วงค์ ตาวัน | ขี่ช้างจับตั๊กแตน

วงค์ ตาวัน

เป็นที่คาดหมายได้อยู่แล้วว่า หลังจากรัฐบาลเริ่มคลายล็อกเฟสต่างๆ มากขึ้น ไปจนถึงยกเลิกประกาศใช้เคอร์ฟิว ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางสังคมจะเริ่มกลับคืนสู่ความเป็นปกติ ทั้งในด้านดีและในด้านน่าปวดหัว อย่างเช่น เด็กแว้น เด็กซิ่ง จะต้องออกมาระบายความอัดอั้นหลังจากถูกควบคุมจนเก็บกดมาหลายเดือน

ตั้งแต่คืนแรกหลังเลิกเคอร์ฟิวเลย ออกมาโชว์ความซ่า เพื่อฉลองการเลิกมาตรการควบคุมออกนอกบ้านในยามวิกาล ทั้งแก๊งกระบะ แก๊งมอเตอร์ไซค์

รุ่งขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างหัวเสียต่อพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวทำนองว่าถ้ายังไม่ร่วมมือกัน ถ้าไม่รู้จักควบคุมตัวเองแบบนี้ ก็อาจจะต้องเอาเคอร์ฟิวกลับมาใช้ใหม่อีก

“เลยเกิดเสียงวิจารณ์ไปทั่วว่า ไม่พอใจในพฤติกรรมของวัยรุ่นไม่กี่คนไม่กี่กลุ่ม ถึงขั้นจะเอามาตรการควบคุมคนทั้งประเทศกลับมาใช้อีกหรือ!?”

จะปราบเด็กแว้น ด้วยการห้ามคนทั้งประเทศออกจากบ้านยามค่ำคืนเลยหรือ

“เข้าทำนอง ขี่ช้างจับตั๊กแตนแท้ๆ ถึงขั้นฆ่าช้างทั้งตัวเพื่อเอางาคู่เดียว อะไรทำนองนั้น”

ทั้งที่ปัญหาวัยรุ่นก่อพฤติกรรมกวนเมืองเช่นนี้มีมาแล้วยาวนาน มีอยู่ในทุกสังคมประเทศ

เพิ่งมาหยุดกันเฉพาะในช่วงโควิดระบาดนี่แหละ ก็แค่เดือนสองเดือนที่ผ่านมา ที่ต้องหยุดแว้นหยุดซ่ากัน

พอรัฐบาลเริ่มผ่อนคลาย ตามประสาวัยรุ่นแสบสัน ก็ต้องกลับมาลงถนนแน่นอน

จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก ก็ควรต้องสั่งตำรวจไปตรวจสอบและกวาดจับ ใช้กฎหมายดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นรายๆ ไป ไม่ใช่เล่นลงโทษเหมารวมไปทั้งประเทศ

ไม่ใช่เอาเคอร์ฟิวกลับมา เพื่อแก้เด็กแว้น

“ถ้าจะใช้มาตรการแบบนี้ มิต้องประกาศใช้เคอร์ฟิวกันไปตลอดกาลเลยหรือ เพียงเพื่อจะปราบวัยรุ่นวัยคะนองให้เลิกออกมาป่วนบนท้องถนน”

ด้านหนึ่งก็มองกันว่า เป็นแค่การแสดงอารมณ์ เผลอพูดด้วยความหัวเสีย คงไม่ถึงขั้นเอาเคอร์ฟิวกลับมาใช้จริงๆ กระมัง

แต่อีกด้านก็สะท้อนความถนัดในการใช้วิธีแก้ปัญหาแบบอำนาจนิยม

เพราะใช้มาตั้งแต่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โน่นแล้ว

อ้างว่าเพื่อหยุดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชนก็เลยต้องล้มประชาธิปไตยทั้งระบบ ฉุดเศรษฐกิจทั้งประเทศดิ่งเหวเลยทีเดียว!

เป็นความจริงที่ว่า ปัญหาในบ้านเมืองเรากว่าสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศชาติติดหล่ม จนบ้านเมืองไม่พัฒนาก้าวหน้าไปไหน เริ่มกลายเป็นชาติที่ล้าหลังไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน จากที่เคยเป็นเสือแห่งเอเชียแห่งอาเซียน หลายปีมานี้กลายเป็นเสือหมอบเสือม่อย จนเพื่อนบ้านแซงหน้าเราไปแล้วหลายชาติ

ทุกคนยอมรับว่าประเทศไทยถอยหลังไปไกล แต่โทษกันไปโทษกันมา

โทษม็อบว่าขัดแย้งแตกแยกกันจนไม่สามารถพูดคุยกันได้ โทษนักการเมืองว่าเอาแต่โกงกิน

“แต่หลายคนก็โทษวิธีการแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหาร ว่านั่นแหละคือตัวการที่ทำให้ชาติล้าหลัง!”

