3 นางงาม สู่ถนนการเมือง เอ๋ ปารีณา-ส้ม พัชรินทร์-หมอบุ๋ม บนเส้นทาง ก้อนหิน-ดอกไม้

เมื่อพื้นที่ทางการเมืองเปิดกว้าง ก็ทำให้ผู้คนจากอาชีพและภูมิหลังต่างๆ เดินเข้าสู่ถนนสายการเมืองมากขึ้น หลายคนมีบทบาทโดดเด่นไม่น้อย หรือกำลังเป็นที่จับตามอง

ไม่เว้นแม้แต่ “วงการนางงาม” ที่กลายเป็น ส.ส.เรตติ้งแรง-ส.ส.ป้ายแดง และผู้ช่วยโฆษกป้ายแดง

ทุกคนล้วนโปรไฟล์ดีทั้งสิ้น


เริ่มต้นที่ “เอ๋-ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส.เรตติ้งแรงแห่งยุค จากค่ายพลังประชารัฐ ชาวราชบุรี อดีตผู้เข้ารอบการประกวดนางสาวไทย ปี 2544 ที่พ่วงรางวัลนางงามมิตรภาพด้วย

วีรกรรมของ “เอ๋ ปารีณา” คงไม่ต้องบรรยายเพราะต่างทราบกันดี ที่มาเพื่อ “ชน” อย่างเดียว จาก ส.ส.โลว์โปรไฟล์ เป็น ส.ส.มาแล้ว 4 สมัย ด้วยบารมีคุณพ่อ “ทวี ไกรคุปต์” จากขั้วไทยรักไทย สู่พรรคชาติไทยพัฒนา จนมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจมาลงพรรค พปชร. “เอ๋ ปารีณา” เคยเสนอตัวลงพรรคประชาธิปัตย์ แต่ “เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรค ปชป. ไม่ได้ตอบรับ

อย่างไรก็ตาม “เอ๋ ปารีณา” นอกเหนือบทบาท “องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่” และ “หลานเลิฟลุงป้อม” ที่เจ้าตัวออกตัวว่ารักที่สุดใน 3 โลก จนกลายเป็นอีก ส.ส.ลูกเลิฟของ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐป้ายแดงไปแล้ว แม้มีบ้างที่ “บิ๊กป้อม” ต้องสะกิดให้เพลาๆ ความแรงลงหน่อย

อีกด้าน “เอ๋ ปารีณา” ก็มีบทบาทเป็น “คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว” ในการดูแล “น้องเก้า-ทวีทอง ไกรคุปต์” วัยประถมศึกษาตอนปลาย

โดยเป็นที่ทราบกันดีในสภา เพราะ “เอ๋ ปารีณา” นำ “น้องเก้า” มาเลี้ยงที่สภาตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยมีเพื่อนสมาชิก ส.ส.ชอบมาเล่นกับลูกชาย โดยเฉพาะ “ลุงกำนัน-สุเทพ เทือกสุบรรณ” กับอีกบทบาทในความเป็น “คุณแม่” ที่ในระยะหลัง “เอ๋ ปารีณา” ก็ให้ลูกชายออกสื่อกับตนเองเป็นครั้งคราว

แต่ในความเป็นจริงแล้ว “แม่เอ๋” อยากให้ “ลูกชาย” ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ยังไม่ได้คาดหวังให้มาเป็น “ทายาททางการเมือง” จึงส่ง “น้องเก้า” ไปเรียนร้องเพลง-เล่นดนตรี

อีกทั้งทำหน้าที่ “คุณแม่” เมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่ ส.ส. โดยจะส่งลูกเข้านอนทุกคืน และหาเวลาว่างทำอาหารให้กิน อีกทั้งส่งเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ทำให้ “น้องเก้า” มีสกิลภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กๆ

หากถามว่า “เอ๋ ปารีณา” มีไอดอลนักการเมืองคือใคร คำตอบที่ได้กลับเป็นนักการเมืองขั้วตรงข้าม คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง “เอ๋ ปารีณา” เคยระบุว่า รู้สึกเสียดายกับการที่ “อภิสิทธิ์” ลาออกจากการเป็น ส.ส. เพราะเป็น ส.ส.น้ำดีคนหนึ่ง

