การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ แต่ดูเถอะสักวันอันยาวไกล

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์parinyasin@gmail.com

แม้อยู่แห่งหนใดไม่เหมือนบ้าน

แต่จะพักอยู่นานหาควรไม่

นกขมิ้นหลงคอนจงร่อนไป

เสาะใบแดงมาให้พอใจเขา…

 

ดั่งกระฉอกดอกแดงไหวใต้กิ่งหนา

กะพริบตาราวหวนคืนยืนที่เก่า

ดวงตาดำขลับที่มียามเช้า

อาบอุ่นไอให้นิ่งเนาในความรัก

 

โอ้เจ้าช่อดอกหางนกยูง

กี่ค่ำรุ่งที่กิ่งเคยทิ้งหัก

กี่วันเดือนเคลื่อนผ่านลมรานนัก

ยังสลักยางเหนียวเกี่ยวเชื่อมไว้

 

ให้โลมลูบจูบเงาวัยเยาว์หนึ่ง

ณ ที่ซึ่งอากาศหอมหมาดใหม่

ผิวน้ำเหนือบึงสระลมชะไป

จนบางใบบัวชมพูลู่ขอบน้ำ

 

น้ำกระเพื่อมแผ่ชั้นวันอาทิตย์

กระจิริดดอกดาวขาวสูงต่ำ

วัชพืชแผ่รากฝากดินดำ

ใครหนอทำท่าเล่นจะเด็ดดู

 

ตาคู่นั้นอันราวเช่นดาวด้วย

กับแสนสวยกระจ่างยิ้มกว้างอยู่

เพียงเหม่อจ้องมองลมพรมพรั่งพรู

ให้จมอยู่ใต้ก้นพื้นแห่ง “ชื่นใจ”

 

ช่างเป็นความรู้สึกที่ลึกลับ

หลายครั้งกลับย่ำวนบนหนามไหน่

อาจบางทีที่จำจุดย้ำใจ

เพราะไม่ใช่แค่ “เธอ” เสมอมา

 

มิใช่เพียงบุคคลบนทางฉัน

แต่คือความผูกพันอันท้นค่า

บอกเล่าถึงวันวานห้วงผ่านมา

ครั้งสองขาเตาะแตะและยังเยาว์

 

ฉันเคยเป็นเด็กหญิงผู้วิ่งเล่น

เธอก็เป็นเด็กเด็กอย่างพวกเขา

ต่อกะพร่องกะแพร่งกันแหว่งเว้า

โลกของเราก็สวยงามตามนึกคิด

 

ดวงตะวันนั่นเหมือนไข่เปื้อนพริก

แน่ะ ระริกเมฆวับใครจับติด

ลอยละเลื่อนเหมือนยักษ์พิทักษ์มิตร

กระชั้นชิดติดตามพระรามลอย

 

โอละพ่อจระเข้ก็เร่ร่อน

ชูหางง้อนเกี่ยวเกลือกผูกเชือกห้อย

พญาครุฑและนาคร่วมลากรอย

กระชากพลอยเพชรตกจากอกโต

 

เสียงกังวานขานรับอยู่อึงมี่

ประกายสีดาบเพี้ยงตามเสียงโห่

ก่อนอ้ายรอยอ้ายกล้วยช่วยกันโว

เสกพระโคพระควายในเมฆินทร์

 

แล้วกระโดดโลดแล่นเข้าแท่นหนา

ยกแขนขาเยื้องย่างบนทางถิ่น

พระจะจรลีไปในด้าวดิน

ก่อนได้ยินแม่ด่า “หมา! อยู่ไหน!”

 

กระเพื่อมวับกับห้วงทรงจำเก่า

พลางยิ่งเงาซ้อนเงาประจันใจ…

 

พ่อแม่ที่คิดถึง

จดหมายนี้ลูกพึงส่งมาให้

เมื่อตัวลูกเดินทางห่างบ้านไป

สู่ถิ่นอื่นถิ่นใดค่อยว่ากัน

 

ขอโทษที่ไม่ได้บอกกล่าว

หวังแค่เพียงเรื่องราวมาขีดคั่น

ต้องการปลดภาระเคยมาพัน

เป็นรางวัลทุกคนบนเหย้าเรือน

 

มีใบแดงวางให้อยู่ใต้หมอน

หนังสือซ้อนทับอยู่ให้ดูเกลื่อน

จงแม่จกไว้ใช้ในปีเดือน

แม้จะน้อยก็เหมือนสิ่งแทนใจ

 

ปราศจากสิ่งใดจะให้มอบ

จึงเพียงลอบพับช้างลูกวางให้

ต่อเงินร้อยน้อยหนึ่งไม่พึงใจ

สักวันลูกอาจได้เงินหมื่นมา

 

ลูกกำเนิดเกิดมาเพราะว่าเคราะห์

ตกจำเพาะกาฝากปากรอท่า

ทุกแกงคำน้ำข้าวกินยาวมา

ลูกสัญญาจะใช้ชดจนหมดยาง

 

จงแม่รับใบแดงไว้แต่งหย้อง

และขอฝากจูบน้องแก้มสองข้าง

หากวันหนึ่งโลกนี้ยังมีทาง

คงได้ย่างวกคืนมาฟื้นเรือน

 

แม่จงรับค่าแพงใบแดงนี่

ณ วันที่แกงแคก็แค่เฝื่อน

ขมต้นหอมผักชีที่รางเลือน

คงจางเจื่อนไปเองจะเก่งพอ

(ขีดฆ่า)

ให้จางเจื่อนไปเองจะเก่งพอ

 

วางจดหมายไว้บนกล่องกระดาษ

ทับเสื้อพาดอีกชั้นมุ่งพันห่อ

พับผ้าเท่าที่มีไม่รีรอ

ฉันจะขอจากบ้านอีกกาลแล้ว

 

แปลบเพียงใดในอกคว้าพกขึ้น

ลุกขึ้นยืนกล่าวในใจเพียงแผ่ว

ตราบสายน้ำกับดาวยังวาวแวว

จะเป็นแก้วส่องทางระหว่างไป

 

กูเป็นเพียงนกขมิ้นผู้สิ้นท่า

จะมีปีกโบยฟ้าก็หาไม่

แต่ดูเถอะสักวันอันยาวไกล

กูจะกลับมาใหม่ด้วยตีนกู

บทความก่อนหน้านี้อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : แม่โขงกับอาเซียน
บทความถัดไปหนุ่มเมืองจันท์ | โลกนี้คือ “ละคร”