ต่างประเทศ : การแพร่ระบาดของโควิด-19 กับวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในจีน

เป็นเวลาหลายต่อหลายปีที่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ต่อสู้เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในจีน

มีการล็อบบี้บรรดานักการเมือง ผลักดันในด้านการศึกษา เรื่อยไปจนถึงการรวมตัวประท้วงรัฐบาล และรณรงค์ให้มีการออกกฎหมายห้ามกินเนื้อสุนัขและแมวในจีน การต่อสู้ดังกล่าวประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่สถานการณ์สำหรับนักต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์ในจีนกลับเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

รัฐบาลจีนประกาศระงับการขายเนื้อสัตว์ป่าในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากตลาดสดที่ขายเนื้อสัตว์ป่าในเมืองอู่ฮั่นเป็นจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วโลก

เมืองตอนใต้ของจีนอย่างเสิ่นเจิ้นและจูไห่ กลายเป็นสองเมืองแรกในประเทศที่ออกกฎหมายห้ามบริโภคเนื้อแมวและสุนัข

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรของประเทศจีน ประกาศตัดสุนัขออกจากรายชื่อปศุสัตว์ในประเทศ และให้คำจำกัดความของสุนัขว่าเป็น “สัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน” ของมนุษย์เป็นครั้งแรก

แม้แต่เมืองยู่หลิน ตอนใต้ของประเทศจีน เมืองที่จัด “เทศกาลกินเนื้อสุนัข” เป็นประจำทุกปี งานเทศกาลที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาพบว่ามีคนเข้าร่วมงานน้อยกว่าในปีที่ผ่านๆ มาอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากความหวาดกลัวว่าอาจเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกครั้งด้วยก็เป็นได้

 

ซินเธีย จาง นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์จากเมืองกว่างโจว ระบุว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหวทำงานต่อสู้เพื่อเรื่องนี้มานานหลายปีแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเท่าใดนัก

“ดังนั้น เราจึงใช้การแพร่ระบาดในครั้งนี้เป็นโอกาสในการผลักดันกฎหมายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จางระบุ

กลุ่มนักเคลื่อนไหวได้แรงสนับสนุนมากขึ้นหลังจากวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในจีนถูกพูดถึงโดยดาราตลกชาวอังกฤษ ริกกี้ เกอร์เวส รวมถึงลิซ่า แวนเดอร์พัมพ์ ดาราเรียลลิตี้ชื่อดังชาวอเมริกัน

แรงสนับสนุนของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ในจีนมีน้ำหนักมากขึ้น เริ่มมีเสียงเรียกร้องมากขึ้นในหลายๆ ชุมชน หลายๆ เมืองในประเทศจีน

เสียงเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประสบผลสำเร็จแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มชาตินิยมที่ระบุว่าการกินเนื้อสุนัขเป็นวัฒนธรรมของชาวจีน ไม่แตกต่างจากวัฒนธรรมการกินเนื้อไก่งวงของชาวอเมริกันก็ตาม

 

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์เริ่มมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศจีน ประเทศซึ่งนักเคลื่อนไหวและคนเห็นต่างมักจะถูกทำให้ไม่มีปากมีเสียงในยุคประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

ในขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้หญิงมักตกเป็นเป้าของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ประเด็นสิทธิสัตว์นั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นภัยคุกคามน้อยกว่า ทำให้นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์เคลื่อนไหวได้มากขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มสิทธิสัตว์ได้เรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติได้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อสัตว์ ขณะที่บางกลุ่มไปไกลถึงขั้นรวมตัวขวางรถบรรทุกสุนัขที่ไปยังโรงเชือด รวมถึงรวมตัวประท้วงหน้าหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง

ประมาณการกันว่ามีกลุ่มที่ทำงานด้านสิทธิสัตว์ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจำนวนหลายร้อยกลุ่มที่ทำงานในประเด็นนี้อยู่ในประเทศจีน

 

อย่างไรก็ตาม กรอบแนวปฏิบัติของรัฐบาลจีนยังคงต้องดูกันต่อไปว่าจะนำไปบังคับใช้อย่างไร เนื่องจากในเวลานี้จีนยังคงไม่มีกฎหมายในระดับชาติที่ห้ามการทารุณกรรมสัตว์ รวมถึงการบริโภคสุนัขและแมว ซึ่งเรื่องนี้นักเคลื่อนไหวมองว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการทำให้วัฒนธรรมการกินสุนัขและแมวหมดไปจากประเทศ

อีกเรื่องที่ต้องต่อสู้กันต่อไปก็คือ ทัศนคติของคนอีกกลุ่มที่ยังคงมองว่าการกินเนื้อสุนัขนั้นเป็นวัฒนธรรมของชาวจีนที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ นอกจากนี้ ยังโจมตีกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์ด้วยว่ากำลังถูกชาติตะวันตกหลอกใช้

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่แม้จะไม่ได้กินเนื้อสุนัข แต่ก็มองว่าการกินเนื้อสุนัขนั้นเป็นสิทธิของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหนึ่งแรงสนับสนุนของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ในจีนก็คือ จำนวนคนเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ผลการสำรวจล่าสุด พบว่าจำนวนสุนัขเลี้ยงในประเทศจีนมีจำนวนมากถึง 55 ล้านตัวเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 8 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า นั่นจึงทำให้เสียงสนับสนุนการห้ามกินเนื้อสุนัขเพิ่มจำนวนตามไปด้วย

การเริ่มต้นกวาดล้างจากรัฐบาลทำให้การค้าเนื้อสุนัขซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอย่างมีมาตรฐานและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องทำได้ยากยิ่งขึ้น ขณะที่ร้านขายเนื้อสุนัขต้องย้ายออกไปขายนอกตัวเมือง

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนขึ้นของกลุ่มชนชั้นกลางอายุน้อยในเมืองที่มีมุมมองต่อต้านการกินเนื้อสุนัขจะทำให้วัฒธรรมเริ่มเลือนหายไป

ร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ร้านตัดแต่งขนสุนัข คลินิกรักษาสัตว์ที่เพิ่มขึ้นในโซนเมืองพร้อมๆ กับร้านอาหารและบาร์หรู เริ่มเปลี่ยนแปลงสังคมทีละน้อย

ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในสังคมค่อยๆ ทำให้วัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขกลายเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่ไม่อาจยอมรับได้ ขณะที่ข่าวคราวการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่มาจากการตลาดค้าเนื้อสัตว์ป่าแปลก ก็ช่วยกระตุ้นให้กระบวนการทั้งหมดเร็วยิ่งขึ้น

และนั่นจะทำให้เป้าหมายของกลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ในจีนก็คงจะสำเร็จได้ในไม่ช้าไม่นานนี้

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้ศิลปินดัง โอดภาพวาดศิลปะรณรงค์เรื่อง วันเฉลิม โดนทุบทำลายพังยับ!
บทความถัดไป“เพื่อไทย” ชี้รัฐทอดทิ้ง-ไม่ส่งเสริมภาคเกษตรกร ซัดจับงบฯไม่ตอบโจทย์ประชาชน