ในประเทศ / How you like that?

ในประเทศ

 

How you like that?

 

Blackpink ทุบสถิติโลก!!

คือ พาดหัวในสื่อโซเชียล เซ็กชั่นบันเทิง โดยทั่วถ้วนหน้า

เมื่อวงเกิร์ลกรุ๊ป เค-ป๊อประดับแถวหน้าของโลกอย่าง BLACKPINK

ปล่อยเพลงใหม่ How you like that เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เวลาหกโมงเย็นของเกาหลีใต้ ผ่านทางยูทูบออกไปทั่วโลก

ปรากฏว่า BLACKPINK สามารถทำให้ยอดวิวเอ็มวี ทะยานแตะ 100 ล้านวิวในเวลาแค่ 32 ชั่วโมงเท่านั้น!

ทำลายสถิติเป็นมิวสิกวิดีโอที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในโลก

อีกทั้งยังเป็นมิวสิกวิดีโอที่มียอดวิวสูงสุดใน 24 ชั่วโมงแรกบนยูทูบด้วย

สามารถกวาดผู้ชมไปได้ 82.4 ล้านวิว

จากสถิติที่เคยบันทึกไว้ในก่อนหน้านี้ วง BTS วงบอยแบนด์ เค-ป๊อปเช่นกัน มียอดวิว 74.6 ล้านวิวใน 24 ชั่วโมงแรกกับเพลง Boy With luv

แต่ตอนนี้ เพลง How you like that ทำลายสถิติไปแล้ว

ถือเป็นความสำเร็จของเค-ป๊อป

ที่ทำให้คนไทยพลอยปลื้มไปด้วย

ด้วยเพราะ 1 ใน 4 สาว คือ ลิซ่า หรือ ลลิษา มโนบาล จากจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ก้าวไปเป็นศิลปินเค-ป๊อปที่มีชื่อเสียง มียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมส่วนตัวมากกว่า 30 ล้านคน และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เธอมีบทบาทสำคัญ และน่าจะมีส่วนทำให้ How you like that? — “คุณชอบมั้ยล่ะ? — “คุณชอบแบบนั้นไปได้ยังไง?” ซึ่งในบริบทของเพลง อาจสื่อความรู้สึกว่า “เจอแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะ” หรือทำนอง “คุณชอบแบบนั้นแค่ไหนล่ะ”

ติดปากคนไปทั่วโลก นับแต่นี้

 

และ How you like that? นี้เชื่อว่า คงเป็นวลีติดปากคนไทยเช่นกัน

รวมถึงอาจจะลามเข้าไปในปริมณฑลการเมืองไทยด้วย

เพราะในเวลาที่ใกล้เคียงกับการปล่อยเพลง How you like that? ออกสู่ตลาดนั้น

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยนายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐคนใหม่เอี่ยม

ปล่อยชื่อนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกมาว่า จะเป็นทีมเศรษฐกิจ

คำถามก็ดังกระหึ่มทันที

ในอารมณ์เดียวกับ How you like that?

เป็นเสียงก้องกลับมาแบบฉับพลัน

ส่วนใหญ่เป็นเสียงด้าน “ลบ” คือไม่ชอบ

และไม่ยอมรับ

แม้นายอนุชาจะมาอธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นความต้องการของพรรคที่ต้องตั้งทีมขึ้นมา ทั้งด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมือง ซึ่งในแต่ละด้านจำเป็นต้องมีบุคคลจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ โดยในด้านเศรษฐกิจนั้นถือเป็นความเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ จึงได้แต่งตั้งนางนฤมลเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรค ในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรคและนักวิชาการ

“ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาคุมทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล”

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เสียง “ขานรับ” อาจารย์แหม่ม หรือนฤมล ดีขึ้นแต่ประการใด

กลายเป็นตำบลกระสุนตก ตั้งแต่เปิดตัว!

 

กดดันให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ต้องออกมาสื่อสารกับสังคมด้วยตนเอง

โดยยืนยันว่า ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา อยู่ในทีมเศรษฐกิจอยู่แล้ว เลขาธิการพรรคเลยบอกว่า ให้รับผิดชอบต่อ เท่านั้นเอง

ไม่ได้เรียกว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการทำนโยบายเศรษฐกิจของพรรค โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผ่านพรรคไปยังนายกรัฐมนตรี และ ครม.

