ฟ้า พูลวรลักษณ์ | สหรัฐชอบอ้างสิทธิมนุษยชน บอกเลิกทาสสำเร็จ แต่ทำไมยังเหยียดผิว-แบ่งแยก

ฟ้า พูลวรลักษณ์
A man gets on his knees in front of police officers during a protest against the death in Minneapolis police custody of African-American man George Floyd, in St Louis, Missouri, U.S. June 1, 2020. Picture taken June 1,2020 REUTERS/Lawrence Bryant TPX IMAGES OF THE DAY

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๖๔.๒๐)

ก่อนเกิดวิกฤตการณ์โควิด ฉันเคยใช้ชีวิตในต่างประเทศนานมาก

เคยเรียนหนังสืออยู่ในประเทศอังกฤษห้าปี และเดินทางรอบโลกหลายปี

ฉันสังเกตว่าโลกนี้มีการเหยียดผิว มีความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

แต่ทว่าด้วยอารยธรรมโลกสมัยใหม่ มันเหมือนมีแผ่นไม้โฟเมก้าที่ฉาบไว้ด้านนอก ทำให้ดูดี

ทำให้เรามองไม่เห็นเนื้อไม้หยาบๆ ข้างใน มีการกลบเกลื่อน ทำสิ่งน่าเกลียดนี้ให้สวยงามขึ้น

ชีวิตในช่วงที่ฉันเรียนหนังสือ ยิ่งเห็นการเหยียดผิว ความเกลียดชังทางเชื้อชาติชัด

แต่ทว่ามันก็เหมือนไม่มีอยู่ ด้วยฉันไม่ได้สนใจมันเสียแล้ว เหมือนคนดูถูกฉัน หรือเกลียดชังฉัน แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจ มันก็เหมือนไม่มี

แต่ทว่าเหตุการณ์โควิดนี้ มันได้ทำให้แผ่นไม้โฟเมก้าบางๆ นี้หลุดออกมา

บัดนี้ฉันเห็นชัดเจนถึงความเหยียดผิว และความเกลียดชังทางเชื้อชาติ และพบว่าที่จริงแล้ว มนุษย์แต่ละชนชาติ ยังรักแต่พวกเดียวกัน

อาจเพราะมันเป็นวิกฤตการณ์เกี่ยวกับความเป็นตายของชีวิต ไม่ต้องมาเกรงใจกันอีกแล้ว

ที่จริง คนในโลกนี้ ที่มีจิตสากล มีความรักในเพื่อนมนุษย์ทัดเทียมกัน มีอยู่จริง แต่เป็นคนหมู่น้อย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ดี ที่เก็บอาการ รักษามารยาท

แต่ที่จริงในส่วนลึก ก็ยังคงความเกลียดชังทางเชื้อชาติไว้เหมือนเดิม พวกเขาเพียงเก็บอาการได้ดี

จะมีวันไหนไหมนะ ที่การเหยียดผิวและความเกลียดชังทางเชื้อชาตินี้จะหมดไป

สมดังที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้ว ถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ไอเดียที่คนมีสติปัญญาเคยพูดไว้ ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน มีสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์เท่ากัน

ฉันคิดแล้ว ต้องรอจนมนุษย์ผสมพันธุ์กัน จนมนุษย์แต่ละคนมีบรรพบุรุษหลากหลาย เช่น คนหนึ่งคน มีบรรพบุรุษหนึ่งในสิบเป็นชาวรัสเซีย หนึ่งในสิบเป็นชาวอังกฤษ หนึ่งในสิบเป็นคนจีน หนึ่งในสิบเป็นชาวญี่ปุ่น หนึ่งในสิบเป็นคนไทย หนึ่งในสิบเป็นชาวแอฟริกัน ฯลฯ

ถ้าชนส่วนใหญ่ในโลกเป็นลูกผสมแบบนี้ การเหยียดผิวก็จะหมดไป

ด้วยเราไม่อาจเหยียดหยามบรรพบุรุษของตัวเอง และวัฒนธรรมต่างๆ ก็จะหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง

แม้แต่ชื่อของเรา ก็จะเปลี่ยนไป แสดงบรรพบุรุษที่แตกต่าง

แต่วันนั้น น่าจะอีก ๕๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปีข้างหน้า ในวันนี้เรายังแบ่งแยกเผ่าพันธุ์กันอย่างชัดเจน สีผิวของเรายังชัดเจน เราไม่ทำสงครามกันอีกเหมือนสมัยก่อน แต่สิ่งที่กั้นเราไว้ก็เป็นเพียงแผ่นไม้โฟเมก้าบางๆ

ลัทธิชาตินิยมยังคงอยู่ลึก ต่อให้เราไม่พูดถึงมัน มันก็พร้อมจะปรากฏตัวทันที ในวิกฤตการณ์โควิด สถานที่ปลอดภัยที่สุดคือบ้านของเรา ความข้อนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกตัวแล้ว บางคนอาจจะรู้สึกตัวช้า

โควิดทำให้เกิดสิ่งดีบางอย่าง แต่ก็มีสิ่งเลวบางอย่างด้วยเช่นกัน

หนึ่งในนั้นคือการผลักมนุษย์ให้ถอยหลังกลับ ทำให้พรมแดนระหว่างประเทศแข็งแกร่งขึ้น เด่นชัดขึ้น

ยิ่งดินแดนที่ห่างไกล อย่างแอฟริกา หรือยุโรป ดินแดนเหล่านั้น วันนี้เป็นเหมือนภาพในฝัน น่าเศร้าใจ

แต่ทำอย่างใดได้ นี้คือความจริงในจิตมนุษย์ ยามเปลือยเปล่า

สหรัฐอ้างสิทธิมนุษยชน เพื่อโดดเข้าปกป้องชาวฮ่องกง พวกเขาจริงใจแล้วหรือ วิธีมองง่ายๆ คนผิวขาวชาวสหรัฐ ทำอย่างไรกับชาวผิวดำในประเทศของตัวเอง พวกเขาให้สิทธิมนุษยชนแก่เพื่อนร่วมชาติจริงแล้วหรือ

ทุกสังขารย่อมมีโรคประจำตัว และโรคที่รักษาไม่หาย คือโรคเรื้อรัง

หากมองสหรัฐเป็นชีวิตหนึ่ง พวกเขาก็มีหนึ่งสังขาร และโรคเรื้อรังของพวกเขา คือการเหยียดผิว ซึ่งมีมานานมาก และเคยผ่านสงครามกลางเมืองมาแล้วหนึ่งครั้ง ในช่วงปี 1861-1865 ชาวอเมริกันสูญเสียไปราวสองล้านชีวิต

พวกเขาประกาศเลิกทาสสำเร็จ แต่ทว่าหากเรามองลึกลงไป เราพบว่า ทาสไม่ได้หายไปไหน คนผิวดำก็ยังไม่ได้ความทัดเทียม เหมือนที่เขียนไว้สวยๆ ในรัฐธรรมนูญ

พวกเขาเพียงเปลี่ยนสถานภาพ กลายมาเป็นนักโทษในคุก ด้วยระบบของชาวอเมริกัน ทำให้คนดำหนึ่งในสามติดคุก และคนคุกก็ไม่มีสิทธิเสรีภาพอะไร

ที่เป็นเช่นนี้ ด้วยระบบกำหนดข้อหาให้พวกเขา กดดันพวกเขา มันเป็นการทำงานของระบบที่แนบเนียน จนคนส่วนใหญ่มองไม่ออก คิดแต่ว่าอาชญากรติดคุก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่คนดำติดคุก

ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำของโลกเสรี แต่ทว่าพวกเขากลับมีระบบคุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และคนที่ติดคุก สังคมก็จะลืมพวกเขาไปเลย

และผู้กำหนด คือคนใต้ ที่แพ้สงครามไปแล้ว แต่บัดนี้หันมาใช้อำนาจในทางการเมือง ในการเลือกตั้ง ค่อยๆ กดดัน ค่อยๆ ออกกฎหมาย

ประธานาธิบดีเกือบทุกคน ล้วนมีมาเพื่อรับใช้กลุ่มคนที่มีอำนาจเหล่านี้ ชาวอเมริกันที่อยู่ทางใต้ ยังคงแสบแสน

ระบบทำให้คนผิวดำด้อยการศึกษา ด้อยโอกาส และกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งง่ายที่จะกลายเป็นอาชญากร และนั่นหมายถึงติดคุก

บางรัฐไม่มีโทษประหาร บางรัฐมี แต่ถึงมีก็ยังมีสิ่งผิดสังเกต ทำไมนักโทษประหารต้องรอนานเป็นสิบปีหรือยี่สิบปี หรือนานกว่านั้น กว่าคิวของตัวเองจะมาถึง

แต่หากเรามองให้ลึกลงไป ระบบคุกของอเมริกา เป็นแหล่งทำมาหากินอันใหญ่โต เป็นธุรกิจใหญ่ มีเงินหมุนเวียนมหาศาล

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ต้องการให้มีโทษประหาร หากแต่มีโทษจำคุก ยิ่งนานยิ่งดี จนมีนักโทษหลายล้านคน เพื่อทำให้ธุรกิจของพวกเขาเติบใหญ่ ดูดเอาเงินภาษีของประชาชนเข้าไปไม่สิ้นสุด

เฉพาะค่าโทรศัพท์จากคุกไปโลกข้างนอก ก็มีบริษัทหนึ่งเข้าผูกขาด และคิดค่าโทรแพงผิดเหตุผล

หรือค่าอาหาร ก็มีอีกบริษัทหนึ่งเข้าไปผูกขาด การทำอาหารให้นักโทษหลายล้านคน เป็นธุรกิจใหญ่โต ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำ จะมีหนึ่งบริษัทเข้ามาผูกขาด

พวกเขาชวนให้เราหลงผิด คิดแต่ว่า ประหารชีวิตจะดีไหม ยุติธรรมกับนักโทษไหม มีมนุษยธรรมเพียงพอไหม

แต่กลบเกลื่อนสาเหตุที่แท้จริงไว้ นั่นคือการดำรงระบบที่ทำให้คนดำด้อยโอกาส ดำรงระบบที่ทำเงินมหาศาล

เหมือนโรงแรมใหญ่โตได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ก็ต้องการคนมาอยู่อาศัย ไม่ใช่ปล่อยว่าง ไร้ประโยชน์

และต่อให้คุณติดคุกจนครบกำหนด เมื่อออกมา ประวัติของคุณจะเสีย มันจะตราตรึงอยู่กับคุณตลอดชีวิต ไม่ว่าจะไปสมัครงาน ขอวีซ่า หรือทำอะไรก็ตาม จะมีช่องให้เขียนว่า คุณเคยติดคุกไหม สังคมจะตราหน้า รังเกียจ

สรุปคือคุณจะกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือชั้นสาม มีตราบาปตลอดไป ต่อให้คุณติดคุกนานเท่าไร ก็ใช้โทษนั้นไม่หมด ที่แปลกคือ บางทีคุณทำผิดแค่นิดเดียว แต่ต้องชดใช้ทั้งชีวิต หรือแย่ยิ่งกว่า คุณอาจไม่ได้ทำผิดจริงก็ได้

ที่น่าพิศวงคือคุกในอเมริกา ติดยาวนานยิ่งนัก ทำผิดนิดเดียว ติดคุกนานหลายสิบปี หรือตลอดชีวิต และคุกของพวกเขาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อขยายแล้วก็ต้องการนักโทษเข้ามา เหมือนโรงแรมที่เปิดแล้ว ก็ต้องการผู้เข้ามาพัก อยู่ยิ่งนานยิ่งดี

๓ระบบของพวกเขาเนียนมาก จนทำให้ผู้อยู่ในระบบ เหมือนถูกตัดขาดออกจากกัน ไม่สามารถมองเห็นตัวจริงของระบบได้เลย

