จรัญ พงษ์จีน : มอง “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” บนหลักอนิจจังในวัย 75

จรัญ พงษ์จีน

“ไม่มีใครหนีเวลาพ้น” ทุกสรรพสิ่งดำเนินตามกฎ “อนิจจัง”...เผลอแป๊บเดียว “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ผู้ผ่านศึกสงครามมาหลายสนามรบ แต่กฎข้อบังคับของสังขารอัน “ไม่เที่ยง” อายุขัยไวเหมือนโกหก บรรจบครบ 75 ปีบริบูรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนต่างวัยมากหน้าหลายตา นำทีมโดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี “น้องเล็ก” ควงคู่มากับ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โชว์เพาเวอร์ 3 ป. ให้ประจักษ์ แม้จะเป็นสูงวัย ไม้ใกล้ฝั่ง แต่พลานุภาพยังยิ่งใหญ่ อำนาจ-บารมีแกร่งดุจเหล็กกล้าอยู่ นักการเมืองน้อยใหญ่ ตบเท้า หอบกระเช้าดอกไม้ไปร่วมอวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดกันเนืองแน่น

“แต่” คนนะไม่ใช่พระอิฐพระปูน ย่อมมีความชรามาแทนที่ความหนุ่ม ความเจ็บไข้ได้ป่วย และโรคภัยไข้เจ็บมีซ่อนอยู่ในชีวิต ปัญหาสารพัดรุมเร้าตามอายุขัย ด้วยเหตุและปัจจัยดังกล่าว “บิ๊กป้อม” ในวัย 75 ปี

“เทวดา” อยากให้ไป “พระอินทร์” อยากให้อยู่ บวกลบแล้วเท่ากับจวนไปจวนอยู่ ประจวบเหมาะ เคราะห์ซ้ำในช่วงนี้ ทั้ง “กระสุนตก-ระเบิดลง” สามัคคีชุมนุมกันมากมายหลายเรื่อง ลูกแล้วลูกเล่า

คดี “บอส กระทิงแดง” ตีโค้งเข้าเขาวงกตอันคดเคี้ยว เลี้ยวมาโผล่ที่บ้านป่ารอยต่อฯ …ยิงกันสนั่นกรุงดับ 4 ศพกลางบ่อนพระราม 3 มีมือดีตอกไข่ใส่สี ป้ายขี้ว่า พัวพันกับเครือข่ายของ “พี่ใหญ่”

ขณะที่ถนนสายการเมืองที่ “ลุงป้อม” คิดว่าโลกสวย มี “อำนาจ” แล้ว หมายถึงความมั่นคง “เงินตรา” จะไหลมาเทมา มีสองสิ่งอยู่ในมือจะมีมนต์ขลังชั่วนิรันดร์ มันเป็นแค่ “ทฤษฎี” ของจริงไม่ใช่

หลังสัมผัสกับตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” ได้ไม่กี่วัน ปัญหาปูดขึ้นหลายปม ตอนฟอร์ม “ครม.ตู่ 2/2” กว่าจะลงเอย ทั้งขู่ ทั้งปลอบ กว่าจะกล่อมแต่ละกลุ่มได้อยู่หมัด เยี่ยวแทบเป็นเลือดจึงสามารถแก้เกมได้

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก “บิ๊กป้อม” เพิ่งจะถึงบ้างอ้อว่า นิยามของการเมือง นอกจากจะทำให้คนละโมบโลภมากแล้ว ยังทำให้ “โง่” อีกต่างหาก

ดูจากการแบ่งงานในกระทรวงแรงงานเป็นไตเติล หัสเดิมความสัมพันธ์ระหว่าง “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” ว่าการ กับ “อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ช่วยว่าการ คนสวย สวยจรรยาและตาโต เมื่อก่อนผนึกกำลังเป็นพันธมิตร สามารถ “ยึดเมือง” จากกลุ่ม “สี่กุมาร” มาด้วยกันจนสำเร็จ

แต่พอประสบชัยชนะ กลับบริหารไม่เป็น เกิดจุดเปราะบาง แบ่งสมบัติกำกับดูแลกันไม่ลงตัว

สืบเนื่องจาก “กระทรวงแรงงาน” เป็นหะแรกตั้งแต่ก่อตั้ง มีเสนาบดี 2 คน ทั้ง รมว. และ รมช. ปกติจะใช้บริการคนเดียว เพราะมีกรม กอง หรือหน่วยงานในสังกัดน้อยมาก

1.สำนักงานรัฐมนตรี 2.กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 3.กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 4.กรมการจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม

เลยเกิดเกมงัดข้อกันขึ้น เนื่องจากมีการปล่อยของว่า “เสี่ยเฮ้ง-ว่าการ” ฮุบ 4 กรมเอาไว้กำกับดูแลเองทั้งหมด มอบหมายให้ “ดร.แหม่ม” ดูแลตามภารกิจเป็นงานๆ ไป

จะตีกรรเชียงไปเดินแบบ โรแมนติก ดูหนัง ฟังเพลงที่ไหนก็ได้ แต่ “รมช.นฤมล” ออกงิ้ว “หนูไม่ยอม” ท้ายที่สุด “ลุงป้อม” นั่งไม่ติด ต้องออกโรง สวมบทท้าวมาลีวราชหย่าศึก “ดาร์บี้แมตช์” จนเธอได้กำกับดูแล “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” โดยไม่ต้องนั่งเย็บปักถักร้อยเฉยๆ ว่างั้นเถอะ

เห็นได้ว่า ในวาระฉลองครบ 75 ปี “มังกรป้อม” พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก “พลังมืด” ทับซ้อน ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง มีสิทธิ์แปรสภาพเป็น “มังกือ” เอาได้ง่ายๆ เจ้าตัวเลยป่นกระปอดกระแปดกับ “คนใกล้ชิด” ว่า อยากจะล้างมือในอ่างทองคำ อำลายุทธจักร ไขก๊อกจาก “วงการเมือง” ทุกตำแหน่ง

ถ้าจริงดังปุจฉา รับประกันซ่อมฟรีว่า การเมืองจะเกิดโกลาหล ทั้งรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์” สะเทือนเลื่อนลั่น แม้กระทั่ง “บ้านป่ารอยต่อฯ” หลังคาทำท่าจะรั่ว สรุปมีปัญหา “ทัวร์ลง” ทุกเม็ด

 

ปิดท้ายฉบับนี้มาแปลกหน่อย ด้วยบทสรุป “ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม” สุภาษิตที่ไม่มีวันตาย เข้าได้กับทุกยุคสมัย ขยายความหมายถึง “อย่าดูถูกคนที่พลาดพลั้งหรือตกต่ำ” ตัวอย่างของการใช้สำนวนไทย “คนล้มอย่าข้าม” เพราะถึงแม้ว่าเขาจะล้มละลาย แต่อย่าไปดูถูกเหยียดหยามเขาเป็นอันขาด โบราณว่าไว้ สักวันเขาอาจจะกลับมาผงาด ร่ำรวย “ดีกว่าเดิม” ก็ได้ เพื่อนกัน คนด้วยกัน ไม่ซ้ำเติมกัน ต้องคอยช่วยเหลือกันและกัน จำไว้นะโยม

“คนล้มอย่าข้าม” สำนวนพูดเตือนสติว่า อย่าไปยุ่ง ตำหนิ ซ้ำเติม ดูถูก ดุด่า คนที่หกล้ม เพราะคนที่หกล้มหรือผิดพลาดในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็ยังมีโอกาสลุกขึ้นมาได้ มีโอกาสตั้งตัวได้ หรือเกิดความโกรธ และถูกกระทำ

คนที่หกล้มจึงไม่ควรมองข้าม อย่างน้อยๆ คนที่หกล้มลุกขึ้นมาแบบ “พรวดพราด” ทันทีทันใด คนที่ข้ามก็อาจจะถูกชน หรือปะทะกัน ทำให้คนที่ข้ามนั้น กลายเป็นหกล้มเสียเอง อาจจะได้รับอันตรายหัวร้างข้างแตก นอกจากนี้การเดินข้ามคนที่หกล้มนั้น สุภาษิตไทยถือว่าเป็นการดูถูก เหยียดหยาม หากเป็นคนเกเร อันธพาล จะแค้นฝังหุ่น กลับมานวดกบาลเรากลับคืนได้

“คนล้ม” ที่ว่า ยังหมายถึง คนที่กำลังผิดพลาด อาจจะผิดพลาดในการใช้ชีวิต หน้าที่การงาน หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม คนเหล่านี้อาจจะมีอยู่ สภาพจิตบางคนทุกข์ ทรมานใจ แต่ “อย่าข้าม” คืออย่าไปยุ่ง ไปดุด่าว่ากล่าวรุนแรง เพราะบางคนสามารถกลับมาตั้งตัวได้เร็วมากกว่าที่คิด การพูดจาดูถูกดูหมิ่น อาจจะทำให้เขาอับอาย เสียหน้า

แต่สักวันเขาจะลุกกลับมาได้อีก ดังนั้น “คนล้มอย่าข้าม” เด็ดขาด เป็นสำนวนไทยที่ต้องจำใส่ใจไว้อย่าไปซ้ำเติมคนล้ม เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ยังอาจจะย้อนศรกลับมามีอันตรายกับตัวเราเองได้

ตอนนี้คนล้มกำลังลุกกันเยอะครับ

บทความก่อนหน้านี้E-DUANG : บรรทัดฐาน ตรวจสอบ การเมือง ระหว่าง คำพูด กับ  การลงมือทำ
บทความถัดไปอุรุดา โควินท์ / ทางรอดอยู่ในครัว : กินผักเพื่ออนาคต