครรู้บ้าง

มีเงินง้างเหล็กกล้าก็อ้าเบี่ยง

ปราศจากเงินคำเขาลำเอียง

คนจนย่อมแผ่วเสียงอยู่เป็นนิจ

 

มีถ้อยคำมากมายในกะโหลก

อีกครั้งเมื่อชุ่มโชกโศกอาบติด

ก้าวขึ้นรถประจำทางพลางถดชิด

ในหัวคิดนับเงินทอนก่อนส่งมือ

 

กระเป๋ารถมองหน้าทักว่า “อ้าว!

เพิ่งได้ข่าวจะเอาผัวมิใช่หรือ”

กระชากฉันจ้องกลับรับรู้, รื้อ

และนั่นคือเพื่อน “หวาน” ผู้ผ่านกัน

 

ครั้งสุดท้ายที่บ้านเราผ่านพบ

มิตรภาพเคยจบลงที่นั่น

ตาสีเฟืองเหลืองแห้งแล้งหน่วยนั้น

กลับมาพบสบกันวันจะไป!

 

“เธอ…มาทำอะไรในรถบัส…”

บ้าชะมัดหวานจ้องมองหน้าให้

“ฉันทำงานที่นี่เธอสิ, ไง

ยินใครใครเขาพูดถึงซึ้งหูจริง!”

 

ชีวิตคืออะไรใครรู้บ้าง

หรือเปล่าว่างไร้ค่าบ้าทุกสิ่ง

เอนหลังชนพนักเบาะพักพิง

หลังหวานทิ้งตั๋วรถให้ในฝ่ามือ