คำ ผกา | เข้าถึงทางตันอย่างบูรณาการ

คำ ผกา

เรากำลังนั่งอยู่ในใจกลางของภาวะทางตันของอนาคตประเทศไทย และฉันไม่แน่ใจว่าเราได้รู้เนื้อรู้ตัวกันหรือไม่?

ทางตันแรกของประเทศไทยคือทางตันของการเมือง

เหตุที่ฉันบอกว่าเป็นทางตัน เพราะการเมืองไทยตอนนี้อยู่ในสภาวะ จะเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์ก็ทำไม่ได้ เพราะตลอดประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของเรา “ชนชั้นนำ” ทางการเมืองผดุงอำนาจเผด็จการซ่อนรูปของพวกเขาไว้ได้ด้วยการอิงอยู่กับทุนโลกาภิวัตน์ และการสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจของโลกตลอดมา

พูดให้เรียบง่ายขึ้นก็คือ ต่อให้ชนชั้นนำไทยอยากเปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ โจ่งแจ้ง ชัดเจนแค่ไหนก็ทำได้ยาก ไม่อาจทำได้เองตามอำเภอใจ เพราะยังต้องพึ่งพาทุนนิยมโลกาภิวัตน์อยู่

แต่ประเทศไทยจะกลายเป็นประชาธิปไตยเลยก็เป็นไม่ได้ เพราะชนชั้นนำยังต้องการคงสภาพภาวะ “อาณานิคมภายใน” เอาไว้ เพราะการเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยนั้นจะนำมาซึ่งการสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขามหาศาล

และบทเรียนที่จับต้องได้ที่ชนชั้นนำไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกคือปรากฏการณ์ประชาธิปไตยเต็มใบหลังการมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ส่งให้มีพรรคการเมืองแบบไทยรักไทยและนายกฯ แบบทักษิณ ชินวัตร

คำว่ารัฐประหารครั้งนี้ต้องไม่ให้ “เสียของ” คือพยานแห่งความหวาดกลัวพลังของประชาชนและการหยั่งรากผลิใบของประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด

นวัตกรรมการเมืองของชนชั้นนำไทยล่าสุดจึงปรากฏตัวออกมาในรูปของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีองค์ประกอบแห่งความเป็นประชาธิปไตยครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น กลไกการตรวจสอบ รับฟังความคิดของประชาชน การมีส่วนร่วมทางการเมือง

เรียกได้ว่าถ้ามองมาจากที่ไกลสักร้อยกิโลเมตรจะเห็นว่า อือม.. ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยแน่นอน

แต่พอขยับเข้ามาดูในรายละเอียดจะพบว่า องค์ประกอบแห่งระบอบประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญนั้นมันเป็นแค่สแตนดี้ที่ดูเหมือนจริงมาก

ทั้งระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเข้าใจสูตรคำนวณการได้มาซึ่ง ส.ส.อันลี้ลับนั้นเลย ยังไม่นับองคาพยพของ ส.ว.ที่ชัดเจนว่าเกิดมาเป็นตู้แช่แข็งอำนาจของประชาชน ไม่นับการมี ที่มา และการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระทั้งมวล และยังไม่นับว่าจนป่านนี้ยังไม่ได้เลือกตั้งท้องถิ่นกันเลย

และไม่นับว่า ณ วันนี้ เราอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเฉยเลย!

และไม่นับว่า ณ วันนี้ เราบริหารประเทศทั้งประเทศภายใต้ศูนย์บริหารโควิด-ร้องกรี๊ดหนักมาก

ภาวะทางตันของการเมืองไทยตอนนี้น่าเวทนามาก เพราะรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสแตนดี้ยิ้มร่านี้ ตัวสแตนดี้ก็ต้องทำหน้าที่แสดงให้เห็นว่า ฉันประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

แต่ทั้งหมดนี้มันขัดเอง เพราะ job description ที่แท้จริงมันคือบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สุขของตนเองและพวก แต่ความประชาธิปไตยแสตนดี้ จะแสดงออกมาแบบนั้นก็แสดงออกไม่ได้ และที่นำมาซึ่งความขัดกันอีกประการหนึ่งคือตัวแสดงในรัฐบาลนี้ก็ไม่มีใครมีความสามารถมากพอที่จะบริหารความแสตนดี้ของประชาธิปไตยนี้ไว้ให้ราบรื่น เช่น สามารถบริหารเศรษฐกิจของประเทศ อย่างน้อยให้คนสักร้อยละห้าสิบรู้สึกโอเคกับชีวิต และพร้อมจะแลกมากับสภาพการเมืองกึ่งเผด็จการ แต่ความสามารถนั้นก็มีไม่พอ แถมยังมาเจอกับโควิด-19

