วิเคราะห์การเมือง | ส่อง “โผ ครม.” ประยุทธ์ 2/2 การเมืองเขย่า 3 ป.ไม่สำเร็จ ?

หลังจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พร้อมกับกลุ่มรัฐมนตรี 4 กุมาร “อุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ลาออกจากรัฐมนตรี

พ่วงด้วย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ “เทวัญ ลิปตพัลลภ” ลาออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้โควต้าเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่างลง 6 ที่นั่ง

การปรับ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ 2/2 จึงต้องเดินหน้าแบบไม่มีทางเลือก โดยจะเป็นการปรับในเฉพาะโควต้ารัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และแก้ปัญหาสุญญากาศในการบริหารประเทศ ไม่ให้เก้าอี้รัฐมนตรีต้องว่างเว้นนาน โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ถือเป็น “ไฟต์บังคับ” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จำเป็นต้องเฟ้นหาบุคลากรมือดี ชื่อชั้นถึง เข้ามาร่วมเป็นดรีมทีมด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาล

โดย “บิ๊กตู่” ประกาศชัดเจนว่าจะหาคนที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์มาร่วมเป็น ครม.ชุดใหม่เอง โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะต้องเป็นคนนอก ที่นายกฯ เลือกมานั่งเก้าอี้

ทางหนึ่งเพื่อสยบความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพรรค พปชร. ที่จัดสูตรส่งชื่อโผ ครม.ในส่วนของพรรคคือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” สลับจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่วน “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาทและเลขาธิการพรรค พปชร. ขึ้นนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขณะที่ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และรองหัวหน้าพรรค ขึ้นชั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หลังจาก “บิ๊กตู่” ต่อสายตรงไปยัง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ยอมสลับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยส่ง “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” แกนนำพรรค รปช. ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.

แต่เมื่อ “บิ๊กตู่” ยืนกรานเลือกคนนอกมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ โดยคนนอกอย่าง “ปรีดี ดาวฉาย” รับคำเชิญพร้อมกับลาออกจากกรรมการและกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยคาดการณ์ว่าจะมานั่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เช่นเดียวกับ “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” กรรมการและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งลาออกจากตำแหน่งกรรมการ

และค่อนข้างชัดเจนว่าจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

แน่นอน เมื่อ “บิ๊กตู่” ยืนกรานยึดโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจต้องเป็นคนนอก และจะจัด ครม.ชุดใหม่ให้เสร็จในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้

ส่งผลให้สูตรการจัด ครม.ของพรรค พปชร.ต้องปรับใหม่ “สุริยะ” ยังอยู่ที่เดิม คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วน “อนุชา” จะนั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ “สุชาติ” จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ “เอนก” จะเป็นรัฐมนตรีว่าการ อว.

แต่ตัวแปรอีกหนึ่งชื่อ “อ.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีชื่ออยู่ในหลายโผ ครม. ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน / รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

และต้องวัดใจกันว่าท้ายที่สุด “บิ๊กตู่” จะชี้อนาคตทางการเมืองของ “อ.แหม่ม” ไว้ตรงจุดไหน

เกมการเมืองการปรับ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ 2/2 ครั้งนี้ ต้องถือว่าฝั่งนักการเมืองที่หวังเขย่าดุลอำนาจของ 3 ป. ไม่สำเร็จ เพราะทั้ง 3 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.)

เพราะตามโผ ครม.ของพรรคคือ ต้องการให้ “บิ๊กป้อม” ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร.ขยับมานั่งเก้าอี้ มท.1 ด้วยเหตุผลเพื่อมาคุมศึกเลือกตั้งท้องถิ่นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2563

รวมทั้งยังช่วยให้ ส.ส.ของพรรค พปชร.ในแต่ละพื้นที่ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดได้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมา ส.ส.ในพรรคสะท้อนว่าไม่สามารถประสานงานกับ “บิ๊กป๊อก” ได้

เนื่องจาก “บิ๊กป๊อก” ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับ ส.ส.และสมาชิกพรรค จึงเป็นเหตุให้ที่ประชุม ส.ส.พรรค พปชร. เสนอชื่อ “บิ๊กป้อม” มานั่งเป็น มท.1 แทน

ซึ่ง “บิ๊กป้อม” ได้ออกมาสยบข่าวทันทีว่า ยังจะช่วยงานนายกฯ ในตำแหน่งเดิม ไม่คิดจะไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

บทสรุปสุดท้าย หน้าตาของ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ 2/2 จะออกมา “ว้าว” หรือ “ยี้” หัวหน้าคณะรัฐมนตรีอย่าง “บิ๊กตู่” จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

ยิ่งต้องเจอทั้งศึกใน ศึกนอก ไม่ว่าจะเป็นการกู้เศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 รวมทั้งการประท้วงของแฟลชม็อบ ภาค 2 ในนามกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่จุดติดไปเรียบร้อย

หาก ครม.พล.อ.ประยุทธ์ 2/2 ฟื้นความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาที่รุมเร้าไม่ได้ มีหวังคงต้องนับถอยหลัง อยู่ไม่ครบเทอม 4 ปี

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ วงษ์เทศ ฟันธง ยุติธรรมตามอำเภอใจทำคนเสียเปรียบถูกเหยียบ
บทความถัดไปลุ้น ผบ.ตร. คนที่ 12 วัดใจ “บิ๊กตู่” เคาะใคร ?