ต่างประเทศ : โควิด-19 ภัยคุกคามใหม่ของคิม จอง อึน

ครอบครัวคิม ผู้ปกครองเกาหลีเหนือมายาวนานหลายทศวรรษ เวลานี้ต้องเผชิญกับภัยรูปแบบใหม่ ที่ในที่สุดก็เหยียบย่างเข้าไปในแผ่นดินเกาหลีเหนือแล้ว

นั่นก็คือ ผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อโควิด-19 ที่มีผู้ติดเชื้อแล้วราว 17 ล้านคน คร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 657,000 รายทั่วโลก

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ จัดประชุมฉุกเฉินทันทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังได้รับรายงานว่ามีชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ที่เคยหนีไปยังประเทศเกาหลีใต้ หนีกลับมายังเมืองแกซอง ใกล้เขตปลอดทหารที่แบ่งเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ พร้อมกับอาการของโรคโควิด-19

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) สื่อกระบอกเสียงของเกาหลีเหนือ รายงานว่า หลังจากได้รับรายงานการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ผู้นำคิมสั่งการให้ล็อกดาวน์เมืองแกซองในทันที

นั่นสะท้อนให้เห็นว่าความกังวลที่ผู้นำคิมมีต่อภัยคุกคามใหม่นี้มีมากน้อยแค่ไหน

 

ด้านทางการเกาหลีใต้ยืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ว่า ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ เป็นชายชื่อว่าคิม ข้ามชายแดนที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงสุดจากฝั่งเกาหลีใต้ไปยังฝั่งเกาหลีเหนือแล้วจริง

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ระบุว่า คิมไม่ได้มีประวัติเป็นผู้ป่วยหรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 มาก่อน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า คิมตกเป็นผู้ต้องหาในคดีคุกคามทางเพศหญิงชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์อีกราย

ด้านกองทัพเกาหลีใต้ชี้แจงผ่านรัฐสภาเกาหลีใต้ระบุว่า คิมแอบเล็ดลอดตัดลวดหนามที่ปลายท่อระบายน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำฮันไปยังดินแดนประเทศเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนจะถูกจับกุมได้ที่เมืองแกซอง

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานว่า คิมมีอาการแสดงของโรคโควิด-19 แต่ไม่ชัดเจนว่ามีการตรวจยืนยันเชื้อหรือไม่ ผู้สัมผัสใกล้ชิดถูกนำตัวไปตรวจและกักกันโรคแล้ว

อย่างไรก็ตาม เคซีเอ็นเอก็เตือนว่า อาจเกิด “สถานการณ์อันตราย” ขึ้นในเมืองแกซองที่อาจนำไปสู่ “หายนะระดับทำลายล้างถึงชีวิต” ได้

 

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งเชื่อว่าเกาหลีเหนือ ชาติที่มีชายแดนติดกับประเทศจีน ประชากรเกือบ 25 ล้านคน สามารถรอดพ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แล้ว แต่ก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า เกาหลีเหนืออาจยังไม่สามารถตรวจพบผู้ติดเชื้อที่มีอยู่ในประเทศได้เนื่องจากไม่มีชุดตรวจเชื้อที่เพียงพอ หรืออาจมีการควบคุมกลุ่มก้อนที่แพร่ระบาดในประเทศได้แล้วแต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาสู่โลกภายนอกก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม หากนายคิมถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จริงและแพร่เชื้อจนเกิดการแพร่ระบาดในประเทศ นั่นจะเป็นหนึ่งในภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่คิม จอง อึน ปกครองเกาหลีเหนือมาตลอดระยะเวลา 9 ปีเลยทีเดียว

สิ่งหนึ่งที่น่าห่วงสำหรับชาติที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จแห่งนี้ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากได้ อย่างที่แม้แต่ในโลกเสรีก็ต้องประสบปัญหานี้มาแล้ว

นั่นเป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่ทำให้เกาหลีเหนือต้องสั่งปิดพรมแดนที่เชื่อมต่อประเทศจีน ต้นตอการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาในทันที

แม้ว่าจีนจะเป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในประเทศก็ตาม

 

ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าเกาหลีเหนือซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีจำนวนไม่มาก ถูกจำกัดลงเหลือเพียงนักการทูตและเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ให้เข้าประเทศได้และต้องเข้าสู่กระบวนการกักกันโรคเท่านั้น ขณะที่ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไกลจากบ้าน และต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ

แต่นั่นก็อาจไม่เพียงพอหากเกิดการแพร่ระบาดขึ้นจริงๆ และนั่นจะกลายเป็นหายนะที่ร้ายแรงยิ่งกว่าวิกฤตการณ์ความอดอยากครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 90 เหตุการณ์ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 235,000 ราย

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติระบุว่าตัวเลขจริงอาจสูงถึง 3.5 ล้านราย จำนวนที่มากเกินกว่าระบบสาธารณสุขของประเทศจะรับไหว

ชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากที่หนีความอดอยากออกมาจากเกาหลีเหนือ เล่าถึงความยากแค้นในเวลานั้นว่า แพทย์ต้องขายยาเพื่อซื้ออาหารประทังชีวิต ผู้ป่วยต้องผ่าตัดโดยที่ไม่มียาชาใช้ ขณะที่กุมารแพทย์ต้องออกจากงานเนื่องจากทนเห็นสายตาของเด็กที่ต้องอดอยากต่อไปไม่ไหว

แน่นอนว่าหากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขึ้นจะกลายเป็นหายนะทางสาธารณสุขครั้งที่ 2 ใน 1 ชั่วอายุคนที่รัฐบาลเกาหลีเหนือจะรับมือได้ยากอย่างยิ่ง

Masked people walk in front of Pyongyang station on April 1, 2020, amid concerns over the new coronavirus. (Photo by Kyodo News via Getty Images)

อย่างไรก็ตาม ความเชี่ยวชาญในการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือที่ให้สถานะของครอบครัวผู้นำคิม ในฐานะ “ผู้กอบกู้” และ “ผู้ปกป้องคุ้มครอง” ชาวเกาหลีเหนือ อาจเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในเวลานี้

ชาวเกาหลีเหนือผู้แปรพักตร์ที่หนีไปยังเกาหลีใต้ ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการปรับตัว ต้องเจอกับการเลือกปฏิบัติ หางานทำยาก หลายคนก้าวไม่พ้นความเจ็บปวดในอดีต และเกิดอาการคิดถึงบ้าน ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่ความสิ้นหวัง ซึมเศร้า ในที่สุดก็ต้องหนีกลับบ้านเกิด

กลุ่มคนเหล่านี้ที่ต้องซมซานกลับเกาหลีเหนือ บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ โน้มน้าวให้คนในประเทศเชื่อว่าระบบสังคมนิยมในประเทศนั้นดีกว่าระบบทุนนิยมของเกาหลีใต้ ใครก็ตามที่หนีจากเกาหลีเหนือ สุดท้ายก็ต้องซมซานกลับบ้านในที่สุด

และหากนายคิมผู้แปรพักตร์ นำเชื้อไวรัสเข้ามาสู่เมืองแกซองจริง รัฐบาลเกาหลีเหนือก็จะสามารถใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อได้เช่นกันว่า รัฐบาลสามารถปกป้องประชาชนชาวเกาหลีเหนือจากเชื้อไวรัสได้ ขณะที่เกาหลีใต้ในระบบทุนนิยมเองก็ยังปกป้องประชาชนของตัวเองไม่ได้

แต่นั่นก็หมายถึงกรณีที่ไม่ได้เกิดการแพร่ระบาดในเกาหลีเหนือขึ้นจริงๆ เท่านั้น

บทความก่อนหน้านี้ศัลยา ประชาชาติ : “บอส”…เอฟเฟ็กต์ กระแทก “กระทิงแดง” คู่แข่งสบช่องแย่งส่วนแบ่งตลาด
บทความถัดไปรายงานพิเศษ : ในวิกฤตโควิดระบาด เหตุเลือกปฏิบัติคนต่างศาสนา หนักหน่วง?