ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | ยุบ ศบค.เพื่อฟื้นเศรษฐกิจและคืนความปกติให้ประเทศ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ชอบชมตัวเองว่าผลงานดี และหนึ่งในวิธีที่พลเอกประยุทธ์ใช้อวยตัวเองคือการตำหนิคนอื่นว่าสร้างแต่ปัญหาจนประเทศเสียหายไปหมด ตัวอย่างง่ายๆ คือพลเอกประยุทธ์มักอ้างว่าเศรษฐกิจวันนี้พังเพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือทหารยึดอำนาจเพราะรัฐบาลเก่าโกง

ห้าเดือนของการแก้ปัญหาโควิดผ่านไปโดยไม่มีวันไหนที่พลเอกประยุทธ์ยอมรับว่าตัวเองทำงานไม่ ดี ยิ่งกว่านั้นคือพลเอกประยุทธ์และร่างทรงอย่าง ศบค.โจมตีประชาชนทุกวันว่าการ์ดตก ไร้วินัย ฯลฯ จนอ้างต่อไปว่ารัฐบาลจำเป็นต้องต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมความประพฤติประชาชน

ที่ผ่านมานั้นมีประชาชนที่อึดอัดต่อการทำงานของรัฐบาลประยุทธ์เรื่องโควิดมานาน แต่ความอึดอัดนั้นมาจากเหตุผลทางการเมืองจนคนจำนวนมากไม่อยากวุ่นวายด้วย ตัวอย่างเช่นความกังวลว่ารัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อฉวยโอกาสสกัดนักศึกษาหรือดำเนินคดีกับคนเห็นต่างในช่วงที่ผ่านมา

ความไม่พอใจมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกกลุ่มรู้สึกร่วมกัน แต่เหตุผลที่ความไม่พอใจยังไม่ระเบิดออกมาก็เพราะทุกคนรอดูว่ามาตรการเหล่านี้จะฟื้นฟูประเทศได้แค่ไหน ใครจะรอด ใครจะร่วง รวมทั้งลุ้นว่าตัวเองจะไปถึงแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทย

ด้วยสติสัมปชัญญะของคนปกติ รัฐบาลประยุทธ์ไม่ใช่รัฐบาลที่ดี แต่เพราะความขัดแย้งทางการเมืองประเภทใครควรเป็นนายก คนบางส่วนจึงสงบปากสงบคำไม่พูดถึงข้อบกพร่องของพลเอกประยุทธ์ไปด้วย ถึงแม้กาลเวลาจะพิสูจน์ว่าประเทศไทยแทบไม่ได้ประโยชน์จากการมีบุคคลนี้เป็นนายกก็ตาม

อย่างไรก็ดี ด้วยมาตรการที่พลเอกประยุทธ์อนุญาตให้ต่างชาติบางกลุ่มเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน

รวมทั้งการปล่อยปละให้คนติดเชื้อเพ่นพ่านทั่วกรุงเทพและระยองจนมีผู้เสี่ยงติดเชื้อเกือบ 400 ราย ความไม่พอใจรัฐบาลได้กลายเป็นสำนึกร่วมของทุกฝ่ายโดยไม่มีการเมืองมาเกี่ยวแม้แต่นิดเดียว

แม้จะยังไม่มีใครรู้ว่าชาวต่างชาติที่เข้าไทยโดย ศบค.สั่งไม่ต้องกักตัวจะทำให้คนไทยติดเชื้อจริงๆ กี่ราย ผลกระทบที่เหตุการณ์นี้มีต่อสังคมไทยก็รุนแรงอย่างไพศาล เพราะกรุงเทพคือเมืองหลวง ส่วนระยองคือจังหวัดที่มีความสำคัญทั้งในแง่ท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม

ทันทีที่มีข่าวว่ามีผู้ติดเชื้อในกรุงเทพและระยอง คุณทวีศิลป์ก็ยืนยันว่าจะไม่เปิดเผยจุดเสี่ยงทั้งหมดในสองจังหวัด ผลก็คือความตื่นตระหนกเรื่องโควิดลุกลามไปทั่ว เพราะคุณทวีศิลป์เป็นคนแรกที่ป่าวประกาศว่ากรณีนี้เสี่ยงต่อการระบาดระลอกสอง ความกังวลว่าจะติดโควิดจึงกลายเป็นความวุ่นวายในสังคม

ด้วยการดันทุรังไม่เปิดเผยจุดเสี่ยงแก่ประชาชน โรงแรมและธุรกิจในระยองที่รอฟื้นตัวก็ทรุดฮวบไปหมด วิธีที่คุณทวีศิลป์แถลงข่าวโควิดระบาดโดยไม่ระบุจุดเสี่ยงทำให้ระยองทั้งจังหวัดเป็นจุดเสี่ยงไปในที่สุด การท่องเที่ยวที่รอฟื้นจึงฟุบ ยอดจองืี่พักหายไป 90% จนกว่าความกังวลเรื่องนี้จะจบลง

ในกรณีกทม. คำยืนยันของคุณทวีศิลป์เรื่องปกปิดข้อมูลพื้นที่เสี่ยงทำให้คนเป็นแสนกังวล เพราะข้อมูลที่ปรากฎคือผู้ติดเชื้อพำนักในคอนโด แต่คอนโดในกรุงเทพมีนับไม่ถ้วน การปกปิดพื้นที่เสียงจึงทำให้ทุกคอนโดกลายเป็นจุดเสี่ยงจนความตื่นตระหนกกระจายตัวอย่างกว้างขวางในสังคม

ถึงตอนนี้คนระยองและคนกรุงเทพรู้แล้วว่าผู้ติดโควิดที่เข้าไทยโดย ศบค.ไม่กักตัวนั้นไปที่ไหนและอย่างไร แต่ความรับรู้มาจากการเปิดเผยของฝ่ายการเมืองอย่างรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขและสังคมออนไลน์ ขณะที่ท่าทีของหน่วยงานใต้พลเอกประยุทธ์อย่าง ศบค.กลับสร้างความสับสนในสังคม

ประสบการณ์ที่คนไทยอยู่กับ ศบค.มาห้าเดือนทำให้เรารู้ว่า ศบค.ไม่ใช่องค์กรที่เก่งอย่างที่รัฐบาลคุย

ศบค.เคยปิดเมืองพรวดพราดในเดือนมีนาคมจนคนตกงานเป็นล้าน จากนั้นคนกลุ่มนี้ก็แห่กลับบ้านจนเกิดการระบาดของโควิดตามจังหวัดต่างๆ ที่ต้องใช้เวลาเกือบถึงพฤษภาคมกว่าที่ทั้งหมดจะยุติลง

วิธีที่คุณทวีศิลป์จัดการเรื่องผู้ติดเชื้อสะท้อนความล้มเหลวของ ศบค.ด้านการจัดการวิกฤต มิหนำซ้ำความล้มเหลวของ ศบค.ยังทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม เพราะเศรษฐกิจระยองที่ควรฟื้นกลับพังทลาย ขณะที่ความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพและระยองต่อความปลอดภัยก็พังลงไม่มีชิ้นดี

ศบค.พยายามแถลงข่าวเพื่อแก้ปัญหาความไม่เชื่อมั่นของประชาชนซึ่งในที่สุดจะลามถึงรัฐบาล แต่วิธีที่ ศบค.แถลงไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหามากนัก เพราะคุณทวีศิลป์ระบุว่า ศบค.จะเดินหน้าให้คนต่างชาติบางกลุ่มเข้าไทยโดยไม่กักตัวต่อไป อย่างมากก็แค่ “ชะลอ” และ “ทบทวน”

แน่นอนว่าคำแถลงของ ศบค.มั่วจนเป็นชนวนให้ความไม่พอใจทางสังคมลุกลาม เพราะด้วยการยืนหยัดให้ต่างชาติเข้าไทยโดยไม่กักตัว ศบค.ยืนยันการปฏิบัติต่อคนต่างชาติด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าคนไทยไปเรื่อยๆ จนในที่สุดทำให้เกิดประเด็นว่าคนบางกลุ่มเป็นอภิสิทธิ์ชนทางสาธารณสุขขึ้นมา

ศบค.เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่ประชาชนเสื่อมศรัทธาพลเอกประยุทธ์จนไม่เชื่อถือทุกมาตรการโควิดของรัฐบาล ยุทธวิธีดึงหมอและดันคุณทวีศิลป์มาแถลงข่าวคือการรีแบรนด์ว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ใช่นักการเมืองโดยกันคณะรัฐมนตรีออกไปจากเรื่องทั้งหมด แต่ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ด้วยเหตุที่พลเอกประยุทธ์ใช้ ศบค.ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเดือนกรกฎาซึ่งไทยไม่มีผู้ติดเชื้อใหม่ 40 วัน ความเชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ใช้โควิดเป็นข้ออ้างสกัดม๊อบและคนเห็นต่างกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีอะไรให้สงสัยอีก ผลก็คือศบค.ถูกมองเป็นองค์กรการเมืองจนหมดความน่าเชื่อถือโดยปริยาย

พลังของ ศบค.คือการทำให้สังคมเชื่อว่า ศบค.เป็นองค์กรแพทย์ยิ่งกว่าการเมือง แต่วิธีใช้อำนาจของ ศบค.ยิ่งนานยิ่งทำให้คนไม่เชื่อว่าองค์กรนี้ทำหน้าที่ด้านสาธารณสุขล้วนๆ

เพราะห้าเดือนของ ศบค.มีหลายมาตรการที่ตลกและเขลาจนไม่มีทางมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์อะไรรองรับเลย

ศบค.ออกคำสั่งที่ทำให้เกิดการจับเด็กแว้น, จับคนพม่าเล่นโดมิโน, จับไลน์แมนส่งของตอนสี่ทุ่ม, จับคนไทยจากเกาหลีใต้ไปนอนข้างถนน ฯลฯ ทั้งที่คนเหล่านี้ไม่มีใครติดโควิด ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการห้ามเด็กเรียนหนังสือหรือห้ามนักร้องทำมาหากินทั้งที่ในประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เลย

