คนของโลก : โจเซฟ เจมส์ ดิแองเจโล จูเนียร์ คำสารภาพของฆาตกรต่อเนื่อง

ฆาตกรต่อเนื่องที่ถูกเรียกกันในเวลานั้นว่า “Golden State Killer” หรือนักฆ่าแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สร้างความสะพรึงกลัวให้กับชาวแคลิฟอร์เนียในช่วงทศวรรษที่ 70-80 ได้รับสารภาพแล้วว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมต่อเนื่องหลายสิบคดี และคดีข่มขืนอีกครึ่งร้อยคดี

เทียน โฮ อัยการของรัฐอ่านคดีต่างๆ ของดิแองเจโล ที่สืบทราบได้แล้วอย่างน้อย 13 คดี และยังมีคดีข่มขืนอีกเกือบ 50 คดี

อัยการอ่านเหตุการณ์ในคดีต่างๆ ในศาลท่ามกลางเหยื่อที่ยังคงมีชีวิตอยู่หลายคนหลายเหตุการณ์ โหดร้ายและสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

ดิแองเจโลในวัย 74 ปี ใส่ชุดนักโทษสีส้ม พูดตอบคำถามจากผู้พิพากษาเพียง “ใช่”, “ไม่”, “สารภาพ” รวมถึง “ยอมรับผิด”

อย่างไรก็ตาม รัฐแคลิฟอร์เนียนั้นกำลังที่จะยกเลิกโทษประหารลง ทำให้ดิแองเจโล อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม จะต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตอย่างน้อย 11 กระทงความผิดโดยไม่ให้ประกันตัว

 

ดิแองเจโลถูกจับกุมเมื่อปี 2018 นับเป็นเวลาผ่านไปแล้วถึง 30 ปี หลังจากฆาตกรจากเมืองซาคราเมนโต ออกล่าเหยื่อรายสุดท้าย

การไล่ล่าหาตัวฆาตกรต่อเนื่องสิ้นสุดลงหลังจากทีมสืบสวนใช้หลักฐานจากดีเอ็นเอในที่เกิดเหตุหลายแห่งตรวจสอบพบว่าตรงกับฐานข้อมูลดีเอ็นเอที่เชื่อมโยงถึงตัวดิแองเจโล

ดิแองเจโลถูกตั้งข้อหาแรกในคดีฆาตกรรมไบรอันและเคที แม็กกัวร์ สองสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่ โดยทั้งคู่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างกำลังพาสุนัขเดินเล่นใน “แรนโช คอร์โดวา” ชานเมืองซาคราเมนโต เมื่อปี 1978

หลังจากถูกจับ ดิแองเจโลยอมรับสารภาพและตัดสินใจไม่สู้คดี

 

ในการไต่สวนครั้งนี้อัยการโฮเปิดเผยถึงคดีฆาตกรรม 13 คดี และคดีข่มขืนอีกเกือบ 50 คดี ที่ดิแองเจโลเคยก่อเอาไว้ ซึ่งหลายเหตุการณ์สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

แม้อายุความของคดีข่มขืนจะหมดลงแล้ว แต่อัยการก็ต้องอ่านเหตุการณ์อาชญากรรมที่ดิแองเจโลก่อขึ้นทั้งหมดเป็นช่วงเวลาอันน่าหดหู่ยาวนานถึง 7 ชั่วโมงเต็ม

เหตุการณ์หนึ่งอัยการเปิดเผยว่า ดิแองเจโลบังคับให้หญิงคนหนึ่งทำออรัลเซ็กซ์ให้ตนเอง โดยใช้มีดขู่ตัดหูลูกชายที่ยังเป็นทารก

อีกเหตุการณ์เป็นเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่อัยการต้องอ่านด้วยเสียงสั่นเครือ อธิบายสภาพศพของเหยื่อที่ถูกของแข็งทุบจนศีรษะแหลกเหลวก่อนจะเสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สืบทราบภายหลังว่า ดิแองเจโลก่อเหตุฆาตกรรมแรกก่อนหน้าคดีคู่สามี-ภรรยาแม็กกัวร์ ในปี 1975 ในเมืองซาคราเมนโต ตอนกลางของรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะก่อเหตุกระจายไปในหลายๆ พื้นที่ของรัฐ โดยคดีสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1986 เป็นเหตุการณ์ข่มขืนและฆ่าหญิงสาววัย 18 ปีรายหนึ่ง

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ดิแองเจโลสวมหน้ากากปกปิดใบหน้ามิดชิด ถูกเรียกไปในชื่อต่างๆ กัน

นอกจาก “Golden State Killer” แล้ว ยังมี “East Area Rapist”, “Diamond-Knot Killer” รวมถึง “Original Nightstalker” เป็นต้น

 

ดิแองเจโลถูกไล่ออกจากการเป็นตำรวจในเมืองออเบิร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย ในคดีขโมยค้อนและสเปรย์ไล่สุนัขในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เมื่อปี 1979 ปีที่ดิแองเจโลได้เริ่มก่อเหตุไปบ้างแล้ว

ดิแองเจโลเกษียณอายุการทำงานเป็นช่างซ่อมรถบรรทุกเมื่อปี 2017 ในเมือง “ซิรีสไฮต์ส” ก่อนจะถูกจับกุมในปี 2018

การตรวจสอบพบดีเอ็นเอที่นำไปสู่การจับกุมดิแองเจโล มีขึ้นหลังจากหนังสืออาชญากรรมชื่อ “I”ll Be Gone in the Dark” หนังสือขายดีที่เขียนติดตามคดีต่างๆ ของ “โกลเด้นสเตตคิลเลอร์” เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษ ดึงความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก จนมีการรื้อฟื้นคดี “Golden State Killer” ขึ้นมาอีกครั้ง

มิเชล แม็กนามารา ผู้เขียนผู้ทุ่มเทหาข้อมูลเกี่ยวกับฆาตกรเบื้องหลังเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องของดิแองเจโล ไม่ได้นั่งฟังการไต่สวนในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากเธอเสียชีวิตไปก่อนที่หนังสือจะวางขาย

เหยื่อหลายรายและครอบครัวของเหยื่อในหลายคดีได้เสียชีวิตไปแล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อหลายสิบปีก่อน อย่างไรก็ตาม แพตตัน ออสวอลต์ นักแสดงฮอลลีวู้ด สามีของแม็กนามารา ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการไต่สวนครั้งประวัติศาสตร์นี้ก็คือเหยื่อผู้รอดชีวิต

“คนที่สำคัญที่สุดในการไต่สวนคดีโกลเด้นสเตตคิลเลอร์ในวันนี้ก็คือบรรดาเหยื่อผู้รอดชีวิต” ออสวอลต์ทวีต

“ทุกคนที่นี่จ้องมองไปยังสิ่งที่ไร้ความเป็นมนุษย์ตนนั้น และเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตา นั่นคือสิ่งที่ผมสนใจในวันนี้”

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่บรรดาครอบครัวเหยื่อฆาตกรรมต่างรอคอยกันมานานหลายสิบปี

อย่างน้อยก็ได้ความยุติธรรมคืนให้กับคนที่พวกเขารัก แม้มันจะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นไปแล้วก็ตาม

บทความก่อนหน้านี้รัฐบาลยันใช้งบ 64 จัดซื้ออาวุธคุ้มค่า-คำนึงประโยชน์ชาติสูงสุด
บทความถัดไปเจ้าของโรงงานกะทิ ซัดปมทารุณลิงแค่ข้ออ้าง กีดกันการค้า