แล้วก็ยังดันทุรังใช้โควิด-19 เป็นเครื่องมือในการยึดอำนาจรัฐสภาไปเงียบๆ

เมื่อ “ตัน” กันมาขนาดนี้ สิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ วิกฤตความชอบธรรม

ใครปฏิเสธได้บ้างว่าความนิยมในรัฐบาลนี้เสื่อมทรามลงมากเหลือเกิน

หลายคนอาจจะบอกว่า โอ๊ย คนรักและสนับสนุนรัฐบาลนี้เยอะมากนะ คำถามของฉันคือ ถ้ารัฐบาลป๊อปปูลาร์ด้วยตัวเองขนาดนั้น จะต้องมีไอโอหรือเพจสร้างกระแสให้รัฐบาลแบบบ๊งๆ ออกมาทำไมเยอะแยะขนาดนี้

ใช่ ไม่ปฏิเสธว่า รัฐบาลนี้ยังมีคนที่รักและสนับสนุนเขาอย่างมาก เช่น แม่ของเพื่อนฉัน ที่รักรัฐบาลนี้และลุงตู่มากชนิดมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ห้ามว่า ห้ามด่า ห้ามแตะต้อง

นั่นแหละ ฉันกำลังจะบอกว่า ผู้สนับสนับสนุนรัฐบาลนี้ โดยมากเป็นผู้สนับสนุนแบบ “แฟนด้อม” ด้านกลับของคนเกลียดทักษิณ ดังนั้น ใครก็ได้ อะไรก็ได้ ที่อยู่ตรงข้ามกับทักษิณ และพวก “ลิเบอรัล” กูรักหมด เชียร์หมด เชียร์แบบมืดบอด เชียร์แบบไร้เหตุผล เพราะเชียร์แบบเด็กนักเรียนยกพวกตีกัน

ประเด็นของฉันคือ “แฟนด้อม” แบบนี้ขยายจำนวนได้ยากเพราะใช้ความเชื่อและความศรัทธาอย่างเดียว

ทีนี้ความเชื่อและความศรัทธาไม่สามารถเกิดขึ้นในกลุ่มคนใหม่ๆ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ภาพปีศาจของ “ผีทักษิณ” ก็ค่อยๆ เลือนราง จนวันนี้สำหรับคนรุ่นใหม่อายุสิบห้าขึ้นไป นิทานเรื่องผีทักษิณนี่แทบจะกลายเป็นนิทานปรัมปรา เล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่ออีกต่อไปแล้ว

ตรงกันข้าม แฟร์เทลว่าด้วยความเป็นไทยที่เคยหลงใหลใฝ่ฝันกันมาโดยตลอดกลับถูกรื้อสร้างตั้งคำถามกันอย่างมีคุณภาพแทน

สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือตัวรัฐบาลก็เดี้ยง คนเชียร์ก็ดูง่อย เหมือนพวกคนแก่งมงาย ไม่มีเหตุผล ไม่น่าเชื่อถือ นับวันก็กลายเป็นตัวตลก

ปรากฏการณ์เช่นนี้มีปัจจัยหนุนจากวัฒนธรรมใหม่ของคนในเจเนอเรชั่นที่เกิดและเติบโตมากับโซเชียลมีเดีย ที่คุณภาพของคนถูกวัดกันที่ตัวเนื้อหา เนื้องาน จริงๆ คุณค่า ความน่าเคารพยกย่องของใครสักคนไม่ได้พ่วงมากับสถานะทางสังคมของคนคนนั้นโดยอัตโนมัติ คุณจะเป็นครูบาอาจารย์ จะเป็นด๊อกเตอร์ จะเป็นอธิการบดี จะได้โล่ เกียรติยศ ชื่อเสียง ประกาศเกียรติคุณอะไรมาห้าร้อยอย่าง ก็ไม่มีความหมายสำหรับคนในเจเนอเรชั่นที่เติบโตมาพร้อมกับความเสมอภาคของทุกแอ็กเคาต์ในโลกโซเชียล