จริงอยู่ ตั้งแต่ปี 2548-2549 เป็นต้นมา เราเริ่มมีม็อบสีเสื้อเพื่อต่อต้านนักการเมือง และเริ่มเป็นชนวนความขัดแย้งของม็อบระหว่างสี

เรามีปัญหานักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น

“แต่ทั้งหมดนี้ควรแก้ไขด้วยการใช้ระบอบประชาธิปไตย ใช้การเลือกตั้งที่เสียงของประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ตัดสิน”

แต่เพราะบางม็อบมีการสมคบคิดกับอำนาจนอกระบบ จงใจจะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ทางตัน เพื่อเปิดทางให้กองทัพออกมาควบคุมสถานการณ์

นั่นจึงเป็นเหตุให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นถึง 2 ครั้งในรอบกว่าสิบปีที่ผ่านมา

ไม่ยอมใช้วิธีการเลือกตั้งมาตัดสินปัญหา

แต่ทำทุกทางให้ล้มระบบรัฐสภา ใช้การรัฐประหารเข้ามาตัดสิน

“การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็เพื่อล้มทักษิณ ชินวัตร แต่ก็ล้มได้ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เลยเกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อล้มยิ่งลักษณ์ น้องสาวทักษิณ”

เอาเข้าจริงบ้านเมืองเรามีปัญหาแน่ๆ แต่ถ้ายึดโยงกับวิถีประชาธิปไตย การเมือง เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลัง

แต่เพราะใช้วิธีอำนาจนิยม เอารถถังออกมาล้มประชาธิปไตย นี่แหละคือต้นเหตุสำคัญที่บ้านเมืองเราถดถอยไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญ ลงทุนรัฐประหาร ล้มประชาธิปไตยถึง 2 ครั้งต่อเนื่องกัน ก็เพื่อจะหยุดทักษิณและน้องสาว

จนเปรียบกันว่า ถึงขั้นเผาบ้านทั้งหลังเพื่อจะล่าหนูแค่ตัวเดียว!

ในสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรงที่ผ่านมา ด้านหนึ่ง ถือว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในแง่สาธารณสุข คุมโควิดได้ดี ตัวเลขคนป่วย คนติดเชื้อ และคนเสียชีวิตไม่สูงมาก แต่รัฐบาลก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักว่าใช้มาตรการควบคุมเพื่อหวังผลการหยุดไวรัส จนไม่สนว่าจะกระทบเศรษฐกิจ ความอดอยาก คนตกงาน จนไปๆ มาๆ คนจะอดตายแซงหน้าโควิดแล้ว

ทำให้คาดหมายว่า เมื่อโควิดซาลงไป ไทยก็ประกาศชัยชนะด้านควบคุมโรค ยิ้มแย้มหน้าบาน

“แต่การเสื่อมทรุดทางเศรษฐกิจกำลังจะเริ่มออกฤทธิ์รุนแรงมากขึ้น การล้มลงของกิจการต่างๆ ตัวเลขคนตกงาน จะเป็นมหาวิกฤตที่ใหญ่กว่าที่กำลังจะมาถึง”

อีกทั้งในด้านรัฐบาลจะพบว่า กว่าจะยอมผ่อนคลายล็อกต่างๆ กว่าจะยอมเลิกใช้เคอร์ฟิว ก็ต้องกระทุ้งกันอยู่นาน

สุดท้ายก็ยังไม่ยอมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ดี

“เหตุที่ยังกอดอำนาจพิเศษอยู่ต่อไป ก็เพราะถนัดจะทำงานด้วยอำนาจนี้ด้านเดียว”

สามารถสั่งการลงไปยังหน่วยราชการต่างๆ ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีที่เป็นนักการเมือง ซึ่งอาจจะเกิดข้อถกเถียง ข้อโต้แย้ง และข้อเสนออื่นๆ

นี่คือความถนัดของคนเคยชินกับอำนาจนิยม

“ถนัดมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่อำนาจเมื่อปี 2557 แล้ว และแม้จะมีเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ก็ยังถนัดทำงานอยู่แบบเดิม”

ดังนั้น เมื่อต้องรับมือกับโควิด ก็ต้องขอใช้อำนาจพิเศษผ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถนัดที่สุด รวบรัดง่ายที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อเลิกเคอร์ฟิวคืนแรก แล้วมีเด็กแว้นออกมาซ่าน่ากวนใจ ก็เลยเผลอหลุดอยากเอาเคอร์ฟิวกลับมาใช้ควบคุมสังคมไทยอีก

เตรียมจะขี่ช้างจับตั๊กแตน ขี่ช้างปราบเด็กแว้นกันเลยทีเดียว!


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้“พิธา” สับต้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุไร้ผู้ติดเชื้อ 29 วันแล้ว เลิกอ้าง-ยื้ออำนาจ
บทความถัดไป“ตรีรัตน์” ค้านทุบแฟลตเคหะคลองจั่นทำคอนโด ชี้ไม่ทำประชาพิจารณ์ฟังเสียงคนในพื้นที่