เช่น หากฉันเป็นคนที่ไม่มีเหตุใดต้องขึ้นศาลเลย ไม่เคยต้องไปโรงพัก ไม่ต้องเฉียดใกล้สิ่งเหล่านี้ ฉันก็จะไม่รู้สึกตัวเลยว่าระบบศาล ยุติธรรมหรือไม่ ระบบคุกตะราง เป็นธรรมหรือไม่

หรือหากฉันเป็นคนมีสุขภาพดี ดูแลตัวเองดี จนไม่มีความจำเป็นต้องกินยาอะไรเลย หรือกินก็น้อยมาก เป็นแค่ตัวยาพื้นฐาน ฉันจะไม่รู้เลยว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำยาเหล่านั้นอำมหิตปานใด หน้าเลือดเพียงไหน

ยาของพวกเขา ทั้งที่เป็นยาที่มีต้นทุนนิดเดียว และมีความสำคัญในการช่วยชีวิตมนุษย์ กลับถูกโก่งราคา เหมือนการปล้นอย่างถูกกฎหมาย

ฉันจะไม่รู้ตัวเลย และแม้จะรู้มาบ้างนิดหน่อย จากญาติมิตรบางคน ที่ต้องกินยาราคาแพง แต่ก็ยังห่างไกลจากตัวฉันอยู่ดี

โดยรวมคือ ฉันจะไม่รู้สึกตัวเลย เราอยู่ระบบเดียวกันก็จริง แต่เสรีภาพทำให้เราเหมือนอยู่คนละระบบ

มิน่าเล่า ในอเมริกา บางครั้งจึงมีคนบางคน วันดีคืนดี ก็ถือปืน หรืออาวุธสงคราม ออกมาไล่ยิงคนบริสุทธิ์ เป็นว่าเล่น

เมื่อจบคดีแล้ว ทุกอย่างก็กลับเหมือนเดิม ชาวอเมริกันก็ยังครอบครองอาวุธปืนเหมือนเดิม

ด้วยนี้คือความน่าสะพรึงกลัวของเสรีภาพ และนี้คือเอกลักษณ์ของชาติเขา

ประเทศแบบนี้จะไปอ้างสิทธิมนุษยชนใด เพื่อเข้าไปสั่งสอนชาติอื่นได้หรือ มันฟังขึ้นหรือ

หากพวกเขาทำตัวดีเสียก่อน ทำให้คนดำคนขาวเสมอภาคกัน ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคนดำจนมีคนติดคุกเพียงแค่เล็กน้อย แบบนี้ คำพูดใดของพวกเขาค่อยน่าฟัง พวกเขาจึงค่อยมีสิทธิออกมาสั่งสอนชาวโลก

แต่ทว่าสหรัฐเป็นตัวอย่างของประเทศที่แสดงความชั่วร้ายของระบบทุนนิยม

ระบบทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น บริษัทนายทุนใหญ่เหล่านั้นกุมอำนาจไว้หมด และบริหารอำนาจเหล่านั้นอย่างแยบยล

พวกเขามีเวลาฝึกซ้อมนานเป็นศตวรรษ และแผ่กิ่งก้านสาขา ครอบคลุมไปหมด จนไม่มีที่ว่างเลย พวกเขาจะไม่มีวันแพ้ ในสังคมเสรีประชาธิปไตยนี้ หากมนุษย์อยากมีเสรีภาพ อิสรภาพ มีความสุขสบาย ก็คือจงพอใจในชีวิตของตน รับรู้เฉพาะเรื่องราวของตัวเอง อย่ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น

ระบบเหมือนค่ายกล น่าประหลาด ระบอบประชาธิปไตยยิ่งจริงเพียงใด ก็ยิ่งเหมือนคุกตะรางที่บีบเข้ามาหาอย่างเงียบกริบ

ขังคุณไว้อย่างเงียบกริบ และไม่มีใครรู้เลย

บทความก่อนหน้านี้บิ๊กป้อม สั่งเข้ม สทนช ตั้งคณะทำงานติดตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 17 โครงการสำคัญพื้นที่ EEC ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
บทความถัดไปถอดบทเรียนโควิด 19 สู่ การแพทย์แห่งอนาคต กับ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์