คนในเจนนี้พร้อม “แหก” อย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ความเป็นเซเลบคนดัง นักวิชาการ ปริญญาร้อยอันพันอย่าง นามสกุล นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังจะเป็น “ภาระ” ให้ต้องระวังมากกว่าคนอื่น เพราะถ้ามีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาเล่นในโลกโซเชียล เวลาโดนแหกก็จะโดนแหกหนักยับเยินในน้ำหนักเท่ากับสถานะทางสังคมที่แบกมา

ทางตันของการเมืองไทยคือ รัฐบาลและผู้ที่ยึดกุมอำนาจรัฐตอนนี้สูญเสียความชอบธรรมในการไปต่อในทุกมิติ ยกเว้นนวัตกรรมเครื่องมือทางการเมืองที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้เขาจะสามารถอยู่ในอำนาจไปได้เรื่อยๆ

เป็นภาวะที่ยากมาก นั่นคือ มีอำนาจ มีเงิน มีนวัตกรรมกฎหมาย การเมือง สำหรับธำรงไว้ซึ่งอำนาจรัฐ แต่ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่มีคน “ดีๆ” ที่ไหนอยากมาทำงานให้ ที่สำคัญไม่มี “ศรัทธา” จากประชาชน – พูดให้ง่ายขึ้นอีกก็คือ มีทุกอย่างยกเว้นไม่มีใครรัก

ซึ่งภาวะมีทุกอย่างยกเว้นไม่มีใครรักนี้ เมื่อดำเนินไปถึงจุดจุดหนึ่ง มันจะ crash กันเอง แล้วมันจะไปต่อไม่ได้ หรือที่คนสมัยก่อนเขาเรียกภาวะขี่หลังเสือ ขึ้นไปแล้วก็ต้องขี่ต่อ เพราะถ้าลงก็จะโดนเสือกิน แต่การขี่เสือนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเอาเสียเลย แม้จะดูสง่างามน่าเกรงขามสำหรับผู้พบเห็นสักเพียงใดก็ตาม

สรุปให้อีกคำว่า ทางตันของการเมืองไทยตอนนี้คือ ประชาธิปไตยก็เป็นไม่ได้ จะเดินไปที่ความเป็นเผด็จการก็ไปไม่ถึง จึงมึนๆ งงๆ เวิ้งว้าง นายกฯ เขียนจดหมายหาเจ้าสัวบ้าง เดินสายไปหา บ.ก.สำนักข่าวบ้าง

เดี๋ยว นี่นายกฯ หรือนางงามที่เพิ่งได้มงกุฎ?

การเมืองตันไปแล้ว หันมามองเศรษฐกิจ ที่ต้องมาตันพร้อมกันพอดี

คงไม่ต้องพูดหรือเขียนซ้ำในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเงินเขียนและพูดเอาไว้แล้ว จีดีพีติดลบร้อยละ 10 คนตกงานแปดล้านคนโดยประมาณ เอสเอ็มอีส่อแววเจ๊งไปครึ่งประเทศ การท่องเที่ยวกลายเป็นตำนานที่เล่าขานสืบกันมาเท่านั้น

หลายจังหวัดในประเทศไทย เช่น ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่งภาษีให้รัฐส่วนกลางมหาศาล ตอนนี้นอนรอวันตาย

รัฐบาลก็บริหารแบบราชการ เช้าชามเย็นชาม เน้นงานจัดบอร์ดแบบเด็กมัธยมไปเรื่อยๆ และคิดว่านี่คือการทำงานที่สำเร็จลุล่วงไปแล้ว

ธุรกิจบันเทิงยามค่ำคืนได้รับผลกระทบ มีคนอยู่ในธุรกิจนี้เจ็ดล้านคนที่ร่อแร่

ส่งออกต่ำสุดในรอบร้อยสามสิบเดือน และคงไม่กระเตื้องไปอีกนานเพราะค่าเงินบาทแข็งและเศรษฐกิจโลกก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นกัน

หลังจากนั้นจะตามมาที่ธุรกิจการศึกษา โรงเรียนเอกชนจะทยอยเจ๊ง มหาวิทยาลัยเอกชนจะทยอยเจ๊ง เพราะก่อนหน้านี้ที่อยู่กันมาได้ก็เพราะมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจากจีนมาตู๊เอาไว้

