อาชญากรรม | เปิดหลักฐาน-สั่งไม่ฟ้อง ‘บอส’ทายาทกระทิงแดง พยานผุด-ความเร็วเปลี่ยน บริสุทธิ์คดีซิ่งชนตร.ดับ

กลายเป็นกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง

สำหรับคดีของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มหมื่นล้าน ที่ขับรถหรูเฟอร์รารี่พุ่งชน ตร.สน.ทองหล่อ แล้วลากร่างไปไกลกว่า 200 เมตร เสียชีวิตคาที่เมื่อปี 2555

เมื่ออัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ขณะที่ตำรวจก็ไม่คัดค้าน และเตรียมขอถอนหมายจับทั้งหมด

กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องหลังเวลาผ่านไป 8 ปี

ผ่านเรื่องราวมากมาย ทั้งพ่อบ้านไปมอบตัวแทน ยื้อเวลาไม่มาพบอัยการจนถูกออกหมายจับ รวมทั้งคดีอื่นๆ ที่ทยอยหมดอายุความลง

เมื่อกระแสสังคมกดดัน ข้อเท็จจริงก็เปิดเผยว่าที่สั่งไม่ฟ้องเพราะ กมธ.กฎหมายชุด สนช.ระบุนายวรยุทธ ยื่นร้องเรียนขอความ เป็นธรรม

เบิกความพยานผู้เห็นเหตุการณ์เพิ่ม 2 ปาก หลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายปี ชี้ว่าตำรวจที่ตายขับตัดหน้ากะทันหัน

รวมทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญที่อ้างว่านายวรยุทธขับรถไม่เกิน 80 ก.ม.ต่อชั่วโมง ลดลงจากเมื่อครั้งเกิดเหตุที่ระบุขับเร็วถึง 177 ก.ม. ต่อชั่วโมง

วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นจนทั้งรัฐบาล ตำรวจ อัยการ ต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบสวน

ไม่ยืนยันว่าตั้งเพื่อแก้เกี้ยว ซื้อเวลา ลดกระแสสังคมหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ไม่สามารถรื้อคดีได้

‘บอส วรยุทธ’ คือผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง!??

อัยการไม่ฟ้องบอส-วรยุทธ

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ ผ่านมา โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ ที่ระบุว่า อัยการแจ้งมาเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ในข้อหา ขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต จากเหตุการณ์ขับรถเฟอร์รารี่พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.2555

ขณะที่ฝ่ายตำรวจไม่มีความเห็นแย้ง ทำให้ขั้นตอนต่อไปคือการถอนหมายจับจากศาลอาญา และถอนหมายจับตำรวจสากล

หลังจากข่าวดังกล่าวปรากฏ ก็เกิดกระแสสังคมสอบถามถึงเรื่องดังกล่าวว่าด้วยเหตุผลใดอัยการถึงไม่สั่งฟ้อง ทั้งที่คดีคาราคาซังมานานกว่า 8 ปี แถมยังพบว่าผู้ก่อเหตุ คือบอส-วรยุทธ เดินทางออกนอกประเทศ และมีพฤติการณ์หลบหนีคดี จนต้องประสานตำรวจสากลออกหมายจับ

หลังจากข่าวฮือฮา พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ก็ออกมายอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ไม่สามารถเปิดเผยเหตุผลได้ ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการถอนหมายจับ ทั้งในไทยและอินเตอร์โพล ให้เสมือนเป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง นายวรยุทธสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ตามปกติ

ขณะที่เหตุผลของการสั่งไม่ฟ้องในครั้งนี้ นายสมพงษ์ ภุชงค์โสภาพันธุ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 สรุปคำสั่งว่า การสั่งฟ้องนายวรยุทธขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่ารถคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ขับได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเขตกทม.

ต่อมาเมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรม ได้สอบสวนพยานเพิ่มเติม โดยมีพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดจากการเฉี่ยวชนในคดีอื่น ประเมินว่านายวรยุทธไม่น่าขับรถด้วยความเร็วถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะที่ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม พยานผู้เชี่ยวชาญ ให้การเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2560 คำนวณความเร็วของเฟอร์รารี่ ว่าประมาณ 76.175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจากการสอบพยานเพิ่มเติม คือพล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร และนายจารุชาติ มาดทอง เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2562 ได้ความว่าพยานทั้งสองขับรถยนต์แล่นตามหลัง รถจักรยานยนต์ของผู้ตายด้วยความเร็วไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่นายวรยุทธขับรถยนต์มาด้วยความเร็ว 50-60 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

เมื่อพยานทั้งสองเป็นประจักษ์พยานในขณะเกิดเหตุให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคดี ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของพยานผู้เชี่ยวชาญ จึงเชื่อว่าขณะเกิดเหตุนายวรยุทธขับรถยนต์ในช่องทางที่ 3 ชิดเกาะกลางถนนด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ตร.ไม่ค้าน-คดียุติหมด

และจากคำให้การของพยานระบุว่า ด.ต.วิเชียรขี่จักรยานยนต์ในช่องทางที่ 1 ด้านซ้าย ก่อนเปลี่ยนช่องทางเดินรถจากช่องทางที่ 2 ที่นายจารุชาติขับกระบะมาในช่องทางที่ 2 ทำให้นายจารุชาติต้องชะลอความเร็วแล้วหักพวงมาลัยหลบไปซ้ายมือ เพื่อไม่ให้ชนกับด.ต.วิเชียร

จากนั้นด.ต.วิเชียรได้เปลี่ยนช่องทางจากช่องทางที่ 2 ไปยังช่องทางที่ 3 ที่นายวรยุทธขับมาในระยะกระชั้นชิด ทำให้นายวรยุทธชนท้ายรถจักรยานยนต์ของด.ต.วิเชียรจนถึงแก่ความตาย รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย

เมื่อเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่ด.ต.วิเชียรขี่จักรยานยนต์เปลี่ยนช่องทางเดินรถเข้าไปในช่องทางของนายวรยุทธ ที่ขับมาด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะกระชั้นชิด ทำให้นายวรยุทธไม่สามารถหลบหลีกและหยุดรถได้ทันท่วงที จึงเป็นเหตุสุดวิสัย มิใช่เกิดจากความประมาท ปราศจากความระมัดระวังของนายวรยุทธ

แต่เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของด.ต.วิเชียร การกระทำของนายวรยุทธจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีนี้มีพยานหลักฐานไม่พอฟ้องนายวรยุทธ จึงมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี

คดีนี้ร้อนจนฝ่ายนายกฯ ผบ.ตร. และอสส. ต่างต้องตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ

ขณะที่พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ประธานตรวจสอบของ ตร. ระบุว่า ความเห็นไม่แย้งคำสั่งของอัยการในคดีถือว่าคดีสิ้นสุดแล้วไม่สามารถแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงความเห็นได้อีก ส่วนการพิจารณาความเห็นที่อัยการส่งมานั้นเป็นการพิจารณาความถูกต้องในข้อกฎหมายและดูข้อเท็จจริง ทางตำรวจไม่มีอำนาจตรวจสอบความเห็นของอัยการหรือขอให้อัยการอธิบายเหตุผลของการสั่งคดีได้

ท่ามกลางการเปิดเผยข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องมีสารโคเคนในร่างกายวันเกิดเหตุ แต่ตำรวจไม่ตั้งข้อหาดำเนินคดี และการเสียชีวิตกะทันหันของนายจารุชาติ มาดทอง พยานปากเอก

สรุปได้เบื้องต้นว่าบอส-วรยุทธ บริสุทธิ์ไร้มลทิน

ย้อนคดีฉาว-ชนตร.ดับ

สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555 โดยมีพยานเห็นเฟอร์รารี่หรูของนายวรยุทธ พุ่งชนด.ต.วิเชียร ขณะขี่จยย. ที่หน้าปากซอยสุขุมวิท 47 แล้วลากร่าง ด.ต.วิเชียร พร้อม จยย.สายตรวจไปไกลกว่า 200 เมตร เสียชีวิตคาเครื่องแบบตำรวจ

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ ก็ตรวจสอบพบคราบน้ำมันเครื่องไหลเยิ้ม ตามรอยพบเข้าไปในบ้านหรูหลังใหญ่เลขที่ 9 ภายในซอยสุขุมวิท 53 ของนายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าสัวหมื่นล้าน

แต่กว่าจะควบคุมตัวได้ก็มีเรื่องวุ่นวาย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อนำตัว คนขับรถเข้ามอบตัวแทน

เมื่อสอบปากคำและตรวจร่างกายเบื้องต้นก็พบว่าไม่ใช่ผู้ต้องหาตัวจริง จึงถูกแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จ

ในที่สุดนายวรยุทธ ผู้ก่อเหตุตัวจริงก็มอบตัว โดยให้การว่าขับรถชนจริง แต่เป็นเพราะผู้ตายปาดหน้าจนหักหลบไม่ทัน

เจ้าหน้าที่จึงสั่งแจ้ง 3 ข้อหา ประกอบด้วยขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน และขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากหลักฐานจากกล้องวงจรปิดจับภาพรถยนต์คันก่อเหตุขับด้วยความเร็วถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนข้อหาเมาแล้วขับอัยการเห็นไม่ควรสั่งฟ้อง เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน

ขณะที่ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สิน ผู้อื่นเสียหาย และขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ และไม่แจ้งเจ้าพนักงาน ทยอยหมดอายุความ เพราะอัยการไม่สามารถนำตัวส่งฟ้องได้ทัน

สำหรับคดีขับรถประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต นายวรยุทธเลื่อนพบอัยการถึง 7 ครั้ง เป็นเหตุให้ถูกออกหมายจับ

ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมานายวรยุทธใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับครอบครัว นั่งเครื่องบินเจ็ตเดินทางไปทั่วโลก ทั้งไปดูทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวัน ของกระทิงแดง และถ่ายรูปคู่รถปอร์เช่ คาร์เรร่า ที่ประเทศอังกฤษ

นอกจากนี้ยังไปเที่ยวหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยเยี่ยมชมวัด นั่งเล่นริมสระน้ำ และค้างที่รีสอร์ตหรูคืนละ 1 พันยูเอสดอลลาร์ หรือคืนละ 34,000 บาท

หลังจากเกิดอุบัติเหตุนายวรยุทธเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 9 ประเทศ โดยไปล่องเรือที่โมนาโก เล่นสโนว์บอร์ดที่ญี่ปุ่น ฉลองวันเกิดที่ร้านอาหารหรูในกรุงลอนดอนของอังกฤษ แช่สระน้ำในกรุงอาบูดาบีของดูไบ ทานอาหารที่ฝรั่งเศส ดูฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ

บัดนี้ถึงเวลากลับมาใช้ชีวิตสุขสบายในประเทศไทย ได้แล้ว

บทความก่อนหน้านี้นฤมล ลาออกจากโฆษกรัฐบาล เพื่อตามสู่ฝันนั่งเก้าอี้ รมต.
บทความถัดไปห่วง ขสมก.ล้มละลายตาม การบินไทย หลัง ขาดทุน 4 พันล้าน! ชี้แบกต้นทุนสูง ขึ้นราคามากไม่ได้ รถเก่ากว่า25ปี