สุจิตต์ วงษ์เทศ / อยุธยา ชักโคม เดือน 12 ‘จองเปรียง’ แปลงเป็นพุทธ

สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยกโคมโดยชักโคมขึ้นยอดเสาที่บ้านพราหมณ์ คัดลอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วัดสุวรรณาราม ลายเส้นโดย ธัชชัย ยอดพิชัย (นิตยสารศิลปวัฒนธรรม)

สุจิตต์ วงษ์เทศ

อยุธยา ชักโคม เดือน 12

‘จองเปรียง’ แปลงเป็นพุทธ

 

“เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง” ในพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็น “รัฐนาฏกรรม” มีประเพณีพิธีกรรมหลายอย่างเกี่ยวกับน้ำต่อเนื่องกัน เดือน 11-12 เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพรรณว่านยาข้าวปลาอาหาร

เดือน 11 มีนาฏกรรมแห่งรัฐ แข่งเรือเสี่ยงทายเรียก “อาสยุช” ระหว่างเรือพระเจ้าแผ่นดินกับเรือพระอัครมเหสี ส่วนประชาชนไพร่บ้านพลเมืองในชุมชนริมแม่น้ำลำคลองร่วมกันแข่งเรือสนุกมีเล่นพนันขันต่อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการไล่น้ำส่งน้ำขอให้ลดเพื่อเตรียมเกี่ยวข้าว

ขณะเดียวกันก็เริ่มลอยเครื่องเซ่นด้วยโคม (แบบจีน) และภาชนะจากวัสดุต่างๆ ที่ลอยน้ำ เช่น กระบอกไผ่, หยวกกล้วย เป็นต้น

เดือน 12 รัฐนาฏกรรมมีพิธี “จองเปรียง” โดยบรรดาพราหมณ์และขุนนางข้าราชการฝ่ายหน้าทำพิธีชักโคมไฟจากไขสัตว์ขึ้นยอดเสา ส่วนฝ่ายในล้วนพระสนมกำนัลลอยโคมส่งน้ำขอให้น้ำลดลงเร็วๆ เพื่อชาวนาเข้าทุ่งนาเกี่ยวข้าว

ประชาชนพลเมืองไพร่บ้านพากันลอยเครื่องเซ่นขอขมาเจ้าแม่แห่งน้ำและดินด้วยโคมกระดาษมีจุดไฟข้างใน

ยกโคมโดยชักโคมขึ้นยอดเสาที่บ้านพราหมณ์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องเวสสันดร สมัย ร.3 เรือน พ.ศ.2374 บนผนังหลังพระประธานโบสถ์วัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย กรุงเทพฯ (คำอธิบายและถ่ายภาพโดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง)

 

ดัดแปลงเป็นพิธีพุทธ

“จองเปรียง” เดือน 12 หมายถึง พิธีชักโคมด้วยสายรอกขึ้นแขวนบนยอดเสา (แต่เดิมเป็นพิธีพราหมณ์ในอินเดีย เรียก “ทิวาลี” บูชาพระวิษณุ) ข้างในโคมมีตะกรันจุดไฟจากไส้ทำด้วยฝ้ายชุบไขสัตว์ (วัวควาย) เรียกเป็นภาษามอญว่าจองเปรียง

จองเปรียง ชักโคม ถูกดัดแปลงเป็นพิธีพุทธตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา ครั้นถึงสมัยอยุธยาตอนต้นจึงพบในกฎมณเฑียรบาลว่าทำพิธีในทุ่งพระเมรุกลางพระนคร กับที่วัดพุทไธศวรรย์ นอกกำแพงพระนคร

ชักโคมในพิธีจองเปรียงทำเพื่ออะไรในทางพุทธศาสนา? ไม่พบคำอธิบายสมัยอยุธยา แต่พบร่องรอยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในหนังสือเรื่องนางนพมาศ (แต่งสมัย ร.3) ว่าชักโคมบูชาพระมหาเกศธาตุจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ถึงกระนั้นสมัยอยุธยาตอนต้นพิธีชักโคม “จองเปรียง” น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องหมดทั้งผี, พราหมณ์, พุทธ โดยจับได้จากกฎมณเฑียรบาลพรรณนาโดยสรุปว่ามีการละเล่น 2 อย่าง ได้แก่ จุดดอกไม้ไฟ, เล่นหนังใหญ่ ในสถานที่ 2 แห่ง คือ ท้องพระเมรุ อยู่กลางพระนคร กับวัดพุทไธศวรรย์ อยู่นอกกำแพงพระนคร

  1. ท้องพระเมรุ ลานกว้างหน้าวิหารพระมงคลบพิตร อยู่นอกกำแพงด้านทิศใต้วัดพระศรีสรรเพชญ์
  2. วัดพุทไธศวรรย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ บริเวณที่เรียก “เวียงเหล็ก” ของพระเจ้าอู่ทอง “วีรบุรุษในตำนาน”

พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประทับเรือพระที่นั่ง พร้อมสมเด็จพระอัครมเหสี, แม่หยัวเจ้าเมือง, ลูกเธอหลานเธอ, พระสนม

