สุจิตต์ วงษ์เทศ / บายศรี ข้าวสุกข้าวขวัญ เซ่นสังเวยผีแถนผีฟ้า

สุจิตต์ วงษ์เทศ
บายศรีสมัยหลังเน้นความสำคัญภาชนะใบตอง จนในที่สุดทำเลียนแบบเครื่องสูง

สุจิตต์ วงษ์เทศ

บายศรี ข้าวสุกข้าวขวัญ

เซ่นสังเวยผีแถนผีฟ้า

 

บายศรีเป็นประเพณีในพิธีกรรมทางศาสนาผี หมายถึง ข้าวสุกผีขวัญแม่ข้าว เรียกข้าวขวัญเซ่นสังเวยผีฟ้าผีแถนโดยใส่กระทงหรือกระบาน ต่อมาภาชนะถูกให้ความสำคัญเหนือข้าวสุกโดยปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องใบตองเลียนแบบเครื่องสูงในพระราชพิธี หลังจากนั้นสร้างสรรค์เป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากข้าวสุกแม่ข้าวจนเกือบไม่เหลือความหมายเดิม

บายศรีในนิทานเรื่องท้าวปาจิต นางอรพิม ฮูปแต้มในสิมวัดบ้านยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม (ภาพจากหนังสือ สู่ขวัญ : คน สัตว์ พืช และสรรพสิ่งในเอกสารใบลานอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558 หน้า 108) (ขวา) บายศรีตั้งเดิมเริ่มแรกความสำคัญอยู่ที่ข้าวสุก หรือข้าวสารก็ได้ (ในภาพ) พร้อมไข่ต้มใส่พานน้อยตั้งข้างบน ส่วนพานใหญ่ข้างล่างมีข้าวต้มมัดกับกล้วย วางบนพานซ้อนกันอย่างง่ายๆ (ภาพบายศรีบ้านหนองขอน จ.อุบลราชธานี จากหนังสือ Reflections One Year in an Isaan Village Circa 1955. ของ William J. Klausner. Bangkok : Siam Reflections Publications Co, Ltd. 2000 Page 144. อนุเคราะห์ภาพก๊อบปี้โดยยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ จ.กาฬสินธุ์)

บายศรีมีต้นตอจากคำเขมรว่าบายสี หรือ บายสฺรี (บาย-เซฺร็ย) แปลว่า ข้าวสุกแม่ข้าว (บาย แปลว่า ข้าวสุก, สฺรี แปลว่า หญิง หรือสตรี)

ต่อมาคำว่า สฺรี ถูกกลืนจากคำว่า ศรี (ที่หมายถึง พระศรี คือ พระลักษมี) เลยสะกดว่าบายศรี

บายศรี คือ ข้าวสุกแม่ข้าว หรือข้าวขวัญ หมายถึง ข้าวสุกที่ได้จากข้าวเปลือกผ่านพิธีทำขวัญข้าวแล้ว แบ่งไปตำซ้อมเป็นข้าวสาร (ข้าวกล้อง) ทำให้สุกชุดแรกเรียกข้าวสุกเซ่นผีฟ้า และด้วยเหตุข้าวสุกได้จากข้าวเปลือกที่ผ่านพิธีทำขวัญ จึงเรียกข้าวสุกชุดนี้ว่าข้าวขวัญ

ข้าวสุกชุดแรกน่าจะเป็นข้าวในกระบอกไผ่ที่ถูกทำให้สุกด้วยการสุมไฟด้านนอกซึ่งปัจจุบันเรียกข้าวหลาม (ไม่มีกะทิ) ซึ่งเป็นวิธีเก่าสุดทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก (หลาม หมายถึง ทำให้สุกภายในกระบอกไม้ไผ่เผาไฟหรือสุมด้วยไฟ)

กระทงหรือกระบานทำจากใบตองและกาบกล้วยเพื่อใส่ข้าวสุกแม่ข้าวหรือข้าวขวัญเซ่นสังเวยผีฟ้าพญาแถน ถูกทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจ-การเมืองหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย

[กระทง หมายถึง ภาชนะใส่สิ่งของเย็บด้วยใบตองหรือกาบกล้วย ต่อมาอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ (เช่น กระดาษ เป็นต้น) กระบาน (สะกดด้วย น. หนู) หมายถึงภาชนะใส่เครื่องเซ่นสังเวยคล้ายกระทง, กระบะ ฯลฯ ทำจากกาบกล้วยพับหักมุมเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมก็ได้ โดยใช้ไม้ตอกเส้นเสียบขัดแน่นเป็นตารางยึดติดกัน แล้วปูด้วยใบตองรองรับเครื่องเซ่นสังเวยใส่ตามช่องตารางในกระบาน (คนละอย่างจาก “กระบาล” สะกดด้วย ล. ลิง มาจากภาษาเขมร) แปลว่า หัวกะโหลก)]

บายศรีสมัยหลังเน้นความสำคัญภาชนะใบตอง จนในที่สุดทำเลียนแบบเครื่องสูง (ซ้าย) บายศรีฮูปแต้มวัดโพธาราม บ้านดงบัง ต.ดงบัง อ.นาดูน จ.มหาสารคาม (ภาพจากหนังสือ สู่ขวัญ : คน สัตว์ พืช และสรรพสิ่งในเอกสารใบลานอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558 ปกหลัง) (ขวา) บายศรีสู่ขวัญ กัณหา-ชาลี ฮูปแต้มวัดเลไลย์ บ้านหนองพอก ต.ดงบัง อ.นาดูน จ.มหาสารคาม (ภาพจากหนังสือ สู่ขวัญ : คน สัตว์ พืช และสรรพสิ่งในเอกสารใบลานอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558 ปกหน้า)

 

เลียนแบบเครื่องสูง

หลังติดต่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้วรับวัฒนธรรมอินเดีย มีความเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม กระตุ้นบายศรีมีประเพณีต่างกัน 2 ระดับที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกัน ได้แก่ ระดับชาวบ้าน กับ ระดับราชสำนัก

ชาวบ้าน บายศรีสืบทอดประเพณีข้าวขวัญหรือข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นผีฟ้าใส่ภาชนะทำจากกาบกล้วยและใบตอง โดยเน้นที่ข้าวสุกแม่ข้าว

ราชสำนัก พัฒนากระทงข้าวขวัญหรือกระบานผีทำจากใบตองและกาบกล้วย ให้เป็นเครื่องใบตองทรงสูงเลียนแบบฉัตรรวงข้าวหรือเครื่องสูงที่พบในพระราชพิธีธานย์เทาะห์ เผาข้าว ซึ่งเรียกในเอกสารว่า “ฉัตรอันทำด้วยรวงข้าว” (คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)

ทรงสูง ตามประเพณีเครื่องบูชาซ้อนชั้นบนภาพสลักเสมาหินอีสาน ขณะเดียวกันก็เลียนแบบร่มซ้อนชั้นเรียกต่อมาว่าฉัตร

เครื่องบูชา เสมาหินอีสานมีภาพสลักเป็นภาชนะรูปหม้อ ซึ่งมีกรวยสูงครอบปากหม้อ น่าจะเป็นประเพณีต้นแบบทุกวันนี้เรียกกระทงบูชาทําจากใบตอง [จากบทความเรื่อง “จารึกใบเสมาบ้านพันนา” โดย ก่องแก้ว วีระประจักษ์ พิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 50 ฉบับที่ 2 (มี.ค.-เม.ย.) 2550 หน้า 52-57] ร่องรอยหลักฐานเหล่านี้น่าจะมีพัฒนาการต่อไปเป็นเครื่องสูงต้นแบบบายศรี (หนังสือ ทวารวดีในอีสาน ของ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง สํานักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558)

ครั้นนานไปบายศรีได้รับยกย่องเป็นเครื่องแสดงฐานะและอํานาจ จึงให้ความสําคัญแก่ภาชนะทําจากใบตองอยู่เหนือข้าวสุกแม่ข้าว เลยสร้างสรรค์เครื่องใบตองเป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากความหมายเดิม แล้วกลายชื่อเป็น “ใบศรี” กระทั่งบางทีไม่เหลือความหมายเดิม โดยไม่ให้ความสําคัญข้าวสุก หรือมีข้าวสุกด้วยแต่แยกจัดวางต่างหาก หรือแปรสภาพเป็นข้าวต้มมัดก็มี

บายศรีปัจจุบัน หมายถึงเครื่องเชิญขวัญทรงสูงทําด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงซ้อนสูงขึ้นเป็นชั้นๆ เรียงจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กตามลําดับ โดยมีต่างกันหลายแบบ เช่น บายศรีใหญ่, บายศรีปากชาม เป็นต้น แต่มักเรียกใบศรี ซึ่งเป็นปกติการกลายเสียงจาก “บาย” เป็น “ใบ” แต่ก็อาจสืบเนื่องความเข้าใจเปลี่ยนจากข้าวสุกเป็นใบตอง พบกลอนพรรณนาในเพลงยาวรําพันพิลาปของสุนทรภู่ แสดงความเปรียบว่าตนตกยากเหมือนใบศรีเสร็จงานก็เป็นแค่ใบตองทิ้งลงน้ำ

 

เหมือนใบศรีมีงานท่านถนอม       เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา

พอเสร็จการท่านเอาลงทิ้งคงคา      ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง

 

[ต้นฉบับสมบูรณ์มี 30 หน้า A4 ชื่อ แม่โพสพ “เทวีข้าว” รัฐนาฏกรรมมาจากแม่ข้าวในศาสนาผี ของสุจิตต์ วงษ์เทศ อ่านใน www.matichonweekly.com]

 

 

บทความก่อนหน้านี้กม.ความมั่นคงจีนแผลงฤทธิ์! หนังสือนักเคลื่อนไหวฝ่ายปชต.ฮ่องกง ถูกถอดจากห้องสมุด
บทความถัดไป‘รปช.’เลือก’ทวีศักดิ์’นั่งหัวหน้าพรรค ‘เอนก’ นั่งกก.บห. พร้อมเคาะเปลี่ยนโลโก้ใหม่