ภาคที่สอง ชีวิตหลากรสชาติของ “ลูกจีไอ” ชื่อ “กัมปนาท อั้งสูงเนิน”

“ไอ้ดำ ไอ้มืด ไอ้นิโกร” คือคำล้อเลียนเหยียดสีผิวที่ น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน หรือผู้การจอห์นนี่ รองหัวหน้ากองการร้านค้า กรมสวัสดิการทหารอากาศ อดีตนายทวารจอมหนึบทีมชาติไทยและสโมสรลูกทัพฟ้า จำฝังใจมาตั้งแต่เยาว์วัย

ผู้การจอห์นนี่เกิดและเติบโตที่จังหวัดนครราชสีมา มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นทหารอเมริกันที่เข้ามารบสมัยสงครามเวียดนาม (จีไอ)

แต่เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ พ่อก็เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ก่อนที่ลูกชายผู้นี้จะลืมตาดูโลก และไม่เคยหวนกลับมาโคราชอีกเลย

หลังจากนั้นแม่ได้ยก น.อ.กัมปนาทให้เป็นลูกบุญธรรมของคุณยาย ซึ่งประกอบอาชีพทำนาทำไร่ และใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอขามทะเลสอ

ความแตกต่างทางด้านรูปลักษณ์ภายนอกโดยเฉพาะสีผิว ทำให้ชีวิตวัยประถมศึกษาของ ด.ช.กัมปนาท อั้งสูงเนิน ค่อนข้างมีปัญหา เวลาไปขอเล่นกับใครก็ไม่มีใครเล่นด้วย และมักถูกล้อเลียนกลับมาด้วยถ้อยคำเสียดสีต่างๆ นานา ทำให้เขาไม่ค่อยมีเพื่อนและกลายเป็นเด็กเก็บตัว

“(คำที่) ผมจำมาทุกวันนี้ก็คือ ไอ้ดำ ไอ้มืด ไอ้นิโกร ถ้าเป็นต่างประเทศเขาจะเรียกว่าการเหยียดสีผิว ทำให้ไม่มีใครเล่นกับผม

“ที่จำได้แม่นคือตอนสมัยเด็กๆ ผมเห็นเพื่อนเขาเล่นบาส (บาสเกตบอล) กัน เลยเข้าไปหา เขาก็ล้อเราตัวเหม็นตัวดำ พอเราลงไปเล่นด้วย เขาก็บอกเลิก เลิกแบบไม่มีเหตุผล

“ตอนนั้นผมเหมือนยืนอยู่ในสนามคนเดียว แล้วมันคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหน จะพูดอะไรก็ไม่ออกเลย ก็ได้แต่เดินกลับบ้านคนเดียว แต่คนอื่นเขามีเพื่อนเดินคุยกัน”

ความเจ็บปวดในวัยเด็กคลี่คลายลง เมื่อผู้การจอห์นนี่เรียนต่อระดับมัธยมศึกษา ด้วยอายุที่เติบโตขึ้นทำให้เขาเริ่มมีเพื่อนในหมู่บ้านและต่างหมู่บ้าน นี่เป็นจุดตั้งต้นที่เขาได้เล่นกีฬาร่วมกับมิตรสหาย จากวอลเลย์บอลมาสู่ฟุตบอลในตำแหน่งผู้รักษาประตู

จากผู้รักษาประตูโกลรูหนูที่ทำจากขาเก้าอี้นักเรียน ในที่สุดกัมปนาทก็ฟันฝ่าอุปสรรคจนกลายเป็นนักฟุตบอลสโมสรทหารอากาศ และได้รับคัดเลือกเข้าสู่ทีมชาติไทย

แต่ด้วยรูปร่างที่ดีและความคมเข้มของหน้าตา ทำให้หนุ่มนักกีฬารายนี้มีงานในวงการบันเทิงมากมาย ทั้งการเป็นนายแบบโดมอนแมนและนักแสดงในหนัง-ละครจำนวนมาก