หากถามถึงตัวตนของ “เอ๋ ปารีณา” นั้น เจ้าตัวบอกว่า คนใกล้ตัวจะมองว่าตนเป็นคนฮาๆ ตลกๆ มุขเยอะ แต่จากที่คนเห็นข้อความบนเฟซบุ๊ก เลยมองว่าเป็นคนแรงๆ แต่ตัวตนเป็นคนเฉยๆ และคุณแม่ของตนเป็นคนเรียบร้อย แต่คุณพ่อเป็นคนแรงๆ จนผสมออกมาเป็นตนเอง

กลายเป็น ส.ส.เรตติ้งแรงแห่งยุค ต้อนรับรัฐสภาแห่งใหม่ “สัปปายะสภาสถาน” ทว่า “ความป่วน” และ “ความแรง” ของ “เอ๋ ปารีณา” ในหลายครั้งที่มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็ทำให้ถูกมองว่ามีสคริปต์หรือไม่ และต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมหรือไม่

ซึ่ง “เอ๋ ปารีณา” ก็ปฏิเสธถึงข้อสังเกตเหล่านี้ทั้งหมด

มากันที่อีก ส.ส.พลังประชารัฐ ที่มีชื่อถูกจับตาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “ส้ม-พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์” หนึ่งในโฆษกพรรคพลังประชารัฐคนใหม่

เป็นอดีตผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปี 2552 พ่วงตำแหน่ง Miss Intelligent

โดย “ส้ม พัชรินทร์” เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขตปทุมวัน-บางรัก-สาทร การศึกษาจบบัญชีบัณฑิต ม.รังสิต, ปริญญาโท Master of Science (Criminal Justice) SAM HOUSTON STATE UNIVERSITY ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก อาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม ม.มหิดล จึงมีความเชี่ยวชาญเรื่องเด็ก-เยาวชน

ซึ่งจุดนี้ทำให้ “ส้ม พัชรินทร์” เปลี่ยนจาก “นักวิชาการ-อาจารย์พิเศษ” มาเป็น “ส.ส.สมัยแรก” โดยการชักชวนจาก “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ – ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ – สกลธี ภัททิยกุล”

โดย “ส.ส.ส้ม” ได้ไปพบกับ “บี พุทธิพงษ์” ขณะไปศึกษาหลักสูตรแห่งหนึ่ง จึงได้รับการทาบทามและชักชวนลงสู่สนามการเมือง

ทั้งนี้ “ส.ส.ส้ม” เคยผ่านงานในสภามาก่อน ในตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษา” ของประธานกรรมาธิการชุดต่างๆ เช่น กมธ.การศึกษา วุฒิสภา, กมธ.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร, กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร, กมธ.การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งเคยเป็นคณะทำงาน รมว.อุตสาหกรรม เคยทำงานร่วมกับ “อุตตม สาวนายน” และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ช่วงยุครัฐบาล คสช.ด้วย

อีกทั้ง “ส.ส.ส้ม” ชื่นชอบการวิ่ง มักหาเวลาว่างไปวิ่งตามงานต่างๆ และเคยผ่านการเรียนยิงปืนเพราะเป็นนักอาชญาวิทยาที่ต้องทำงานในด้านกระบวนการยุติธรรม

แต่โดยส่วนตัวแล้ว “ส.ส.ส้ม” ชื่นชอบศิลปะป้องกันตัวแต่เด็กแล้ว

ทั้งนี้ การที่ชื่อ “ส้ม พัชรินทร์” ถูกเปิดออกมาไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่ก่อนการเลือกกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ เมื่อ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็เคยมีข่าวออกมา จึงเป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น แต่เจ้าตัวก็พร้อมทำงานหากผู้ใหญ่ให้โอกาสและมอบหมาย อีกทั้งในพรรคพลังประชารัฐก็ยังไม่มีการพิจารณาตำแหน่งโฆษกพรรคอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค

อย่างไรก็ตาม “ส้ม พัชรินทร์” เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ ที่อยู่กับ “บี พุทธิพงษ์” มาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ก็มีความใกล้ชิดกับ “เสี่ยยักษ์-วิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาล เพราะ “ส.ส.ส้ม” ทำงานอยู่ในวิปรัฐบาล ในฐานะวิปส่วนกลางและตัวแทน กทม. ที่ต้องเข้าร่วมประชุมวิปรัฐบาลทุกครั้ง เพื่อนำเรื่องราวในที่ประชุมมาเผยแพร่กับ ส.ส.กรุงเทพฯ ด้วยกัน

ซึ่ง “ส.ส.ส้ม” ระบุว่า ส่วนตัวเคารพนายวิรัชเช่นกัน และตนก็สามารถทำงานได้กับทุกคน

มากันที่ผู้สามารถคว้ามงกุฎได้ “หมอบุ๋ม-พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล” ที่คว้ามงกุฎนางสาวไทย ปี 2551 มาได้ พ่วงรางวัล Miss Healthy – นางงามผิวสวย และรองอันดับ 2 มิสทีนไทยแลนด์ 2006 ตามความฝันที่อยากเป็นนางงามแต่เด็กๆ

ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และที่ปรึกษารองนายกฯ-รมว.สาธารณสุข (อนุทิน ชาญวีรกูล)

สำหรับการศึกษาของ “หมอบุ๋ม” จบมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเจ้าตัวอยากเป็นหมอ จึงมาสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนไปเรียนด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ American board of Anti-Aging Medicine และมาเรียนแพทย์ผิวหนัง วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แน่นอนว่าชื่อของ “หมอบุ๋ม” เป็นที่ผ่านหูผ่านตาของสังคมมาบ้างแล้ว โดย “หมอบุ๋ม” เคยเป็นอดีตผู้ประกาศข่าวในพระราชสำนัก ที่สำนักข่าวไทย ช่อง 9

และเป็นเจ้าของคลินิกเวชกรรมความงาม

ส่วนชีวิตครอบครัวผ่านพิธีมงคลสมรส เมื่อปี 2560

สำหรับกิจกรรมส่วนตัว ชื่นชอบการเลี้ยงสุนัข ท่องเที่ยว และชื่นชอบแฟชั่นที่ทันสมัย เพราะเป็นคุณหมอในเรื่องความงาม

การมาเป็นผู้ช่วยโฆษก ศบค. ของ “หมอบุ๋ม” จึงไม่ต้องปรับตัวมากนักเพราะเคยออกสื่อมานานแล้ว อีกทั้งมีบุคลิกที่ดีเป็นพื้นฐาน แต่ต้องเพิ่มเติมในเรื่องการพูดแถลงข่าวต่อสาธารณะที่มีผู้ชมทั่วประเทศ โดยในช่วงแรก นพ.ทวีศิลป์ได้มาเป็นผู้เทรนงานให้ก่อน

อีกทั้งด้วยความเป็นคุณหมอจึงทำให้เข้าใจหลักการป้องกันหรือการตรวจโรคขั้นพื้นฐาน ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือไปด้วย

ถือเป็นงานที่ท้าทายในการเปลี่ยนจาก “คุณหมอ” มาสู่ “งานการเมือง” ที่ทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข

จึงทำให้ “หมอบุ๋ม” เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นเส้นทางจาก “เวทีนางงาม” สู่ “ถนนการเมือง” ของทั้ง 3 คน

ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่

อยู่ที่ฝีมือและผลงานที่ได้ฝากไว้ เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนว่า “นางงามยุคใหม่” ไม่ได้มีดีแค่เรื่องความงามในแบบฉบับของแต่ละคน

แต่ต้องมีความสามารถในการทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่ด้วย

ซึ่งการมาทำงานในพื้นที่การเมือง ย่อมมีทั้ง “คำชื่นชม” และ “คำติติง” ให้พิจารณา และพัฒนาตัวเองต่อไป

บทความก่อนหน้านี้เรื่องสั้น | วันที่เราใส่หน้ากากเข้าหากัน
บทความถัดไปฟ้า พูลวรลักษณ์ | ปกติใหม่ก็ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงภาพหลอน ?