รายงานพิเศษ / โชคชัย บุณยะกลัมพ/5 G-AI ยกระดับการแพทย์ไทย

รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ

https://www.facebook.com/ChokCyberAIEntertainment/

5 G-AI ยกระดับการแพทย์ไทย

 

การเดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลเพื่อรองรับความต้องการตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง

จึงเกิดการแข่งขันบริการอินเตอร์เน็ตที่สูง ทำให้อินเตอร์เน็ตมีความเสถียรและครอบคลุมหลายพื้นที่มากขึ้น

จึงเกิดการประมูลเครือข่าย 5 G ที่ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์ และบิ๊กดาต้าที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความร่วมมือครั้งใหม่ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าภาคธุรกิจไปพร้อมกับพัฒนาสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความตื่นรู้ ตื่นตัว

และทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิตอล

 

หลังจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งออนไลน์ สั่งอาหารออนไลน์ หรือการประชุมงานผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ผ่านแอพพลิเคชั่นและแพลตฟอร์มต่างๆ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินชีวิต

มาตรการและบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขถือเป็นอีกหนึ่งที่สำคัญในการบูรณาการข้อมูลด้านสาธารณสุขของประชาชนผ่านระบบบิ๊กดาต้า เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการรักษาพยาบาล ที่มุ่งเน้นไปเครือข่ายไร้สาย 5 G บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เพื่อเปลี่ยนระบบการสื่อสารช่วยการเก็บรวบรวมข้อมูล สามารถส่งข้อมูลให้กันได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ซึ่งทางด้านคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ได้กล่าวว่า โรงพยาบาลศิริราชมีเป้าหมายการยกระดับด้านการแพทย์ มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีทั้งเพื่อการรักษาคนไข้และเพื่อการศึกษา

ซึ่ง 5 G เป็นอีกเรื่องที่ศิริราชให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการนำมาพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) ช่วยลดเวลาและลดภาระของผู้ป่วย อาทิ ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์และวินิจฉัยภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หาเชื้อโควิด-19 หรือใช้ผ่าตัดทางไกล telesurgeries

“จริงๆ การผ่าตัดทางไกลเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2554 เป็นเคสหมอที่นิวยอร์กผ่าตัดให้กับคนไข้ที่อยู่ฝรั่งเศส แต่เหตุ telesurgeries เงียบไปเกือบ 20 ปี เพราะว่าเทคโนโลยีไม่ทันสมัย ระบบไม่เรียลไทม์พอ ภาพที่แพทย์จะได้เห็นก็ยังไม่มีคุณภาพความคมชัดที่ดีพอ”

telesurgeries เกิดขึ้นด้วย 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ

  1. หวังจะช่วยในภาวะสงคราม ที่หมอเก่งๆ ไม่สามารถเข้าไปในสมรภูมิรบ แต่การผ่าตัดยังเกิดขึ้นได้
  2. หวังว่าการผ่าตัดจะเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ที่ประจำการในอวกาศ
  3. การผ่าตัดในภาวะที่เกิดโรคระบาด โรคติดเชื้อได้ง่าย

“ปีนี้ทั้ง 3 คอนเซ็ปต์ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง โควิด-19 ได้กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนว่า หากไม่เตรียมการไว้ก่อน เมื่อเกิดวิกฤตอีก เกิดโรคติดเชื้อระบาด ซึ่งยังมีโรคอีกมากที่ไม่สามารถรอได้ อย่างมะเร็ง ที่ต้องผ่าตัดอย่างทันท่วงที”

เมื่อ 5 G เข้ามาแล้วก็เชื่อว่า ในไทยผู้มีความรู้คอนโทรลหุ่นยนต์ผ่าตัดอีกมาก จะทำให้คนไข้ที่อยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้หรือจังหวัดไกลๆ ก็สามารถรับการผ่าตัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางได้

 

จากความคิดของคนรวมกับเทคโนโลยีกับเครือข่าย 5 G ก็จะสามารถตอบโจทย์ภาคการแพทย์และสาธารณสุข อย่างเช่น การพัฒนาหน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ศิริราช (Siriraj Mobile Stroke Unit) ที่ติดตั้ง CT scan, เครื่องฉีดสารทึบรังสีเพื่อตรวจหลอดเลือดสมอง เครื่องตรวจเลือดเบื้องต้น เชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี 4 G/5 G พร้อมปรึกษาทางไกลกับแพทย์เฉพาะทางที่อยู่โรงพยาบาลได้ทันท่วงที

ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและพิการของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองลงได้ เนื่องจากเป็นโรคที่ต้องเริ่มรักษาทันทีภายในไม่เกิน 4 ชั่วโมง

และยังเป็นโรคที่พบผู้ป่วยในไทยราว 1,880 รายต่อ 1 แสนประชากร หรือราว 3 แสนคนต่อปี เสียชีวิตราว 3 หมื่นคนต่อปี เป็นอันดับ 2 ของโลก และถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย

“เชื่อว่าอีกไม่นานไทยจะเป็นศูนย์กลางของการรักษา stroke ไม่เฉพาะแค่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เป็นศูนย์กลางของเอเชียได้ จาก PPP ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน”

หรือการนำร่องโครงการ “รถอัจฉริยะไร้คนขับ 5 G” เพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์กลางของโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและภาระงานบุคลากรทางการแพทย์

ทั้งใช้เป็นต้นแบบในการหาผลทดลองมาประยุกต์ใช้กับบริการทางการแพทย์ด้านอื่นๆ ต่อไป

 

ส่วนทางด้าน ศ.แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ รองอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ และคณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ได้ทำการต่อยอดในการวิจัยและพัฒนาสร้างนวัตกรรมของคนไทยขึ้นมา จากการนำเทคโนโลยี AI Watson for Oncology ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวางแผนรักษามะเร็ง

“โดยผู้ป่วยมะเร็งทุกคนจะได้รับการวินิจจัยโดย Tomor Board หากเข้าข่ายที่เหมาะสมจะได้รับการวินิจฉัยจาก AI จะได้รับการรักษาโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มครอบคลุมทุกสิทธิเข้ารักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเคสที่มีการรักษาที่ซับซ้อน เพื่อให้เข้าถึงรูปแบบการรักษาที่ทันสมัยซึ่งราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ถือเป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้”

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการแพทย์และสาธารณสุขถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทยที่ได้การยอมรับจากนานาชาติ

เห็นได้ชัดจากจำนวนคนไข้ชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาพยาบาลในไทยมากกว่า 3.3 ล้านครั้ง

และสัดส่วนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ต่อผู้ป่วยอยู่แค่ 1.8% ขณะที่สหรัฐอเมริกาทะลุไป 38%

บทความก่อนหน้านี้กรองกระแส / การฟื้นคืนชีพ ปรากฏการณ์ แฟลชม็อบ พัฒนา เติบใหญ่
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 24-30 ก.ค 2563