ศบค.เป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และไม่ว่าการใช้อำนาจนี้จะเกิดขึ้นเพราะอะไร มาตรการหลายอย่างอธิบายด้วยเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ศบค.มีภาพเป็นองค์กรการเมืองด้านสาธารณสุขของรัฐบาลจากมาตรการต่างๆ จนความเชื่อถือทางสังคมของ ศบค.ลดลงจนปัจจุบัน

ด้วยการที่ ศบค.ปล่อยต่างชาติและแขกของรัฐบาลบางกลุ่มเข้าไทยโดยไม่กักตัว คนจำนวนมากมองว่า ศบค.เป็นองค์กรเพื่อเอาใจอภิสิทธิ์ชนไปในที่สุด ที่ผ่านมานั้นทหารใน ศบค.ทำให้คนระแวงว่าเป็นองค์กรทหารอยู่แล้ว และยิ่งผู้ติดเชื้อซึ่งรัฐบาลปล่อยเข้าไทยเป็นทหาร ศบค.ย่อมล้มละลายด้านความน่าเชื่อถืออย่างไม่มีชิ้นดี

วิกฤตโควิดเป็นวิกฤตใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือของคนไทย และภายใต้ความระอาต่อรัฐบาลจนเกิดแฟลชม๊อบรายวันในช่วงต้นปี ศบค.คือทางออกของรัฐบาลในการปิดปากคนเห็นต่างจนบังคับให้ความร่วมมือแบบจำยอมๆได้ดีที่สุด แต่ตอนนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายทำให้ ศบค.ไม่เหลือต้นทุนด้านความเชื่อมั่นในสังคม

ห้าเดือนแล้วที่พลเอกประยุทธ์ใช้ ศบค.เป็นองค์กรโฆษณาชวนเชื่อด้านสุขภาพเพื่อผลทางการเมืองด้านการควบคุมประชาชน ศบค.ปลุกปั่นความกลัวเพราะต้องการให้พลเอกประยุทธ์ใช้อำนาจเผด็จการได้ไม่รู้จบ แต่วิธีนี้กำลังสร้างอวิชชาทางปัญญาที่ทำให้การฟื้นฟูประเทศเกิดไม่ได้เลย

กลุ่ม Care และคุณอนุทินพูดถูกว่าการนำประเทศกลับสู่ภาวะปกติเป็นเรื่องจำเป็น โลกยุคโควิด-19 คือโลกที่ระบบเศรษฐกิจสังคมต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ด้วยการทยอยเปิดประเทศอย่างระมัดระวังจนสังคมคืนสู่ความปกติ ให้ต่างชาติเข้าไทยตามเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อค้าขาย, ท่องเที่ยว และลงทุน

อย่างไรก็ดี ด้วยคำขู่ของคุณทวีศิลป์เรื่องโควิดระบาดระลอกสองจนเกินความจริง สังคมไทยถูกปลุกปั่นให้หวาดกลัวจนการทยอยเปิดประเทศทำไม่ได้ในที่สุด ไม่ต้องพูดว่า ศบค.เองก็เปิดประเทศให้อภิสิทธิ์ชนทางทหารและทูตมากกว่านักธุรกิจและผู้ประกอบการเพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย

มีผู้ทักท้วงนานแล้วว่ารัฐบาลแก้โควิดโดยไม่สนใจความพินาศทางเศรษฐกิจและสังคม การปลุกปั่นความกลัวของ ศบค.กำลังสร้างอุปสรรคไม่ให้ประเทศไทยฟื้นเศรษฐกิจได้อีก โดยเฉพาะในเวลาที่ภาคส่งออกพัง ภาคอุตสาหกรรมวิกฤต และการท่องเที่ยวเป็นความหวังเดียวในการฟื้นประเทศไทย

ไม่มีความจำเป็นต้องมีองค์กรอย่าง ศบค.ต่อไปอีกในเวลาที่เกือบสองเดือนแล้วที่ผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศเป็น 0 ศบค.คือสัญลักษณ์ของความผิดปกติ คือสัญลักษณ์ของการปลุกปั่นความกลัว และตราบใดที่มี ศบค.ตราบนั้นความรู้สึกว่าประเทศไทยผิดปกติก็จะคงอยู่จนไม่มีทางฟื้นประเทศไทย

ความสำเร็จของประเทศไทยยุคที่ผู้ติดเชื้อใหม่เป็น 0 สองเดือนกว่า คือการยุบองค์กรอย่าง ศบค. ไม่ใช่การเก็บ ศบค.ไว้เพื่อข่มขู่ประชาชน แต่ย่อหย่อนกับอภิสิทธิ์ชนจน ศบค.ถ่วงความเจริญประเทศและสร้างความเสียหายต่อสังคม

บทความก่อนหน้านี้เสี่ยแฮงค์ มั่นใจ กรุงศรีวิไล ชนะเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ ตั้งใจทำงานเต็มที่
บทความถัดไปพร้อมจ่ายเยียวยา 3 พัน ช่วยกลุ่มเปราะบางจากโควิด 20 ก.ค.นี้