แม้จะมีเสียงปฏิเสธมากมาย แต่นางนฤมลย้ำว่า

“จากประสบการณ์จริงๆ ของเรา แต่เดิมเป็นอาจารย์ สอนด้านการเงิน และนอกจากสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ก็ยังมีงานวิชาการที่ทำจนเป็นศาสตราจารย์ นอกจากงานเหล่านี้แล้ว ได้เป็นที่ปรึกษาของตลาดหลักทรัพย์ฯ มากว่า 10 ปี และเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารหลายแห่งในส่วนของตลาดเงิน และช่วยในเรื่องของภาคเอกชน และภาคธุรกิจ ในตำแหน่งกรรมการ ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้เข้ามาช่วยงานในกระทรวงการคลัง ใครถามว่าเราทำอะไรมาบ้าง ก็คงตอบได้ประมาณนี้ เราก็มีความรู้ในเรื่องของตลาดทุน ตลาดเงิน งานวิจัยด้านนโยบายที่เคยช่วยมา อย่างที่กระทรวงการคลังที่ทราบประวัติกันดี”

 

ซึ่งเมื่อไปดูโปรไฟล์และความเป็นมาของเธอ

ก็เป็นอย่างที่ระบุ

คือ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสถิติศาสตรบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ก่อนไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ประยุกต์)

และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเงิน) จากวิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า

และเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินของสถาบันการเงินหลายแห่ง

ก่อนต่อมาได้รับการชักชวนจากนายอุตตม สาวนายน หนึ่งในทีมของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ศาสตราจารย์นฤมลได้เข้าสู่งานด้านการเมืองจากเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรค และได้รับการเลือกตั้ง

ต่อมาภายหลังลาออกจากตำแหน่งเพื่อดำรงตำแหน่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ด้วยเหตุผลที่นางนฤมลเคยให้สัมภาษณ์ว่า

“เข้าใจว่าท่าน (พล.อ.ประยุทธ์) อยากได้คนที่สามารถชี้แจงนโยบายรัฐบาลให้ชาวบ้านฟังเข้าใจง่ายๆ เพราะเป็นอาจารย์มาก่อน และเป็นตัวแทนของพรรคในการขึ้นเวทีดีเบตนโยบายในช่วงหาเสียง”

“การเข้ามาช่วยตรงนี้จะสามารถเชื่อมประสานทั้ง 3 ส่วน คือ พูดแทนท่านนายกฯ ต้องประสานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) การทำงานในสภาให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเอกภาพ มีเสถียรภาพ”

 

อย่างไรก็ตาม บทบาทโฆษกรัฐบาล ที่นางนฤมลอ้างข้างต้น ดูเหมือนจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่า ไม่ได้เป็นไปอย่างที่อ้าง

ตรงกันข้าม กลับถูกมองว่า ไม่อาจเชื่อมประสานหรือความเข้าใจฝ่ายต่างๆ ด้วย

แถมตลอด 1 ปีที่ทำเนียบรัฐบาล และที่พรรคพลังประชารัฐ เธอปรากฏตัว-ชื่อในกลุ่มเครือข่ายอำนาจ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

และใช้ช่องทางนี้ปีนป่ายไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่กว่าโฆษกฯ

นั่นคือมุ่งมั่นไปสู่การเป็น “รัฐมนตรี”

แถมเมื่อถูกระบุว่าจะเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรค ซึ่งในทางนัยการเมือง หมายถึง การมาแทนที่นายสมคิดและทีม 4 กุมาร ที่ชักชวนให้เธอเข้าสู่สนามการเมือง

และนี่เองที่ทำให้วันนี้ เธอถูกตั้งคำถามฉกรรจ์ว่า หักหลังหรือแทงข้างหลังนายสมคิด เพื่อที่ตัวเองจะเติบใหญ่หรือไม่

ซึ่งแน่นอนนางนฤมลปฏิเสธ

และชี้ว่าเป็นการตีความกันไปเอง

 

ด้วยบทบาทโฆษกรัฐบาล ที่ถูกกล่าวหาไม่น่าประทับใจดังกล่าว

แถมเมื่อปรากฏชื่อจะเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรค

ทำให้เธอกลายเป็นตำบลกระสุนตกอย่างที่ว่า

ด้วยเพราะเกมแห่งการชิงอำนาจในพรรค พปชร. และรัฐบาล ยังไม่จบอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แม้ขณะนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ภายใต้การสนับสนุนของเหล่า “นักการเมืองอาชีพ” จะสามารถยึดพรรคได้สำเร็จ

และกำลังรุกคืบไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ฝั่งฟากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และกลุ่ม 4 กุมาร ที่แม้จะดูเพลี่ยงพล้ำ ทั้งเกมอำนาจในพรรค และกำลังถูกรุกไล่ในคณะรัฐมนตรี

แต่ก็ยังไม่ได้ยกธงขาวอย่างราบคาบ

ยังคงเคลื่อนไหว โดยมุ่งใช้กระแสสังคมเป็นหลังพิง

เป็นกระแสสังคมที่ชูคนดี และไม่ยอมรับ พล.อ.ประวิตรและคนแวดล้อม ที่มีภาพพจน์ “เทา-เทา”

ขณะเดียวกัน พยายามชี้ว่า ประเทศกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก

ถ้าเปลี่ยนก็ควรเปลี่ยนคนที่มีฝีมือเข้ามาแก้ไขปัญหาได้

 

ดังที่นายสมคิดกล่าวว่า

“รู้กันอยู่แล้วว่าประเทศไทยตอนนี้กำลังเจอพายุ คงไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว ทุกประเทศในโลกกำลังเจอพายุลูกใหญ่ ดังนั้น พายุใหญ่ลูกนี้ถ้าไม่ตั้งรับดีๆ จะเหนื่อยกันหมด เช่น สิงคโปร์ต้องยุบสภา เพราะคาดคะเนว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงมา ยุบก่อนเลือกตั้งจะได้มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ”

และก่อนหน้านี้ นายสมคิดเคยพูดอย่างดุเดือด

“ขณะนี้คนเก่ายังอยู่ แต่ถ้าอยู่แล้วช่วยประเทศไม่ได้ ไม่ต้องอยู่ นี่คือหลักการในการบริหารประเทศ ไม่ว่าเก่าอยู่หรือใหม่มาต้องเดินตามนี้ คนใหม่ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ ไม่ต้องมา มาทำไม คนเก่าอยู่ทำไม่ได้ ไม่ต้องอยู่”

รวมถึงการที่ระบุว่า คนดีไม่มีที่ยืน

อันแสดงให้เห็นว่าในฟากนายสมคิดเอาหลังอิงกระแส “คนดี” อย่างเต็มที่

 

ยิ่งโพลของซูเปอร์โพลที่ออกมาล่าสุดเมื่อ 28 มิถุนายน

ชี้ว่า พลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.3 รู้สึกสงสาร เห็นใจ หดหู่ใจต่อการเมืองไทย เมื่อเห็นสี่รัฐมนตรีถูกกระทำโดยผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลและคนในพรรคพลังประชารัฐ

กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลรู้สึกสงสารเห็นใจมากถึงร้อยละ 43.6

ในขณะที่ร้อยละ 29.5 ของผู้ไม่สนับสนุนรัฐบาลรู้สึกสงสาร เห็นใจ หดหู่ใจต่อการเมืองไทยเช่นกัน

โพลยังระบุว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.5 ไม่เห็นด้วยต่อการลาออกจากทุกตำแหน่งของสี่รัฐมนตรี ในขณะที่ร้อยละ 37.5 เห็นด้วย

 

เมื่อเห็นกระแสเช่นนี้ แน่นอนอาจทำให้นายสมคิดและทีม 4 กุมาร มีความมั่นใจว่า อาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์เปลี่ยนใจ

นั่นคือ ไม่เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจเดิม

ด้วยตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังไม่ฟันธงไปข้างใด

ระบุเพียงว่า

“ผมก็ยังเห็นว่าทุกคนท่านก็ยังทำงานกับผมดีมาโดยตลอด”

และเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการจะให้นางนฤมลขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างเบื่อหน่ายว่า “เรื่องในพรรคไม่เกี่ยวกับรัฐบาล”

ท่าทีเช่นนี้ แน่นอน ในฟากนายสมคิดฟังแล้วย่อมมีความอุ่นใจขึ้นบ้างว่า นายกฯ และกระแสสังคมอาจจะโอบอุ้มไม่ให้พ่ายแพ้ในเกมชิงอำนาจนี้

และคงยึดแนวทางในการต่อสู้แบบนี้ต่อไป

โดยหวังว่ากระแส How you like that? จะพุ่งสูง ดังที่วง BLACKPINK ทำกระหึ่มโลกไปแล้ว

เพราะยิ่งมีคำถาม How you like that?

โดยชี้นิ้วไปยัง ศ.ดร.นฤมล ที่โลกโซเชียลให้ฉายา “โฆษกบิ๊กอาย” ด้วยคอนแท็กต์เลนส์ตาโต ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่นสาวๆ ที่อยากมีดวงตากลมโตดูสดใส

ยิ่งเป็นการเพิ่มจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม

   ความสวยอาจจะไม่ได้เป็นตัวช่วยทางการเมืองแต่อย่างใด!

บทความก่อนหน้านี้อาทิตย์ละมื้อ / “คนข้างครัว” / แอ๊บปลานิล
บทความถัดไปมองบ้านมองเมือง / ปริญญา ตรีน้อยใส / บทเรียนจากเรือนไม้