คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง : ความอ้วนของพระคเณศ ปัญหาของผู้ศรัทธาและศิลปิน?

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

ทุกวันนี้เราพยายามสร้างการตระหนักรู้ว่าอย่าไปทักใครว่าเขาอ้วนขึ้นหรือผอมลง หรือทักทายเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของเขา เพราะเราอาจทำร้ายจิตใจของผู้ถูกถามโดยไม่รู้ตัว สร้างความรู้สึกอับอายและถือว่าเป็นการไม่ PC (Political correctness) อีกด้วย

ในสมัยรัชกาลที่สี่ถึงกับมีการตรากฎหมายมิให้ทักทายเจ้านายด้วยคำว่าอ้วนว่าผอม ใครขืนพูดมีโทษ แสดงว่าปัญหานี้ในสังคมเรามีมานานแสนนานแล้ว

ผมเป็นคนอ้วน คนมักคิดว่าคนอ้วนนั้นตลก แต่คนอ้วนก็เหมือนคนอื่นๆ คือมีเวลาที่ตลกและไม่ตลก ภรรยาหรือที่ผมเรียกว่ารูมเมทมักจะบ่นว่าตัวเองอ้วนอยู่เสมอ และเรามักจะเถียงกันในข้อนี้เพราะดูเหมือนผมกับเธอมีเกณฑ์วัดความอ้วนที่ต่างกัน (โดยเฉพาะในทางความรู้สึก ไม่ใช่ในทางวิทยาศาสตร์)

ปัจจุบันทุกคนทราบว่าความอ้วนเป็นภัยด้านสุขภาพ นำพาซึ่งโรคภัยต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันดูเหมือนว่าคนเกลียดกลัวความอ้วนไม่ใช่เพราะเหตุผลด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว และดูจะเป็นรองเหตุผลอื่นๆ ด้วยซ้ำ

 

ใครเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะก็รู้ว่า ความอ้วนความผอมนั้นสัมพันธ์กับมโนคติเรื่องความงามของคน และความงามของคนนั้นก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย สมัยหนึ่งเรานิยมการมีเนื้อหนังว่าเป็นความงาม เรื่องนี้คงมิใช่แค่เรื่องรสนิยมเสียทีเดียว แต่มีเรื่องความเชื่อทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ทุกวันนี้ความนิยมนั้นกลับกัน ความผอมกลายเป็นความงาม หากคุณรูปร่างดีมันก็จะมีมูลค่าในทางเศรษฐกิจ ในโลกทุนนิยมที่ทุกอย่างถูกทำให้เป็นสินค้า การมีรูปร่างที่สวยงามย่อมจะสร้างโอกาสหลายอย่างที่จะเพิ่มพูนรายได้ให้กับคุณ

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจการออกกำลังกายหรือฟิตเนสจึงแพร่หลายมาก ส่วนคนที่ไม่อาจอดทนใช้เวลากับการออกกำลังกาย (ซึ่งถูกออกแบบมาแล้วว่าจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จตามต้องการ) ก็มีธุรกิจสินค้าลดความอ้วนในรูปแบบต่างๆ เป็น “ทางลัด” ซึ่งง่ายและเร็วกว่า (ความง่ายและเร็วคือคุณค่าของโลกทุนนิยม)

ที่น่าสนใจคือ ธุรกิจเหล่านี้มักใช้เทคนิคเดียวกับไลฟ์โค้ช คือกระตุ้นเร้านักขายให้มองไปยังความสำเร็จอยู่เสมอ ความสำเร็จที่ว่านี้ คือการมีรูปร่างที่สวยงามและมีรายได้จำนวนมาก รวมทั้งการได้รับการยอมรับจากผู้คนในแวดวงเดียวกัน

 

จากโลกทัศน์ข้างต้น ความอ้วนจึงไม่ใช่ภาวะบกพร่องทางสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นภาวะความบกพร่องของการจัดการชีวิตตัวเอง มันสะท้อนความไม่เอาใจใส่ ความเกียจคร้าน ความตะกละตะกลาม และมันทำให้จมดิ่งอยู่กับโลกมืดมิดที่จะไม่มีใครรักใครสนใจ

ในสังคมแบบนี้คุณจะเอาความอ้วนไปใช้ประโยชน์ได้ในทางเดียวเท่านั้นคือเอาไปเป็นตลก แล้วเป็นตลกสังขารซะด้วย

ฟังดูแล้วความอ้วนมันช่างน่าขยะแขยงถึงเพียงนั้น

ผมอารัมภบทถึงความอ้วนมายืดยาว เพื่อจะโยงมายังปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมไทย คือการสร้างเทวรูปพระคเณศผอมๆ หรือมีมัดกล้ามเนื้ออย่างคนเข้าฟิตเนส

พูดง่ายๆ คือ อาการรังเกียจความอ้วนที่ไปปรากฏในเทวรูปที่อ้วน โดยขนบทางศิลปะ

รูปเคารพพระคเณศผอม หากไม่นับศิลปะโบราณท้องถิ่นอย่างศิลปะโอริสสาหรือในเขมรบางยุคแล้ว (ผมเข้าใจว่า เขาไม่ได้จงใจให้ผอม แต่ขนบและเทคนิคทางศิลปะโดยรวมของเขาเป็นแบบนั้น) มีครั้งแรกในบ้านเราก็น่าจะเป็นพระคเณศเลียนแบบอย่างเทวรูปกรีกโรมัน ในบริษัททำสื่อยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่เพื่อนๆ ผมมักเรียกกันขำๆ ว่าปางซิกซ์แพ็ก

พระคเณศองค์นั้น ผมได้ยินมาว่ามีโหรคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้บอกความบันดาลใจแก่ศิลปิน

บางคนจึงนินทาว่า พระคเณศองค์นั้นลึกๆ อาจสร้างจากรสนิยมทางเพศของโหรท่านนั้นเอง ที่คงนิยมว่าร่างกายกำยำเป็นของงาม แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้

กระนั้นหลังจากเทวรูปองค์นี้ปรากฏขึ้น (ซึ่งก็มีผู้วิจารณ์มากอยู่) ความนิยมเทวรูปพระคเณศแปลกๆ ใหม่ๆ ก็ทยอยออกมาสู่วงการวัตถุมงคลในบ้านเรา

 

ผมเคยเขียนเรื่องความเปลี่ยนแปลงของการสร้างเทวรูปในบ้านเราว่า ในปัจจุบัน ไม่ได้ออกจากวัดหรือองค์กรทางศาสนาเป็นหลัก แต่มักเป็นการสร้างโดยศิลปินอิสระ ซึ่งมักพยายามสร้างลายเซ็นหรือจุดขายในผลงานของตัวเอง ด้วยเหตุนี้หลายครั้งจึงละเลย ขนบของการสร้าง รวมทั้งยังไม่ได้สนใจศึกษา “ประติมานวิทยา” ของการสร้างเทวรูป

เทวรูปโดยเฉพาะพระคเณศ ซึ่งขายได้มากกว่าเทพฮินดูอื่น จึงถูกหยิบเอารสนิยมทางความงามแบบปัจจุบันเข้าไปสวมใส่ เป็นไปตามความนิยมของศิลปิน และแน่นอนว่าเป็นไปตามความนิยมของผู้ศรัทธา เพราะทำก็ต้องขายได้ อุปสงค์มาพร้อมๆ กับอุปทานอย่างที่เราเรียนกัน

ทว่าความงามอันนั้นเป็นความงามพิสุทธิ์ที่ผุดเกิดขึ้นในใจคนโดยธรรมชาติก็หาไม่ แต่เป็นความงามที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยมอันพยายามทำทุกสิ่งให้ขายได้ มันจึงเป็นความงามอย่างดาษๆ ที่ไร้ความสร้างสรรค์ เพราะความสร้างสรรค์แปลกใหม่ดังกล่าวมิได้พ้นไปจากกรอบความงามที่ทุนนิยมกำหนดให้แต่อย่างใด

ผมไม่ใช่คนครึอย่างชนิดที่จะเปลี่ยนขนบอะไรไม่ได้ แต่นั่นแหละครับ น่าเสียดายว่าก่อนจะเปลี่ยนแปลงสรรค์สร้างอะไรนั้น ผู้สร้างยังไม่ได้ศึกษาความหมาย ปรัชญา แนวคิดที่ซ่อนอยู่ในประติมานวิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามการตีความหรือแนวคิดตน

กระนั้น หากผู้สร้างงานเพื่อให้เป็นงานศิลปะล้วนๆ ย่อมไม่มีปัญหาใดๆ แต่เผอิญว่าส่วนใหญ่มักสร้างให้เป็นวัตถุแห่งการเคารพบูชา การละเลยความเข้าใจเกี่ยวกับรูปเคารพที่ตนสร้างนั้น ผมไม่มองเป็นการผลิบานขยายขอบเขตแห่งความรู้

แต่กลับเป็นการขยายความไม่รู้ให้แผ่กว้างออกไป แล้วทำให้สังคมนี้อุดมไปด้วยความไม่รู้ที่อ้างศรัทธานำหน้า

 

ความอ้วนของพระคเณศ หรือความมีท้องใหญ่นั้น มีความหมายซ่อนอยู่หลายชั้น

อย่างแรก พระคเณศมีลักษณะเป็น “ยักษะ” (demi god) หรือคณะ ในระบบเทววิทยาฮินดู ยักษะในสมัยโบราณไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นอมนุษย์ผู้นำเอาทรัพย์ในดินออกมาให้ปรากฏ และยังเป็นผู้สรรค์สร้างความอุดมสมบูรณ์แก่โลกธรรมชาติ

ยักษะนั้นเหมือน “แคระ” ที่ปรากฏในเทวตำนานต่างๆ ทั่วโลก

ในศาสนาไชนะ พระคเณศถูกเรียกว่าปรศวะยักษะ ความอ้วนของยักษะจึงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ ในสมัยโบราณที่อาหารมีน้อย ใครอ้วนได้แสดงว่าต้องมีอาหารพอกิน ผิดกับปัจจุบันที่ความอ้วนสะท้อนความยากจนและภาวะทุพโภชนาการ เพราะกินอาหารราคาถูกที่ผลิตมาอย่างเลวร้าย

นอกจากนี้ ยังมีการอธิบายว่าพุงอันใหญ่โตของพระองค์เป็นที่กักเก็บปัญญาความรู้ก็มี หรืออธิบายว่าพุงอันใหญ่โตของพระองค์นั้น คือจักรวาลทั้งหมดทั้งปวงที่พระเป็นเจ้าทรงครอบครองดูแล

คุณเทวทัตต์ ปัฏฏานายกอธิบายว่า พุงใหญ่โตของพระองค์ คือทรัพย์สมบัติ เพราะพระคเณศคือเทพแห่งธรรมชาติ ดังนั้น มันจึงต้องมีสัญลักษณ์งูที่พันรัดเอาไว้ เพราะสมบัติของโลกธรรมชาติต้องมีผู้ปกป้อง และผู้ที่สร้างขึ้นใหม่เสมอๆ ดุจงูที่สามารถสร้างผิวหนังของมันขึ้นใหม่

ที่แน่ๆ พระคเณศมีพระนามสำคัญว่า “ลัมโพทร” (ลัมพะ-อุทระ) แปลว่า “ผู้มีท้องพลุ้ย”, “มโหทร” (มหะ-อุทระ) “ผู้มีท้องใหญ่โต”, “วิกฏ” มีร่างกายวิกล (คืออ้วนเตี้ยและมีเศียรเป็นช้าง) ฯลฯ หากเกณฑ์ให้พระองค์ผอมเสียแล้ว นามเหล่านี้จักมีความหมายอะไร

 

หากงานเขียนของผมชิ้นนี้ส่งเสียงไปถึงศิลปินทั้งหลาย ก็ขอกราบให้ทุกท่านได้ลองศึกษาประติมานวิทยาของเทพฮินดู-พุทธ เมื่อท่านศึกษาแล้ว จากนั้นท่านจะตีความ จะละทิ้ง จะปรับเปลี่ยนอย่างไรก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่านเถิด

แต่หากท่านมีจิตวิญญาณของพ่อค้ามากกว่าจิตวิญญาณของศิลปิน อันนั้นผมคงมิว่ากระไรได้ ก็ขอให้ท่านโชคดี ถ้าเทพเจ้าที่ท่านเอามาขายนั้นมีจริงก็ขอให้เทพเจ้าเหล่านั้นเมตตาท่านมากๆ

ส่วนใครจะเถียงผมว่า ในสวรรค์ตอนนี้อาจมีฟิตเนสแล้ว และพระคเณศท่านคงเบื่อความอ้วนของท่านเสียเต็มทน ตอนนี้ท่านอาจผอมหล่ออย่างกับดาราเกาหลี

ผมคงได้แต่ยิ้มแห้งๆ

แล้วถอนหายใจเบาๆ

บทความก่อนหน้านี้บอส อยู่วิทยา จ่อโดนแจ้งข้อหาเสพยา ตร.รอเอกสารสธ. ขีดเส้น 13 ส.ค.ชงผลสอบผบ.ตร.
บทความถัดไปบิ๊กตู่ ‘โว’ ตั้งแต่เข้ามามีอำนาจ เศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ แม้โชคร้ายเจอโควิด ขอคนไทยอย่าท้อ