ตอนนี้ จีนก็มาไม่ได้ แถมจีนอาจจะต้องกอบกู้ตัวเองไปอีกหลายปีกว่าจะกลับมาเรืองรองเฟื่องฟูเหมือนเดิม และที่จะตามมาติดๆ คือมหาวิทยาลัยของรัฐที่ยังมะงุมมะงาหรา ทำตัวไม่ถูกเพราะชินกับการเป็นหอคอยงาช้างมาโดยตลอด ก็อาจจะต้องเผชิญกับการปรับตัวเพื่อไม่ให้ตัวเองเจ๊งกันอย่างหนัก

และถ้าเราคิดอย่างเ-ียๆ เลยว่า ระบบการศึกษามีไว้ผลิตคนมาเป็นปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มจีดีพีและตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ คิดแค่นี้ ยังไม่ต้องซับซ้อนมีอารยะ หันไปดูระบบการศึกษาไทยตอนนี้ เราทำอะไรบ้าง

กล้อนผมเด็ก

บ้าวินัยเครื่องแต่งกาย

ปฏิบัติต่อเด็กเหมือนทาสในเรือนเบี้ย เก่งกันมากในเรื่องจับเอาเด็กมาประจาน เก่งกันมากในเรื่องด่าว่าเด็กโง่ เก่งกันมากในเรื่องเอาเด็กออกจากโรงเรียน แทนที่จะช่วยกันคิดว่า โรงเรียนจะเป็นสถานที่ที่จะช่วยดูแลเกื้อกูล บ่มเพาะเด็กเพื่อให้เขาได้เป็นมนุษย์ที่มีทักษะและภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต

ระบบการศึกษาพังทลายเบอร์นี้ ในยามที่เศรษฐกิจถึงทางตันขนาดนี้ และพีกที่สุดคือ การเมืองก็กำลังถึงทางตันอย่างหาที่สุดไม่ได้

นี่คือปัญหาในระดับที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ แต่ประเทศไทยยังมีภาวะอักเสบในทุกจุด ตั้งแต่ลัทธิสุดโต่งในศาสนาที่อยู่ๆ ตอนนี้ก็ปะทุขึ้นมา ปัญหาอากาศพิษ ขยะพิษ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไฟป่า pm 2.5 ที่รุนแรงขึ้นทุกปี ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ที่ปีนี้เราเจอภัยแล้งอย่างแน่นอน ปัญหาระบบขนส่งมวลชน ปัญหาสถิติอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นจากความบกพร่องเรื่องวิศวกรรมจราจร ที่ถูกลดทอนให้เหลือแค่เรื่องเมาแล้วขับ ปัญหาความบ้าคลั่งของนักศีลธรรมที่ชูคอขึ้นมาได้ทุกทีในยามที่มีรัฐบาลเบาปัญญา ทำให้เราต้องเจอกฎหมายทางศีลธรรมปัญญาอ่อนมากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ทางตันต่างๆ เหล่านี้ยังนำมาซึ่งความเรรวนของ “ปัญญา” ของสังคมในภาพรวม ความเข้าใจผิดๆ เรื่องความเป็นซ้าย และความเป็นขวา เช่น ในสังคมไทย คนที่สนับสนุนประชาธิปไตย ถูกเรียกว่า “ซ้าย” – ซึ่งผิดอย่างมหันต์

การแปะป้ายผิด ก็ทำให้การถกเถียงในทุกเรื่องของสังคมไทย ผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัวไปหมด ผิดยันเรื่องเจนเดอร์ เรื่องเฟมินิสซึ่ม ทั้งปวง

ไม่น่าเชื่อว่าเราพากันมาถึงทางตันได้ทั้งในส่วนที่เป็นกระดูกสันหลัง และทั้งในส่วนที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย

ตันตั้งแต่ผู้มีอำนาจรัฐ ยันประชาชนที่อยากไปยึดอำนาจรัฐมาเป็นของตนบ้าง

ตันกันอย่างบูรณาการขนาดนี้ ใครสำนึกได้ก่อน และหาทางทะลุทางตันได้ก่อน คนนั้นชนะ

บทความก่อนหน้านี้คุยกับทูต ‘ไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี’ จากนักกฎหมายธุรกิจ สู่การเป็นทูตสหรัฐประจำประเทศไทย (จบ)
บทความถัดไปโยนหินนิรโทษ