มนัส สัตยารักษ์ | ผลพวงแห่งข้อยกเว้น ผลพวงแห่งความคับแค้น

มนัส สัตยารักษ์

ค่อนข้างช้าไปแล้วที่เขียนถึงกรณีอังกฤษแบนสินค้ากะทิจากไทย โดยอ้างองค์กรประชาชนเพื่อการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม หรือ PETA (People for Ethical Treatment of Animal) ชี้ว่า การให้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นการทารุณกรรมสัตว์

เป็นเหตุผลที่คล้ายกับเมื่อครั้งที่พวกเขาอ้างขณะล่าอาณานิคมทางซีกตะวันออกในสมัยรัชกาลที่ 4 ของไทย และเราต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนไปไปในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

นั่นคือ เป็นเหตุผลเดียวกับที่หมาป่าอ้างกับลูกแกะในนิทานอีสป

นาทีแรกที่รับทราบข่าวนี้ ทำให้ย้อนไปนึกถึงความเจ็บปวดของชาวไทยในครั้งนั้นทันที ถึงแม้จะเกิดไม่ทัน แต่ได้อ่านบันทึกประวัติศาสตร์ก็สร้างความเจ็บแค้นฝังใจ

ขณะเดียวกันก็นึกถึงพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงมีพระเนตรยาวไกลวางนโยบายปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงประเทศรอและรับมือการกระทำของหมาป่า จนในที่สุดไทยก็สามารถรักษาเอกราชของชาติไว้ได้เป็นประเทศหนึ่งเดียวในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์

วันนี้เราอยู่ในปี ค.ศ.2020 ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 โลกได้เริ่มยุค multipolar world ที่ไม่ควรจะมีนักเลงอันธพาลแบบ “หมาป่า” อีกแล้ว ทุกประเทศน่าจะมีปากมีเสียงเท่าเทียมกัน

นาทีถัดมาจึงนึกถึงว่าในวันเวลานี้ เราพอจะมี “ปากเสียง” หรืออำนาจต่อรองอะไรบ้างที่จะช่วยให้เราเท่าเทียมกันในการรักษาประโยชน์ของตนเอง?

จริงอยู่ที่แต่เดิมเรามีข้าว ยางพารา และการท่องเที่ยวเป็นตัวชูโรง แต่โลกที่เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปากเสียงของเราอ่อยลงไปตามลำดับ มีเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว คือ “การต่อสู้กับสถานการณ์โควิด” ที่มีคำรับรองจากองค์กรโลก

แต่ก็เกิดกรณีที่อาจจะทำให้เราอาจจะต้องเผชิญกับ “สถานการณ์โควิด-19 ระบาดรอบ 2” ขึ้นมาทันที สืบเนื่องมาจาก “ข้อยกเว้น” มาตรการป้องกันการระบาดของ ศบค.

ความฝันที่เราจะมีปากเสียงในยุค multipolar world ปลาสนาการหายไปสิ้น

เราต้องเผชิญหน้าสถานการณ์โควิด-19 กะทันหัน จึงขอรวบรัดประเด็นลิงเก็บมะพร้าวไว้สั้นๆ

เรามี “เพื่อน” ที่เข้าใจวิถีชีวิตเกษตรกรไทย คือสื่อจีนและสื่อญี่ปุ่น

“เซี่ยงไฮ้ เดลี่” เว็บไซต์ดังของจีนกล่าวว่า ไทยกำลังถูกกลั่นแกล้งและกีดกันทางการค้า ในความเป็นจริงแล้ว การใช้ลิงเก็บมะพร้าวในประเทศไทยส่วนหนึ่งเป็นเพียงการแสดงโชว์นักท่องเที่ยวเท่านั้น และลิงที่มาแสดงโชว์ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี การเก็บมะพร้าวในเชิงอุตสาหกรรมในไทยแทบไม่มีการใช้แรงานลิงเพราะไม่จำเป็น