ผลงานโดดเด่นได้แก่บทบาท “ออกญาราชวังสัน” ทหารเอกของพระองค์ดำใน “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ภาพยนตร์ชุดฟอร์มยักษ์ของ “หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล”

และบทบาท “หมึก” ในภาพยนตร์แนวแอ๊กชั่น-กีฬา-การเมือง เรื่อง “ท้าชน” ซึ่งกำกับฯ โดย “ธนกร พงษ์สุวรรณ”

แต่ขึ้นชื่อว่า “วงการบันเทิง” ย่อมมีแสงสีล่อตาล่อใจที่ทำให้หลายคนหลงระเริงไปกับมายาเหล่านั้น นายแบบดาวรุ่งเช่นกัมปนาทเป็นอีกรายที่เคยใช้ชีวิตอย่างประมาท กิน ดื่ม เที่ยว โดยไม่สนใจสุขภาพ และไม่วางแผนการเพื่อเตรียมรับมือภาวะพลิกผันในอนาคต

“ช่วงปี 2533-2540 ค่านิยมยุคนั้น ใครสูบบุหรี่แล้วมันเท่ ผมก็หันไปสูบบุหรี่ แต่สูบจัดวันละ 3 ซอง เดินแบบไปสูบบุหรี่ไป รอให้คนที่มาดูถามว่า พี่ๆ สูบบุหรี่ยี่ห้ออะไร เท่จัง

“สมัยก่อนมันสูบได้หมด ทั้งในห้างสรรพสินค้า ในร้านต่างๆ เวลาเข้าห้องน้ำยังพกบุหรี่เข้าไปสามตัว สูบหนึ่งตัว เหน็บหูไว้รอต่ออีกสองตัว”

เมื่อหาเงินจากแวดวงบันเทิงได้เยอะ ก็ย่อมใช้เงินเยอะตามไปด้วย ผู้การจอห์นนี่เล่าว่า ตัวเองเป็นคนใจใหญ่ มักจะดูแลเพื่อนฝูงทุกครั้งที่ไปเที่ยวเตร่ด้วยกัน

บางครั้งเดินแบบได้เงินมาหนึ่งหมื่นบาท ไปเที่ยวกับเพื่อน 1 วัน เหลือกลับถึงบ้านแค่หกบาท เพื่อเอาไว้จ่ายค่ารถจักรยานยนต์รับจ้างหน้าปากซอย

แต่แล้วชีวิตอันแสนสนุกสนานก็ต้องจบลง เช้าวันหนึ่งในปี 2554 น.อ.กัมปนาทปัสสาวะออกมาเป็นเลือด และเมื่อเข้ารับการตรวจร่างกายก็พบก้อนกลมๆ อยู่บริเวณลำคอ แพทย์วินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ

ความสว่างไสวที่เคยมี พลันหรี่แสงแล้วมืดดับทันใด

“เครียดมาก น้ำหนักลดไปเกือบ 10 กิโลกรัม ตอนแรกผมไม่สู้ คิดว่าอย่างไรตัวเองก็ต้องตาย ตอนนั้นมันเจ็บ มันทรมาน ยิ่งให้คีโมเหมือนมีไฟเผาร่างตลอดเวลา ปัสสาวะออกมามีแต่เนื้อกับเลือด สถานการณ์ตอนนั้นทำให้เราเข้าใจเลยว่าคนที่เขาอยากตายเป็นอย่างไร”

น.อ.กัมปนาทผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายมาได้ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและครอบครัว เขาลุกขึ้นสู้กับโรคมะเร็งจนหายป่วย และเข้าใจในสัจธรรมชีวิต เมื่อต้องหมดเงินไปมากมายกับการรักษาพยาบาล

“มันเป็นอุทาหรณ์ให้ผมรู้ว่า ที่ผ่านมา (พอ) ไม่รู้จักเก็บ ไม่รู้จักออม เก็บน้ำใส่ตุ่มไว้ใช้ยามที่ไม่มีน้ำ ตอนนี้ก็รอน้ำหยดอย่างเดียว รอว่าเมื่อไหร่ฝนจะตกให้ได้มาขันหนึ่ง ก็ใช้ขันนั้น แต่น้ำในตุ่มไม่มีแล้วนะ

“มันก็เป็นอุทาหรณ์ แต่ว่าผมอยู่ตรงนี้ ผมก็พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ไม่โทษตัวเอง มันไม่มีประโยชน์ แต่เราเรียนรู้การให้อภัยตัวเองและเริ่มลงมือทำวันนี้ให้ดี”

ทุกวันนี้ ผู้การจอห์นนี่ได้เป็นนายทหารอากาศเหมือนพ่อผู้ที่เขาไม่เคยพบหน้า และเฝ้าตามหามาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี

เขาเล่าว่า ตนเองและเพื่อนๆ ทายาทจีไออีกหลายคน (รวมถึงนักแสดงและบุคคลมีชื่อเสียงจำนวนหนึ่ง) ได้พยายามเกาะกลุ่มและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ผ่านการประสานงานของมูลนิธิ “เพิร์ล เอส. บัก”

กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ น.อ.กัมปนาทได้จัดส่งดีเอ็นเอของตัวเองไปให้เพื่อน ซึ่งทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่สหรัฐ เพื่อเทียบเคียงกับคลังดีเอ็นเอของทหารอเมริกันที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้

กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้ลูกจีไอจากนครราชสีมามีโอกาสได้ติดต่อสื่อสารกับญาติห่างๆ คนหนึ่ง ซึ่งแจ้งข่าวคราวให้ทราบว่าพ่อของเขาได้เสียชีวิตไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของผู้การจอห์นนี่มาทั้งชีวิต จึงยังไม่ได้รับคำตอบต่อไป…

“อยากจะถามท่าน (พ่อ) ว่าทิ้งเราไปทำไม? และท่านเคยรู้บ้างหรือไม่ว่ามีลูกชายคนนี้อยู่ที่นี่หนึ่งคน? แต่ก็คงไม่ได้คำตอบแล้ว

“ญาติคนนั้นก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ทำให้ทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้เลยว่าคุณพ่อของผมท่านมีหน้าตาอย่างไร แต่ก็ถือว่าภารกิจตามหาสำเร็จแล้ว”

ณปัจจุบัน อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยและสโมสรทหารอากาศยุครุ่งเรือง ยังได้ค้นพบ “ความสุขแท้จริง” กับฐานะการเป็น “ผู้ให้”

โดยเขาทำงานนอกเวลาราชการ เป็นโค้ชผู้รักษาประตูประจำ “OAZ ฟุตบอล อคาเดมี” คลองสี่ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่น้องๆ เยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป

“ความสุขของผมตอนนี้ก็คือการคืนกำไรให้น้องๆ ในฐานะโค้ชผู้รักษาประตู ได้เห็นลูกศิษย์เล่นฟุตบอล ได้ไปนั่งดูลูกศิษย์แข่งขัน

“คนเป็นครูต้องให้ลูกศิษย์ดีกว่าตัวเอง เห็นลูกศิษย์ติดทีมชาติ เห็นลูกศิษย์ได้เงินเดือนเดือนละ 7-8 หมื่นบาท ครูได้เงินเดือนเดือนละหมื่นกว่าบาท ครูยังมีความภูมิใจเลยว่าอันนี้คือผลงานของเรา”

นี่คือชีวิตหลากรสชาติ ที่มีทั้งสุขและทุกข์ ของ “ผู้การจอห์นนี่ – น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน”

บทความก่อนหน้านี้ฟ้า พูลวรลักษณ์ | โชคร้ายของฝ่ายโลกเสรี ที่มีทรัมป์เป็นผู้นำ ทำให้จีนยิ่งรุกหน้า
บทความถัดไป‘บิ๊กแดง’ ยัน ผบ.ทบ.สหรัฐฯ เยือนไทย ทำตามมาตรการโควิดทุกข้อ ไม่มียกเว้น ด้วยความเต็มใจ