เรือขบวนเสด็จมีจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะมีเรือบรรเลง 2 ลำ ขนาบ 2 ข้าง ลำซ้ายบรรเลงดนตรีร้องเรื่องยอพระเกียรติ ส่วนลำขวาบรรเลงมโหรีร้องขับลำเรื่องพงศาวดาร

เมื่อเสด็จลงเรือพระที่นั่งทรงตัดเชือกผูกสมอเป็นสัญลักษณ์ทำพิธีปล่อยน้ำไหลลดลงจะได้ไม่ท่วมไร่นาและท่วมตลิ่ง

ต่อจากนั้นเรือพระที่นั่งล่องถึงหน้าวัดพุทไธศวรรย์ ทรงทำพิธีส่งน้ำให้น้ำลด บางปีเสด็จทำพิธีทรงพัชนีโบกไล่น้ำล่องลงไปถึงท้ายบ้านรุน (ทางใต้วัดพนัญเชิง ใกล้เกาะเรียน)

[ข้อความเหล่านี้ตีความโดยคาดเดาจากกฎมณเฑียรบาล ซึ่งใช้ภาษาเก่าเข้าใจยากมาก จึงอาจบกพร่องผิดพลาดได้]

ทวาทศมาส (โคลงดั้น) แต่งสมัยอยุธยาตอนต้น พรรณนาว่าเดือน 12 แต่งโคมจุดไฟจากน้ำมันไขสัตว์ แล้วชักโคมด้วยรอกขึ้นยอดเสาตามชุมชนบนบกและริมแม่น้ำลำคลองในพระนคร บรรดาหญิงชายบ้างก็ล่องเรือร่วมกันร้องรำทำเพลงเฉลิมฉลองสนุกสนานลั่นกลางพระนคร มีโคลงบทหนึ่ง ว่า

 

๏ กรรดึกเดือนตั้งแต่ง                  โคมถวาย

ทุกท่วยหญิงชายแสวง                  ล่องเหล้น

ขับซอปี่แคนหลาย                       เพลงพาทย์

ติ้งติ่งนิ้วน้าวเต้น             ร่อนรำ (130)

 

เจ้าฟ้ากุ้ง แต่งนิราศธารโศก สมัยอยุธยาตอนปลายพรรณนาพิธีชักโคมเดือน 12 มีนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (พุทธศาสนา) ในพระนครเกาะเมือง ว่า

 

๏ เดือนสิบสองถ่องแถวโคม         แสงสว่างโพยมโสมนัสา

เรืองรุ่งกรุงอยุธยา                        วันทาแล้วแก้วไป่เห็น ฯ

๏ กติกมาศถ้อง               แถวโคม

แสงสว่างแลลอยโพยม                 ผ่องแผ้ว

อยุธยาเปรียบแสงโสม                  ใสส่อง

ชมชื่นวันทาแล้ว             นิ่มน้องฤๅเห็น (62)

 

“ทิวาลี” พิธีบูชาพระวิษณุ

ชักโคมจองเปรียงสมัยอยุธยาตอนต้น น่าจะดัดแปลงเป็นพุทธจากพิธีพราหมณ์บูชาพระวิษณุ เรียก “ทิวาลี” มีในอินเดีย

ทิวาลี หมายถึง งานตามประทีปโคมไฟเป็นแถวเป็นแนวในคืนพระจันทร์เต็มดวงใกล้หมู่ดาวกฤติกา (ดาวลูกไก่) กลางเดือน 12 ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

งานทิวาลีเพื่อบูชาพระวิษณุ (พระนารายณ์) แต่บางท้องถิ่นอาจอ้างว่าบูชาพระลักษมี (ชายาพระวิษณุ), บูชาพระกฤษณะ, บูชาพระราม หรือบูชามหาเทพองค์อื่นๆ อีกก็ได้ นอกจากนั้นยังอาจเรียกชื่ออย่างอื่นได้อีก คือ ทีปาลี, ทีปาวลี ล้วนงานเดียวกับทิวาลี

รัฐเบงกอลอยู่ทางตะวันออกของอินเดีย งานทิวาลีมีชักโคมไฟกับจุดดอกไม้ไฟ

ชักโคมไฟ ขึ้นยอดเสาสูงๆ เรียงรายกลางย่านชุมชน หรือกลางหมู่บ้าน

จุดดอกไม้ไฟ โดยบรรจุดินปืนใส่กระบอกไผ่ขนาดยาว แล้วจุดมีประกายไฟพุ่งออกมาเป็นพะเนียง

[“ทิวาลี” พิธีบูชาพระวิษณุ จากคำบอกเล่าเบื้องต้นของคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) ส่วนข้อมูลประเพณีพิธีกรรมมีโดยพิสดารได้จากหนังสือ คนกับพระเจ้า ของ ผศ.ดร.พรหมศักดิ์ เจิมสวัสดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักพิมพ์โคมทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2523 หน้า 153-156]

 

 

บทความก่อนหน้านี้ภาพยนตร์ / นพมาส แววหงส์ / ARTEMIS FOWL ‘โลกเวทมนตร์’
บทความถัดไปหลังเลนส์ในดงลึก / ปริญญากร วรวรรณ / ‘ใจเรา’