สำนักข่าวเกียวโด ประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปหาข้อเท็จจริงที่หมู่บ้านบางมั่น ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวและเลี้ยงลิงกังเก็บมะพร้าว ทีมงานข่าวพบว่า ความเป็นอยู่ของลิงกังกับเจ้าของเป็นความผูกพันกันมาแต่โบราณหลายชั่วอายุคนแล้ว ลิงกังที่เลี้ยงไม่ได้จับมาจากป่า (เพราะเป็นสัตว์คุ้มรอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า) เกษตรกรผู้เลี้ยงลิงได้ขึ้นทะเบียนและฝังไมโครชิปแสดงการครอบครอง ก่อนจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในปี พ.ศ.2535

การเลี้ยงและฝึกลิงเพื่อให้ทำงานเก็บมะพร้าวถือว่าเป็นภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยแต่ดั้งเดิม ลิงถูกฝึกหัดจนรู้หน้าที่และรู้วิธีรักษาความปลอดภัยของตัวเอง ใช้ภาษาที่เข้าใจระหว่างกันโดยไม่ต้องทุบตี

นอกจากสื่อต่างประเทศข้างต้นแล้ว สื่อไทยและทางราชการไทยก็คงจะพยายามชี้แจงให้สังคมโลกเข้าใจด้วย ราชการไทยทราบดีว่าเหตุผลหนึ่งที่อังกฤษและอียูบางประเทศหลงเชื่อ PETA ก็เพราะ PETA ได้ข้อมูลที่บิดเบือนมาจากคนไทยที่หวังผลทางการเมือง

และถ้าเราเสียหายมากกว่านี้ก็อาจจะพิจารณาฟ้องร้อง PETA ให้รับผิดชอบที่ใช้ข้อมูลเท็จให้ร้ายประเทศไทยได้

ประเทศไทยวันนี้กำลังรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่เสี่ยงแห่งใหม่ 2 พื้นที่ คือที่จังหวัดระยองกับกรุงเทพมหานคร

ซึ่งถ้าหากเราแพ้ ก็จะกลายเป็นการเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบสอง ที่คงจะสาหัสและอาจจะเอาไม่อยู่เหมือนรอบแรกก็ได้

ศบค. หรือศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 อันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผอ. ถูกวิพากษ์วิจาณ์อย่างหนักและรุนแรง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ “การ์ดตก” ยอมอนุโลมให้กลุ่มบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น VIP หรือเป็นแขกของรัฐบาล ได้รับ “ข้อยกเว้น” ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.

กลุ่มหนึ่งใช้เอกสิทธิ์ทางการทูต ได้ “ข้อยกเว้น” กับระเบียบที่ไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลและไม่ถูกกักกันในจุดที่ทางการกำหนด

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นทหารอียิปต์ ใช้ความเป็นทหารและ “พันธะทางทหารที่มีต่อกัน” เป็นข้ออ้างและ “ข้อยกเว้น” ในการบินมาลงที่สนามบินอู่ตะเภา และพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง รวมทั้งออกไปเที่ยวศูนย์การค้า

ทำให้ สธ.ไทยต้องตรวจสอบย้อนหลังจากกล้องวงจรปิดว่าทั้งสองกลุ่มสัมผัสใครและสถานที่ใดบ้าง

ในที่สุดที่จังหวัดระยองต้องถึงกับ “ล้างเมือง” ล้างศูนย์การค้า ปิดโรงแรมที่ทหารอียิปต์มาพัก

ลามไปถึงปิดโรงเรียนในจังหวัดระยอง 120 กว่าแห่งโดยไม่มีกำหนด

ระยองเป็นเมืองท่องเที่ยว เท่ากับว่า พอปลดล็อกเพื่อรับวิกฤต เมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะไปปลุกปลอบสร้างความมั่นใจต่อชาวระยองก็เห็นได้ว่าชาวระยองบางส่วนไม่ได้ตอบรับ เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีหันไปโทษสื่อที่เพิ่มความรุนแรงเกินเหตุ

