เทศมองไทย : “ชเวก็อกโก่” เมืองนอกกฎหมายชายแดนไทย

เมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองบรรณาธิการอาเซียนทูเดย์ นำเสนอเรื่องราวของโครงการพัฒนา “ชเวก็อกโก่” เมืองชนบทชายแดนด้านตะวันออก ตรงกับบ้านใหม่ริมเมย ต.แม่กาษา จังหวัดตากของไทย ตั้งข้อกังขาเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่ว่า ใครคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในเมืองใหม่ชายแดนแห่งนี้

ที่ไม่เพียงกลายเป็นปัญหาปวดหัวของรัฐบาลเมียนมาเท่านั้น หากแต่ยังอาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงมาถึงบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทยได้อีกด้วย

โครงการพัฒนานี้เดิมทีได้รับอนุมัติเมื่อปี 2018 จากคณะกรรมการการลงทุนแห่งเมียนมา ให้ความเห็นชอบในโครงการลงทุนมูลค่า 22.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อก่อสร้าง “วิลล่าระดับไฮเอนด์” จำนวน 59 หลัง ขึ้นบนพื้นที่ 10.3 เฮกตาร์ หรือเท่ากับราว 64 ไร่ บริเวณโค้งลำน้ำเมย ที่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของกองกำลังกะเหรี่ยงอิสระ (เคเอ็นยู) มาก่อน

แต่ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ในความควบคุมของกองกำลังรักษาชายแดนกะเหรี่ยง (บีจีเอฟ) กองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลพม่า

 

บีจีเอฟเป็นกองกำลังติดอาวุธที่แตกออกมาจากกองกำลังกะเหรี่ยงอิสระ หรือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง แต่เดิมในปี 1994 มี พ.อ.ซอ ชิตทู เป็นผู้บัญชาการ ราวปี 2010 ไปทำความตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าในเนปิดอว์ ซึ่งเปิดทางให้กองกำลังติดอาวุธเหล่านี้กลายเป็นกองกำลังของทางการ เปลี่ยนชื่อใหม่ว่าเป็น กองกำลังรักษาชายแดน เช่นเดียวกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มที่ทำความตกลงสันติภาพกับรัฐบาล

โปรเจ็กต์ชเวก็อกโก่ ขออนุญาตในนามบริษัท เมียนมาย่าไถ้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่างย่าไถ้ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทจีนจดทะเบียนในฮ่องกง ดำเนินกิจการหลายด้าน ที่ขึ้นชื่อที่สุดเป็นกิจการพนันออนไลน์ เป็นผู้ลงทุน 80 เปอร์เซ็นต์กับบริษัท ชิต ลิน มเยง บริษัทท้องถิ่นในเมียววดี ที่เชื่อมโยงใกล้ชิดกับบีจีเอฟ เพราะผู้อำนวยการบริษัทคือ พ.อ.ซอ มินมินอู อดีตผู้บัญชาการบีจีเอฟนั่นเอง

ปัญหาก็คือ เมียนมาย่าไถ้ได้รับอนุญาตให้เพียงแค่ดำเนินโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยวไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก

แต่เอาเข้าจริงโครงการนี้กลับกลายเป็นโครงการขนาดมหึมา โฆษณาโจ๋งครึ่มในต่างแดนในหลากหลายฐานะด้วยกัน ตั้งแต่การเป็น “โลกซาฟารีบนพื้นที่ 20,000 เอเคอร์” (เท่ากับพื้นที่กว่า 50,000 ไร่) หรือ “ศูนย์ฝึกยิงปืนระหว่างประเทศ” และ “แหล่งพฤกษาเขตร้อนมหึมา” เป็นต้น

ล่าสุด เมื่อต้นปี 2019 เมียนมาย่าไถ้โฆษณาโครงการนี้ว่าเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” และเป็น “ศูนย์กลางการพนัน” ที่ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 75,000 ไร่ ภายใต้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์

ตามแผนของเมียนมาย่าไถ้ ภายในโครงการจะมีกาสิโนสถานให้บริการอยู่หลายกาสิโน มีโรงแรมขนาด 1,200 ห้อง มีบ้านหรูระดับไฮเอนด์ แถมพกด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต, สนามบิน และสถานีตำรวจ

แล้วยังสามารถกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นนิคมอุตสาหกรรม และโกดังสินค้าได้อีกด้วย

 

ผลก็คือ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อโครงการชเวก็อกโก่นี้ดังระงม มีหลายคน รวมทั้งภาคประชาสังคมชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่เอง ที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและ “ถูกต้องตามกฎหมาย” ของโครงการเหล่านี้ ประเด็นสำคัญที่กังขากันอย่างมากก็คือ รัฐบาลไม่เคยให้ความเห็นชอบในการพัฒนาพื้นที่โครงการนอกเหนือจาก 64 ไร่เดิมเลย และไม่เคยอนุญาตให้มีการก่อสร้างกาสิโนสถานขึ้นในพื้นที่โครงการนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ที่น่าคิดอย่างมากก็คือ เมื่อตอนปลายปี 2019 ที่ผ่านมา มีคำสั่งระงับการก่อสร้าง โครงการทั้งหมดถูกระงับไว้ ฐานละเมิดกฎว่าด้วยการลงทุน

แต่พอถึงต้นปี รายงานจากกลุ่มรณรงค์หลายกลุ่ม รวมทั้งฟรอนเทียร์ เมียนมา และเครือข่ายกะเหรี่ยงสนับสนุนสันติภาพ (เคพีเอสเอ็น) ระบุว่าโครงการนี้กลับมาก่อสร้างใหม่ตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลเมียนมาต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อสอบสวนโครงการชเวก็อกโก่นี้โดยเฉพาะ

เรื่องนี้ชวนงงงวยมากขึ้นไปอีก เมื่อคนอย่างอู ทิน มินต์ รัฐมนตรีช่วยประจำสำนักงานรัฐบาลสหภาพ ยืนกรานเมื่อเดือนมิถุนายนนี้ว่า รัฐบาลไม่เคยอนุญาตให้มีกาสิโนหรือแม้แต่กิจกรรมการพนันขึ้นในพื้นที่โครงการ

แต่ผู้คนในท้องถิ่นยืนยันตรงกันว่า ในบรรดาโครงการทั้งหลาย ที่แล้วเสร็จก่อนใครอื่นคือกาสิโน และตอนนี้เปิดดำเนินการมาแล้วอย่างน้อย 3 กาสิโน!

 

คําถามที่ถามกันอยู่ในเวลานี้ก็คือ เมื่อรัฐบาลไม่ได้อนุมัติแล้วใครกันคือคนเปิดไฟเขียว? ใช่เป็นนายทหารระดับสูงในกองทัพเมียนมาที่ “ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง” จากการนี้หรือไม่?

ถัดมาก็คือ ถ้านายพลเมียนมาให้ความเห็นชอบ มีสินบาทคาดสินบนเพื่อการนี้เกิดขึ้นหรือไม่? ใครรับผิดชอบ

คำถามสุดท้ายก็คือ ในเมื่อรัฐบาลเมียนมายังควบคุมพื้นที่นี้ไม่ได้ พื้นที่นี้อยู่ในความควบคุมของใครกัน?

จังหวัดตากและรัฐบาลไทย เตรียมพร้อมแล้วหรือไม่ในการรองรับผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากโครงการยักษ์นี้?

บทความก่อนหน้านี้บัวแก้วยัน ‘พระสงฆ์-คนไทย’ ไม่ได้ติดเชื้อจำนวนมาก-ตายจากโควิดในสหรัฐ
บทความถัดไปรัฐวิคตอเรียตั้งโทษปรับเกินแสน หากฝืนคำสั่งกักบริเวณ