แม้แต่คำสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง (ซึ่งน่าจะเป็นการย้ายตามวาระปกติก่อนสิ้นปีงบประมาณ) ก็ถูกสื่อวิจารณ์ไปในเชิงลบว่าถูกลงโทษ

ถ้าจะกล่าวในเชิงวิเคราะห์ก็กล่าวได้ว่า สภาวการณ์ทั้งหมดหนนี้สืบเนื่องมาจากวัฒนธรรม “ข้อยกเว้น” ที่ผู้นำชอบและถนัดใช้ในการบริหารบ้านเมือง ใช้กันมาจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมหรือประเพณีในสังคมเผด็จการ

พล.อ.ประยุทธ์ในสมัยเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในฐานะหัวหน้าคณะ คสช. มี ม.44 เป็นดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือ ได้ให้กำเนิด “ข้อยกเว้น” โดยยกเว้นการที่ต้องปฏิบัติเมื่อเห็นว่ามันจะเป็นผลร้ายต่อตัวเองหรือพรรคพวก

ตัวอย่างที่ฮือฮากันมาก คือ ยกเว้นว่า ผู้บริหารระดับสูงไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน (ด้วยตรรกะบิดเบี้ยวว่า) ผู้บริหารระดับสูงไม่ทุจริต เป็นต้น

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ “ข้อยกเว้น” จะไม่มีมาตรฐาน แต่จะเปิดกว้างอย่างอ้าซ่าและชะเวิกชะวาก

ว่ากันอันที่จริง อย่าว่าแต่ระเบียบ ข้อบังคับหรือกฎหมายธรรมดาเลยที่ถูกยกเว้น แม้แต่รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดก็ถูกเหยียบและก้าวข้ามมาแล้ว

หลังจากนั้น ก็เกิดผลพวงแห่งข้อยกเว้นตามมาเป็นพรวน จนในที่สุดก็เกิดผลพวงแห่งความคับแค้น หรือ The Grapes of Wrath

เมื่อรัฐบาลและหัวหน้ารัฐบาลชอบวัตรปฏิบัติเช่นนี้ มีหรือที่ลูกทีมใน ศบค.จะไม่ถือปฏิบัติตาม เราจึงมีผลพวงจากข้อยกเว้นมากมาย จนกระทั่งไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธความเป็น “แขกของรัฐบาล” จึงไม่มีใครเห็นว่าการยกเว้นเป็นความผิดพลาด

ข้อความข้างต้นพิสูจน์ได้จากการตอบคำถามผู้สื่อข่าวของบรรดาผู้รับผิดชอบทั้งหลายแหล่ที่เกี่ยวข้องกับการต้อนรับคนติดเชื้อโควิด-19 จากต่างชาติหนนี้…ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน การท่าอากาศยาน ตรวจคนเข้าเมือง สาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพไทย กองทัพอากาศ โรงแรมที่จัดให้คนต่างชาติเข้าพักหรือกักกันตัว ฯลฯ

ไม่มีใครเลยที่เห็นว่าตัวเองบกพร่องหรือผิดพลาด

จนในที่สุด นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ออกมากล่าวรับตามวิสัยของจิตแพทย์ที่ดี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ว่า

“เหตุกาณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่กล่าวโทษใคร เพราะเขาได้รับอนุญาต ไม่ใช่ข้อผิดพลาดอะไร ชุดข้อมูลนี้เราจะนำไปปรับปรุงวิธีการทำงาน ปิดจุดอ่อนให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น”

ถ้าจะโทษใครสักคนก็ต้องโทษนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ให้กำเนิด “ข้อยกเว้น” (ตรงนี้ผู้เขียนพูดเอง)

บทความก่อนหน้านี้ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก “ทักษิณ” คดีชินคอร์ป อีก 5 ปี! รวมโทษคดีเก่า 10 ปี
บทความถัดไป“อนุทิน” ตั้ง “หมอบุ๋ม” เป็น 1 ในทีมโฆษก สธ. เน้นด้านการเมือง